เสียงจักจั่นดังระงมทั่วบ้านไม้กลางเนิน
โสนนท์เดินนำภณเข้ามาที่ระเบียง พร้อมกลิ่นหอมของไม้เก่าและกลิ่นดินชื้นหลังฝนซึมเมื่อคืน
“ยายยยย~” โสนนท์ลากเสียง “มีแขกมา!”
“อู้วววว แขกหรือแฟนล่ะลูก!”
เสียงยายแย้มตอบกลับมาจากครัว พร้อมเสียงช้อนกระทบหม้อดังกริ๊งกร๊าง
“ยาย! แค่เพื่อนเฉย ๆ ครับ!!”
โสนนท์หันไปยิ้มแหยให้ภณที่กำลังพยายามกลั้นหัวเราะ
ไม่นาน หญิงชราผิวคล้ำ ผมขาวขึ้นกรอบหน้า แต่ดวงตาคมยังดูแข็งแรงและใจดี ก็เดินออกมาพร้อมจานข้าวเหนียวหมูฝอยในมือ
“ไหว้ยายเขาหน่อย” โสนนท์หันมากระซิบ “ยายขลังนะ ถ้าไม่ไหว้ เดี๋ยวฝันร้าย”
ภณรีบไหว้ด้วยรอยยิ้ม “สวัสดีครับคุณยาย ผมชื่อภณครับ”
“เอ้อ หล่อจังลูก…”
ยายแย้มพึมพำเบาๆ แต่ดังพอให้ทั้งบ้านได้ยิน
โสนนท์แทบจะกลิ้งตกระเบียง “ยายยยย!”
ยายหัวเราะชอบใจ วางจานลงบนโต๊ะกลางบ้านแล้วนั่งพับเพียบอย่างคล่องแคล่ว
“หล่อนี่… ไม่ใช่แค่หน้าตานะ ตาเขาดี ตาแบบนี้… มักไม่พูดเยอะ แต่คิดลึก”
ภณยิ้มเขิน ๆ ส่วนโสนนท์กุมหน้า “ยายครับ พอแล้วครับ… เขาจะกลัวไปซะก่อน”
“กลัวทำไมล่ะลูก?”
ยายหันมายิ้มตาเป็นขีด “ถ้าหลานยายไม่ดีจริง เขาจะเดินตามมาถึงบ้านรึ?”
โสนนท์สั่นหน้าแรงจนผมแทบปลิว “พอแล้ววววววววววววววววว”
หลังจากนั่งกินขนมและดื่มน้ำใบเตยฝีมือยายแย้ม โสนนท์ก็พาภณเดินชมสวนหลังบ้าน
แสงท้ายวันอาบผ่านใบมะม่วง ใบกล้วย และกลิ่นดินชื้นก็ยังหอมอยู่ทุกย่างก้าว
“ยายดูจะชอบฉันนะ” ภณพูดลอยๆ
“ยายชอบคนกินข้าวเป็น” โสนนท์ตอบ “ปกติพวกมากรุงเทพฯ มักไม่กล้ากินหมูฝอย… บอกว่าแคลเยอะบ้าง ไขมันอิ่มตัวบ้าง ยายเซ็ง!”
“ก็ดี… ฉันเลยได้คะแนนไปหนึ่ง”
“หนึ่งอะไรวะ?”
“คะแนนหัวใจยาย”
โสนนท์เงียบไปหนึ่งวินาที แล้วระเบิดหัวเราะ
“โอ๊ยพี่ภณ! พูดอย่างนี้ ถ้าไม่ได้จีบผมนี่ ผมจะถือว่าเป็นการล่อลวงเลยนะ!”
“แล้วถ้าฉันจีบจริง ๆ ล่ะ?”
โสนนท์เงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนจะหันมายิ้มแบบไม่ได้ตอบตรง ๆ แต่สายตาอ่อนลงอย่างที่ภณไม่เคยเห็นมาก่อน
“ก็ต้องผ่านด่านยายแย้มก่อนนะพี่… ยายขลังจริง ๆ ด้วย”
บางทีความรักไม่ต้องมีพิธีรีตอง
แค่มีเสียงหัวเราะ… กลิ่นข้าวหอม… กับคนที่ไม่ต้องฝืนตัวเอง
.
สายฝนแรกของเดือนโปรยลงมาหลังเที่ยงไม่ถึงสิบนาที
จากแดดจ้าแค่ครู่เดียว ท้องฟ้าก็กลายเป็นสีเทาอมน้ำเงิน ฝนตกลงมาหนักหน่วงราวกับเทใส่
“แย่ละ…” โสนนท์มองดูถนนลูกรังที่กำลังกลายเป็นลำธารย่อม ๆ
ทั้งเขาและภณยังอยู่ในศาลาเล็ก ๆ ข้างวัด — จุดที่ตั้งใจจะแวะซื้อขนมก่อนกลับบ้าน
ตอนแรกก็เหมือนจะทัน แต่ฟ้าก็ลวง
“บ้านนายไกลไหม?” ภณถาม
“ไม่ไกลมาก… แต่ถ้าเดินกลางฝน ก็ได้อารมณ์หมาเปียกแน่นอน”
โสนนท์ตอบพลางหัวเราะ
“งั้นฉันจะเป็นหมาเปียกด้วยคน”
“ไม่ต้องเลยพี่ เดี๋ยวผมเดินกลับเอง รอฝนซาแล้วค่อยไปก็ได้”
“ฉันหมายถึง… เราเดินกลับด้วยกัน”
โสนนท์ชะงักไปชั่วครู่
ก่อนจะยิ้มบาง ๆ แล้วเปิดกระเป๋าผ้าหยิบ ร่มเก่า ๆ ลายดอกไม้ ออกมา — มือจับไม้มีรอยถลอกจากการใช้งานหลายปี
“มีร่มแค่คันเดียว… พี่ตัวสูงนะ จะหลบหัวได้เหรอ?”
“งั้นฉันก้มให้เธอถือ… แฟร์ไหม?”
เสียงรองเท้าผ้าใบกระทบน้ำดังแจ๊ะ ๆ ระหว่างเดินลัดเลาะตามคันนา
ฝนยังตกอยู่ แต่เบาลงกลายเป็นฝนพรำ
ร่มผืนนั้นไม่ได้กันฝนดีมากนัก แต่พอให้บ่าทั้งสองคนเปียกน้อยลง
…และหัวใจเปียกชื้นมากขึ้น
“บ้านนายนี่สวยดีนะ” ภณพูดขึ้นเมื่อมาถึง
บ้านไม้ชั้นเดียว ยกใต้ถุนสูง
มีเถาวัลย์เขียวเลื้อยคลุมหน้าต่าง
ตรงระเบียงมีต้นจำปี กับโหลปลาหางนกยูงวางข้างตะกร้าถักจากไม้ไผ่
ข้างรั้วมีซุ้มฟักทองเลื้อย และกลิ่นไม้หอมอ่อน ๆ ลอยมาจากในเรือน
“มันเรียบไปสำหรับคนกรุงเทพฯ มั้งครับ”
“ไม่เลย”
ภณหยุดอยู่ใต้ชายคา มองเรือนไม้ทั้งหลังด้วยสายตาที่นิ่งและอ่อนโยน
“บ้านหลังนี้… เหมือนฝันดีที่ไม่อยากตื่น”
โสนนท์นิ่งไป ไม่ตอบอะไร
เสียงฝนตกลงบนหลังคาไม้ดังเป็นจังหวะเบา ๆ
ภณพูดต่อ
“นายรู้ไหม… ฉันเคยคิดว่าความฝันของคนเรา มันต้องใหญ่ ต้องมีแสงไฟ ต้องไปให้ไกล…”
“แต่บ้านหลังนี้ทำให้ฉันสงสัยว่า—”
“หรือแท้จริงแล้ว… คนเราก็แค่ต้องการที่ที่อบอุ่น ที่หนึ่ง ที่เรารู้สึกอยากกลับมา”
“สโนน้อยเรือนงาม”…
ไม่ใช่ชื่อสถานที่ แต่คือความรู้สึกที่เราตามหาทั้งชีวิต
เสียงประตูแง้มดังแอ๊ดเบา ๆ
ยายแย้มเดินออกมาในชุดเสื้อลายดอกกับผ้าถุงสีเข้ม
“เปียกหมดเลยลูก มานี่มา มาเช็ดตัวก่อน เดี๋ยวเป็นหวัดกันพอดี”
เธอพูดพร้อมส่งผ้าขาวม้าคนละผืน
“ขอบคุณครับยาย” ภณรับไว้แล้วยิ้มกว้าง
ยายยิ้มตอบ ก่อนจะหันมากระซิบกับโสนนท์เบา ๆ
“ดูไว้ลูก… ถ้าผู้ชายคนไหนมองบ้านเราแล้วตาเป็นประกายแบบนั้น
…แปลว่าเขาไม่ได้ชอบบ้าน แต่ชอบเจ้าของบ้านต่างหาก”
โสนนท์หน้าแดงเหมือนโดนตบด้วยแดดเที่ยงวัน ทั้งที่ฝนยังพรำ
บางครั้ง… ความรู้สึกไม่ต้องมีชื่อเรียก
แค่เราอยากอยู่ใกล้ ๆ ใครคนหนึ่งโดยไม่ต้องมีเหตุผล
…ก็พอแล้ว
ลมหวนของนิทานเก่า
เสียงกลองยาวดังขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังสีฟ้าซีด
เช้าวันงานบุญกลางหมู่บ้านมาถึงพร้อมกับกลิ่นข้าวหลามที่ต้มกันมาตั้งแต่ตีสี่
ชาวบ้านใส่ผ้าขาวม้าพาดบ่า บ้างแบกเสื่อ บ้างถือข้าวของมาทำบุญกันที่วัดเล็ก ๆ บนเชิงดอย
ภณมองภาพตรงหน้าอย่างอึ้งๆ
“รู้สึกเหมือนหลุดเข้าฉากหนังย้อนยุคเลยแฮะ”
“นี่แหละสโนน้อย”
โสนนท์ยิ้ม ขณะช่วยยายแย้มแบกขันโตกขึ้นวางบนโต๊ะ
“บ้านเราถึงเล็ก แต่ก็เรือนงามนะ”
ภณหันไปมองเขา
ไม่รู้ทำไมประโยคธรรมดานั้น กลับทิ้งอะไรบางอย่างไว้ในใจ
💬 ขณะช่วยกันเตรียมงาน
“เอ็งชื่ออะไรนะ… ภณใช่ไหม?”
เสียงลุงเชิด เจ้าของร้านชำประจำหมู่บ้านถามขึ้น
“ครับลุง” ภณยิ้ม “พอดีผมมาช่วยคุณยายแย้มกับนนท์ครับ”
ลุงเชิดหรี่ตา แล้วพึมพำเบา ๆ กับชาวบ้านข้างๆ
“เหมือนกุลาเลยว่ะ… หนุ่มจากเมืองกรุงมาเดินกลางดิน เงียบ ๆ แต่ตามองนางเอกชัดแจ๋ว”
“กุลา?” ภณทวนคำ
“อ้าว นนท์ไม่เคยเล่านิทานกุลาให้ฟังเหรอ?”
ยายแย้มเดินเข้ามาได้จังหวะพอดี “ตายจริง… เดี๋ยวคืนนี้ยายเล่าให้ฟัง”
🌙 ค่ำคืนรอบกองไฟ – นิทานกลางงานบุญ
ภายใต้แสงโคมไฟที่แขวนตามต้นไม้รอบลานวัด
หลังพิธีจบ เด็ก ๆ นั่งล้อมวงฟังยายแย้มเล่านิทานเก่า
แม้จะฟังกันมาหลายสิบรอบแล้ว แต่ทุกครั้งก็ยังเหมือนใหม่
“กุลา… เป็นชายหนุ่มจากเมืองไกล รูปงามนัก พ่อแม่ร่ำรวยนัก…”
ยายพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มเป็นจังหวะ
“แต่หัวใจของเขาไม่เคยอยู่ในวัง หรืออยู่ในตึกสูงเลย เขาหนีมาเที่ยวในชนบท หาเงียบสงบ หาใจตัวเอง…”
“แล้วเขาเจอไหมยาย?” เด็กหญิงตัวเล็กถามขึ้น
“เจอสิลูก เขาเจอหญิงสาวที่อยู่บ้านปลายนา ขยัน อ่อนโยน ไม่ได้สวมเพชรพลอย แต่ใส่ใจทุกต้นไม้ริมรั้ว”
ยายแย้มยิ้ม
“เขาตกหลุมรักเธอ เพราะบ้านของเธอไม่หรู แต่เต็มไปด้วยความหมาย”
ภณนั่งฟังเงียบ ๆ อยู่หลังวง
โสนนท์นั่งข้าง ๆ และหันมายิ้มเล็ก ๆ
“บางคนว่า… นิทานนี้เป็นแค่เรื่องแต่ง” โสนนท์พูดเบา ๆ
“แต่ยายเชื่อว่า กุลาเคยมีจริง และความรักแบบนั้น… ก็ยังเกิดขึ้นได้เสมอ”
ภณเงยหน้าขึ้นมองไฟที่สั่นไหวตามลม
เขาไม่พูดอะไร แต่สายตาที่มองโสนนท์เหมือนกำลังตอบอะไรบางอย่างในใจเขาแล้ว
ในโลกของนิทาน… ชายผู้สูงศักดิ์เจอหญิงเรียบง่าย แล้วตกหลุมรัก
ในโลกจริง… ชายจากเมืองกรุงพบชายชาวดอย ที่หัวใจงามพอจะทำให้เขาอยากหยุดวิ่ง
เงาที่แผ่ลงมาจากเมืองกรุง
.
หลังจากงานบุญกลางหมู่บ้านผ่านไปเพียงสองวัน
เสียงรถยนต์สี่ประตูสีเทาเข้มก็แล่นขึ้นมาถึงหน้าศาลาประชาคมของหมู่บ้านสโนน้อย
ป้ายทะเบียนกรุงเทพฯ
ชายสองคนลงจากรถ
คนหนึ่งใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาว กางเกงสแล็ก รองเท้าหนัง
อีกคนถือแฟ้มเอกสารปึกใหญ่ และเดินสำรวจรอบบริเวณแบบมืออาชีพ
“เอ่อ… ขอโทษครับ ไม่ทราบผู้ใหญ่บ้านอยู่ไหมครับ?”
ชายที่ดูมีอายุหน่อยพูดเสียงนุ่ม แต่สายตาควานหาจุดที่เหมาะเจาะจะปลูกอะไรบางอย่าง
📍 เย็นวันเดียวกัน – หลังบ้านโสนนท์
“มีรถคนจากกรุงเทพฯ มาหาเจ้าใหญ่แหน่ละลูก”
ยายแย้มพูดพลางสางผักกาดดองในถัง “แต่งตัวแบบบ่เคยเห็นดิน เห็นฝน… มาสำรวจฮอดใต้ถุนวัด”
โสนนท์นิ่ง
มือที่กำลังปอกกล้วยบวชชีชะงักเล็กน้อย
เขาเงยหน้าขึ้น “สำรวจอะไรเหรอยาย?”
“ยายก็ไม่ฮู้แน่… แต่ได้ยินว่าเขาจะสร้างอะไรสักอย่างแถวนี่”
“สร้าง?” โสนนท์ขมวดคิ้ว
“บางคนว่าเป็นรีสอร์ต บางคนก็ว่าคอนโด”
ยายถอนหายใจ “คนเฒ่าคนแก่ก็เริ่มกลัว ว่าจะมีใครมาเวนคืนดินไปจากเฮา”
ฉากตัด – ฝั่งภณ
ในห้องไม้เงียบ ๆ ภณนั่งอยู่คนเดียวกับโน้ตบุ๊กที่เพิ่งเปิดเป็นครั้งแรกในรอบสัปดาห์
หน้าจอแสดงอีเมลที่มีหัวเรื่องว่า:
“UPDATE: สโนน้อย – สำรวจพื้นที่รอบวัดและริมลำธาร เตรียมเคลียร์ขั้นตอนเวนคืนล็อตแรก“
จาก: ฝ่ายพัฒนาโครงการ / เสถียร กรุ๊ป
ภณกัดริมฝีปาก
เขารู้ดีว่า “สโนน้อย” ที่ถูกพูดถึงในเอกสารนี้
คือหมู่บ้านที่มีโสนนท์อยู่
คือบ้านที่เขาเพิ่งรู้สึกว่าอยากกลับมาทุกวัน
และคือที่ที่… เขากำลังตกหลุมรักโดยไม่รู้ตัว
คืนนั้น – ใต้ต้นกระโดน
โสนนท์กับภณนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ที่เดิม
ไม่มีบทสนทนาอะไรมาก
มีเพียงลมพัดเบา ๆ กับแสงดาวที่ส่องรำไรเหนือยอดไผ่
“พี่…” โสนนท์พูดเบา ๆ
“ถ้าอยู่ดี ๆ มีคนจะมาทุบบ้านพี่ แล้วสร้างอะไรใหม่แทน… พี่จะทำยังไง?”
ภณนิ่งไปครู่หนึ่ง
รู้สึกเหมือนคำถามนั้นคือหมัดตรงที่เขาหลบไม่ทัน
“ไม่รู้สิ…”
เขาพูดช้า ๆ “แต่ถ้าเป็นบ้านที่ทำให้เรารู้สึกเป็นตัวเอง… ฉันคงสู้จนสุดทาง”
โสนนท์หันไปมองเขา
ดวงตานั้นมีบางอย่างที่ไม่ได้ถามออกมา
…แต่ภณรู้ดีว่า เขาจะไม่มีทางหลบมันได้นานนัก
“บ้าน” ไม่ได้แค่สร้างด้วยไม้กับตะปู
แต่มันสร้างจากความทรงจำ ความรัก และคนที่เราอยากกลับมาหาในทุกวัน
คืนนั้น ดวงจันทร์เต็มดวง
แสงเงินสาดผ่านหน้าต่างไม้ ลอดผ่านมุ้งขาวที่ห้อยอยู่ปลายเตียง
โสนนท์นั่งอยู่ที่ระเบียงบ้าน มือถือกระติกน้ำชาร้อน ๆ ไว้แน่นในมือ
เขาคิดอะไรไม่ออก แต่รู้แค่ว่าในใจมัน… อุ่นแปลก ๆ
ทั้งที่ไม่มีไฟ
ไม่มีผ้าห่ม
มีแต่ความคิดถึงที่เขาไม่เคยรู้จะเรียกมันว่าอะไร
เสียงรองเท้าแตะเดินเบา ๆ ดังขึ้นที่บันไดบ้าน
“ขอโทษนะ… ไฟในห้องพี่ดับน่ะ”
ภณยืนอยู่หน้าประตู ระบายยิ้มอ่อน ๆ พร้อมถือผ้าห่มพับบาง ๆ ไว้ในมือ
โสนนท์หัวเราะเบา ๆ “นึกว่าจะมาอ้อนขอชานะครับ”
“ก็แอบคิดอยู่” ภณนั่งลงข้าง ๆ แล้วรับถ้วยชาอีกใบจากมือโสนนท์
“แต่ตอนนี้แค่อยากนั่งเฉย ๆ ตรงนี้… ถ้าไม่ว่าอะไร”
“ไม่ว่าอะไรหรอกพี่”
โสนนท์มองออกไปในความมืด
“ตรงนี้ก็เป็นของพี่เหมือนกันแล้ว…”
คำพูดนั้นเบาเกินจะกลายเป็นประโยค
แต่มากพอให้ภณหันมามองเขา
สายตาของคนที่ไม่ได้ขออะไร
…แต่ก็พร้อมจะให้ทุกอย่าง
“โสนนท์” ภณเรียกชื่อเขาเบา ๆ
“ครับ?”
“นายเชื่อไหม ว่าแค่เราอยู่กับใครสักคน แล้วรู้สึกไม่ต้องแสดงอะไรเลย… นั่นแหละคือความสุขแบบแท้จริง”
โสนนท์ไม่ตอบในทันที
เขาแค่ยิ้ม
แล้วพิงหัวลงกับไหล่ของภณเบา ๆ
ไม่ได้พูด
ไม่ได้ขออนุญาต
ไม่ได้เขิน
…เพียงแค่รู้ว่า ทำแบบนี้แล้วสบายใจ
ภณไม่ขยับ
เขาแค่เงียบ
แล้วก้มหน้าลงมองเส้นผมที่ตกลงมาปรกแก้มอีกฝ่าย
หัวใจเต้นช้าลงในจังหวะที่พอดีกับลมหายใจของคนข้างตัว
ความรักไม่ได้เริ่มที่คำว่ารักเสมอไปบางทีมันเริ่มจากความเงียบ… ที่เราไม่อยากให้มันจบ

