ฝนยังตกอยู่
ไม่หนัก แต่ไม่หยุด
หยดน้ำซึมผ่านเสื้อผ้า พาเอาความเย็นไหลลึกลงถึงกระดูก
โสนนท์เดินช้า ๆ ไปตามคันนาที่กลายเป็นร่องน้ำ
ไม่เร็ว ไม่แรง
เหมือนคนที่ไม่รู้ว่าควรรีบกลับ หรือควรปล่อยให้ตัวเองหลงทางอีกหน่อย
บ้านของยายยังเปิดไฟดวงเล็กที่หน้าระเบียง
เสียงจักจั่นยังดังในจังหวะคงที่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่ใจของเขาไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
โสนนท์ถอดเสื้อออกตรงหน้าบ้าน
บิดมันเงียบ ๆ ก่อนจะเดินเข้าไปในห้อง
ยายแย้มหันมามองเพียงแวบเดียว
ไม่มีคำถาม ไม่มีคำสอน
มีแค่สายตาที่อ่อนลง… เหมือนรู้ว่าหลานกำลังแบกอะไรไว้ในอก
“ไปอาบน้ำก่อนลูก เดี๋ยวไม่สบาย”
“ครับ”
ไอน้ำอุ่นในห้องน้ำไม่อาจลบฝนที่เปียกข้างใน
โสนนท์ยืนนิ่ง ใต้ฝักบัวที่รินลงมาเรื่อย ๆ
เสียงฝนจากหลังคากระทบกระเบื้อง
เสียงหยดน้ำจากผิวกระทบพื้น
เสียงในหัวที่ถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า…
“เขามองเราแบบไหนกันแน่?”
“หรือที่ผ่านมา… มันแค่บทซ้อมของความจริงที่เขาไม่เคยกล้าบอก?”
“แล้วเราเอง… เผลอหวังอะไรเกินไปหรือเปล่า?”
เขาไม่ร้องไห้
แต่มีบางอย่างไหลออกจากตา
บางอย่างที่ไม่แน่ใจว่าเป็นน้ำจากฝน หรือน้ำจากใจที่แตก
หลังอาบน้ำเสร็จ
เขานั่งที่ปลายเตียง ไม่เปิดไฟ
ปล่อยให้แสงจากหน้าต่างส่องเงาจาง ๆ เข้ามาแตะข้างแก้ม
โทรศัพท์วางอยู่บนโต๊ะ
มีข้อความจาก ภณ เพียงบรรทัดเดียว
“ขอโทษที่พูดช้าเกินไป”
โสนนท์มองมันอยู่นาน
แต่ไม่ได้พิมพ์ตอบ
ไม่ใช่เพราะไม่รู้จะพิมพ์อะไร
แต่เพราะเขารู้ว่า…
บางคำมันไม่ควรอยู่ในแชท …มันควรอยู่ในใจถ้ามันเคยมีความหมายจริง
เราไม่ได้เจ็บเพราะคนหลอก
เราเจ็บ… เพราะเราเคยเชื่อว่าเขาจะไม่หลอกต่างหาก
เครื่องบินลำเล็กทะยานขึ้นจากสนามบินภูมิภาค
เสียงเครื่องยนต์ดังคลออยู่ในหู
แต่นั่นยังเบากว่าความคิดของภณที่ดังอยู่ข้างใน
เขานั่งริมหน้าต่าง มือจับพนักเก้าอี้แน่นเกินจำเป็น
ไม่ใช่เพราะกลัวความสูง
แต่เพราะเขากำลัง “จะสูงขึ้น” ในอีกความหมายหนึ่ง —
สูงพอจะออกจากเงาของพ่อแม่
และเงาของความกลัวที่กดเขาไว้ทั้งชีวิต
ภาพสนามบินสุวรรณภูมิที่คุ้นเคยกลับมาในสายตาอีกครั้ง
แต่ครั้งนี้ เขาไม่ได้กลับมาเพื่อ “รับคำสั่ง”
เขากลับมาเพื่อบอกว่า
“ผมจะไม่ทำตามอีกแล้ว”
🏢ฉากในห้องประชุมกระจกชั้น 42
เสียงประตูกระจกเลื่อนเปิด
คุณเสถียร ทัศน์เรืองฤทธิ์ นั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ เสื้อเชิ้ตขาวรีดเรียบไม่มีรอยยับ
สีหน้าเรียบเฉย ดวงตาคมแบบคนที่อยู่กับการคำนวณมากกว่าความรู้สึก
“กลับมาแล้วหรือ” เสียงนิ่ง ๆ เอ่ยขึ้น
ภณพยักหน้า
“พ่อรู้เรื่องหมดแล้ว” เสียงนั้นพูดต่อ
“รู้ว่าแกหยุดไม่ให้ทีมเข้าไปวัดแนวสำรวจ
รู้ว่าแกพูดกับผู้ใหญ่บ้านว่าโครงการควรหยุดไว้ก่อน
และรู้ว่า… แกกำลังคิดจะทรยศครอบครัว”
ภณไม่สะท้าน
เขาเพียงยืนนิ่ง แล้วพูดชัด
“ผมแค่ทำในสิ่งที่ครอบครัวควรภูมิใจ
ไม่ใช่สิ่งที่มัน ‘ทำกำไร’ ได้มากที่สุด”
พ่อเขานิ่ง
วางปากกาบนโต๊ะอย่างช้า ๆ
“ที่ดินตรงนั้นไร้ค่า ไม่มีเอกสารโฉนด
สร้างอะไรได้ตั้งหลายอย่าง
แต่คนพวกนั้นกลับยึดไว้ราวกับมันศักดิ์สิทธิ์”
ภณสบตาพ่อ
น้ำเสียงเขานุ่มลง แต่ชัดกว่าเดิม
“มันศักดิ์สิทธิ์… เพราะพวกเขารักมัน
พ่ออาจมองเห็นแค่เนื้อที่
แต่ผมเห็นชีวิตจริง ๆ ที่อยู่ในนั้น”
การเงียบของพ่อครั้งนี้ไม่ใช่เพราะอึ้ง
แต่เพราะกำลังชั่งน้ำหนัก
ชั่งว่า “ลูก” คนนี้ จะมีค่าพอจะเสียไปไหม
“งั้นก็ออกไปเถอะ”
คำพูดนั้นมาเร็วเหมือนใบสั่ง
“ออกจากโครงการนี้
จากแผนธุรกิจของฉัน
และจากทุกสิ่งที่แกเคยยืนอยู่ใต้ชื่อของฉัน”
ภณนิ่ง
ยิ้มบาง ๆ — ไม่ใช่เพราะเย้ย
แต่เพราะมันคือคำตอบที่เขาเตรียมใจไว้แล้ว
“ขอบคุณครับพ่อ”
เขาโค้งเล็กน้อย แล้วหันหลังเดินออกจากห้องประชุม
ในลิฟต์กระจกที่เลื่อนลงช้า ๆ จากชั้น 42
แสงอาทิตย์ตกดินสีทองลอดเข้ามาแตะใบหน้าของเขา
…ภณรู้แล้วว่าการเดินออกจากเงา มันไม่ง่าย
แต่มันเบากว่าการอยู่ในเงานั้นแล้วไม่เป็นตัวเอง
บางการเสีย… คือกำไรในระยะยาวของหัวใจ
ฝนซาแต่ดินยังชื้นอยู่
เสียงไก่ขันในเช้าวันนั้นฟังเบากว่าทุกวัน
หมอกคลุมอยู่เหนือเนินเหมือนผืนผ้าบาง ๆ
ลมไม่แรง แต่พัดแปลก ๆ — เหมือนพัดใจคนให้สะเทือนเบา ๆ
“โสน…”
ฝ้ายเดินเข้ามาที่หลังบ้าน ขณะโสนนท์กำลังรดน้ำผัก
“เมื่อเช้าเห็นรถตู้มารับพี่ภณออกจากโฮมสเตย์…
ได้ข่าวว่าเขาบินกลับกรุงเทพฯ แล้วนะ”
โสนนท์ชะงักมือ
น้ำจากฝักบัวรดผักร่วงกระทบพื้นดินเปียกชื้น
เขาไม่พูดอะไร
แค่ยิ้มบาง ๆ
แต่ฝ้ายมองออก
ว่ารอยยิ้มนั้น… แปลได้ว่า
“อ๋อเขากลับแล้วเหรอ”
“…โดยไม่บอกฉันเลย”
วันนั้นเขาไม่พูดกับใครทั้งวัน
ใช้เวลากับการกวาดบ้าน ซักผ้า ล้างครัว
ทำทุกอย่างให้ตัวเองยุ่ง
เพราะไม่อยากเผลอคิดถึงเสียงหัวเราะของใครบางคน
หรือเงาของใครที่เคยนั่งเงียบ ๆ ข้างเขาในเย็นวันฝนตก
พอตกเย็น เขานั่งอยู่ที่ระเบียง
บ้านเงียบ
ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีจากฟ้าเป็นส้ม
แล้วลมหอบหนึ่งก็พัดเข้ามา
หอบกลิ่นแชมพูอ่อน ๆ แบบที่ไม่ใช่ของยาย
หอบเสียงรองเท้าแตะกระทบพื้นไม้
หอบเงาของผู้ชายคนหนึ่ง…
ที่ยืนอยู่ตรงรั้ว
เหมือนฝันที่เขาเพิ่งพยายามลืม
“พี่…” โสนนท์พูดเสียงแผ่ว
ภณไม่ได้พูดทันที
เขาแค่ยืนอยู่นิ่ง ๆ
เสื้อยืดขาวมีรอยเปื้อนดิน
กระเป๋าสะพายเฉียงเล็ก ๆ ข้างตัว
ไม่มีร่ม ไม่มีของฝาก
มีแค่ตา — ที่มองตรงและสั่นนิด ๆ
“ผมได้ยินว่าพี่กลับกรุงเทพฯ แล้ว…”
“ก็กลับมานี่ไง” ภณตอบช้า ๆ
“กลับมาหาเรือนงามของผม”
โสนนท์นิ่ง
ใจเขาสั่นไปแล้วตั้งแต่คำว่า “เรือนงาม” หลุดออกมาจากปากอีกฝ่าย
“ผมทิ้งทุกอย่างไว้ที่นั่นแล้ว” ภณพูดต่อ
“พ่อ… บริษัท… ทุกโครงการที่ผมไม่ได้เชื่อจริง ๆ
…เพราะผมรู้แล้วว่า ที่ที่ผมอยากสร้างอนาคตด้วย
…อยู่ตรงนี้”
เงียบ
โสนนท์ก้มหน้า มือวางอยู่บนราวระเบียงที่เย็นจากฝนเมื่อคืน
ไม่พูด แต่ก็ไม่ถอย
“ผมอาจไม่มีคำพูดซึ้ง ๆ” ภณพูด
“แต่อย่างน้อย… ขอแค่มีโอกาสได้ช่วยปกป้องที่นี่
ให้มันยังเป็นสโนน้อยเรือนงาม เหมือนที่มันเคยเป็น”
โสนนท์เงยหน้าขึ้น
ดวงตาแดงเล็กน้อย แต่น้ำตาไม่ไหล
“แล้วถ้า… ที่นี่ไม่มีพื้นที่ให้พี่อีกล่ะ?”
ภณยิ้มอ่อน
“งั้นผมจะสร้างพื้นที่นั้นเอง
แต่จะไม่สร้างตึกสูง ไม่สร้างกำแพง…
จะสร้างจากทุกวัน… ที่ได้อยู่ข้างนาย”
บางครั้งการกลับมาไม่ใช่แค่ “ขอโทษ”
แต่คือการยืนยันว่า — “ผมเลือกคุณ”
เย็นวันนั้น ฝนไม่ตก
ลมโชยเอื่อยๆ ทำให้ใบกล้วยริมรั้วแกว่งเบา ๆ
บ้านยายแย้มดูสงบเหมือนเดิม แต่ภณรู้ดีว่า… มันเงียบต่างจากวันก่อน
เขานั่งบนเก้าอี้ไม้ปลายระเบียง มือจับแก้วชาเย็นที่ยายชงให้
ข้าง ๆ เขาคือยายแย้ม — ไม่ได้ยิ้มเหมือนเคย
แต่ก็ดูไม่ได้โกรธอะไร เพียงแค่นั่งนิ่งและกะพริบตาช้า ๆ เหมือนคนที่รอให้อีกฝ่ายพูดก่อน
ภณไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน
แต่ความเงียบของยายไม่ได้กดดัน
กลับเหมือนบอกว่า… “พูดเมื่อพร้อม”
เขาวางแก้วชาลง หันไปมองหญิงชราผิวคล้ำที่นั่งข้างๆ
มือของเธอมีรอยย่น แต่จับช้อนคนชาอย่างมั่นคง
“ยาย…”
เสียงของเขาเบากว่าปกติ
“ผมขอโทษที่เคยหลบสายตายาย”
ยายยิ้มมุมปาก
“แต่ตอนนี้หลานกล้ามองตรงแล้ว… นั่นแหละที่ยายเห็น”
ภณหลุบตาลงเล็กน้อย
เงาเย็นจากชายคาทาบลงบนมือเขาพอดี
“ผมไม่ได้ตั้งใจมาทำร้ายที่นี่จริงๆ นะครับ
แค่ไม่กล้าพูด… ไม่กล้าเผชิญหน้า”
“คนเรากลัวสิ่งที่ยังไม่แน่ใจเป็นเรื่องธรรมดา”
ยายแย้มพูดเสียงราบ
“แต่พอเรารู้แน่แล้ว ว่า ‘อะไรคือของแท้’ กับ ‘อะไรคือของลวง’
เราก็ต้องเลือกเดินให้มั่น… ถึงแม้เท้าจะเปียกโคลนบ้าง”
ภณยิ้มออกมาอย่างจริงใจ
“ผมอาจทำอะไรผิดพลาดหลายอย่าง… แต่ตอนนี้ ผมอยากอยู่ข้างนนท์ ไม่ใช่แค่ในฐานะคนขอโอกาส… แต่ในฐานะคนของที่นี่”
ยายแย้มมองเขาเงียบ ๆ
ก่อนจะเอื้อมมือมาวางบนมือของภณ
มือที่อุ่นกว่าลมเย็นในตอนเย็น และหนักแน่นกว่าเสียงใด ๆ
“งั้นก็พิสูจน์มันด้วยมือคู่นี้เถอะลูก
ไม่ต้องพูดให้มากหรอก… คนที่บ้านนี้เชื่อ ไม่ใช่คนที่พูดเก่ง
แต่คือคนที่ ‘อยู่’ จริง”
ความไว้ใจจากคนเฒ่าไม่ได้มาง่ายๆ
แต่ถ้ามาแล้ว… มันคือร่มที่คอยบังแดดฝนให้นานกว่าร่มใดในโลก

