Friday, January 23, 2026
Novelโสนนท์น้อยเรือนงาม ตอน 8 ฟื้นเรือน ฟื้นใจ

โสนนท์น้อยเรือนงาม ตอน 8 ฟื้นเรือน ฟื้นใจ

เสียงตอกตะปูดังปังๆ ท่ามกลางแดดสาย
 ภณยืนบนเก้าอี้ไม้เตี้ย กำลังใช้มือซ้ายยันชายคาไว้
 มือขวาถือค้อนทุบลงบนแผ่นไม้ที่หลุดจากฝ้าเพดาน

เหงื่อหยดจากขมับลงตรงหว่างคิ้ว
 เสื้อยืดสีเทาอ่อนเปื้อนฝุ่นนิด ๆ
 แต่สีหน้านิ่งแน่วของเขานั้นดู “กลมกลืน” กับบ้านไม้หลังนี้มากกว่าทุกครั้งที่เคยมา


“ระวังนะพี่ เดี๋ยวตะปูจะกลายเป็นหลักหมุดใหม่ของบ้านยายฉัน”
 เสียงโสนนท์ดังมาจากใต้ถุน
 เขากำลังกวาดใบไม้กับเศษไม้เก่าที่ถอดออกจากโครงเดิม
 เสื้อกล้ามสีขาวเปื้อนดินนิดหน่อย กับรอยยิ้มมุมปากที่แอบขำในความงุ่มง่ามของภณ

“ถ้ามันจะกลายเป็นหมุดใหม่ ฉันก็จะยินดีให้มันอยู่ตรงนี้ไปตลอดชีวิตเลยก็แล้วกัน”
 ภณพูดพลางยิ้ม — แบบที่ไม่ได้ตั้งใจจะจีบ
 …แต่ก็จีบไปแล้วเต็มคำ

โสนนท์กลั้นยิ้มไม่ทัน เผลอหัวเราะออกมานิด ๆ
 แล้วก้มหน้ากวาดต่อเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


เวลาบ่าย – ในครัวหลังบ้าน

“จับตรงนี้ไว้ลูก เดี๋ยวหม้อกล้วยจะเอียง”
 ยายแย้มยื่นทัพพีให้ภณที่กำลังยืนสาละวนอยู่หน้าเตา

“ครับยาย กล้วยบวชชีต้องเคี่ยวไฟกลางใช่ไหมครับ?”

“ใช่จ้ะ… แล้วอย่าคนแรง เดี๋ยวกล้วยช้ำ”
 เสียงยายพูดช้า ๆ แต่นุ่มจนเตาไฟดูอ่อนลง

โสนนท์เดินเข้ามาในครัว เห็นภาพภณนั่งคนกล้วยเงียบ ๆ
 …และยายแย้มยืนพับใบตองอยู่ข้าง ๆ แบบที่ไม่เคยยอมให้ใครมายืนใกล้ขนาดนี้มาก่อน

“เดี๋ยวนี้พี่เก่งไปหมดเลยนะครับ”
 โสนนท์พูดยิ้ม ๆ

“ก็เพราะมีคนที่อยากเรียนรู้ให้มากขึ้นทุกวันไงล่ะ”

คำตอบนั้นไม่ได้มองหน้า
 แต่ปลายน้ำเสียงแตะใจใครบางคนได้เต็ม ๆ


🌿 ตอนเย็น – ในสวนหลังบ้าน

สวนที่เคยรกตอนภณมาครั้งแรก กลายเป็นพื้นที่โล่งสะอาด
 มีต้นกระเพราที่โสนนท์ลงมือปักชำไว้ใหม่
 และไม้ดอกอีกสองสามชนิดที่ภณขุดหลุมปลูกเองกับมือ

พวกเขานั่งอยู่ใต้ต้นกระโดนเดิม
 แต่คราวนี้ไม่มีความเงียบอึดอัด
 มีแค่เสียงจิ้งหรีด เสียงลม และเสียงใจสองดวงที่เต้นในจังหวะเดียวกันโดยไม่ต้องพยายาม

“ขอบคุณนะ…”
 โสนนท์พูดเบา ๆ ขณะมองไปยังแปลงผักเล็ก ๆ ตรงหน้า

“ที่พี่กลับมา”

ภณหันไปสบตาเขา
 ไม่พูดอะไร
 แค่เอื้อมมือมาแตะมืออีกฝ่ายเบา ๆ — สัมผัสที่ไม่ต้องเร่ง ไม่ต้องขอ
 แต่เต็มไปด้วยความหมาย


เรือนงาม… ไม่ได้หมายถึงหลังคาและฝาไม้เท่านั้น

แต่มันคือที่ที่ใจเรารู้สึกว่าอยากกลับมาทุกครั้งที่เดินห่างไป

หลังจากวันที่ฟ้าเปิด
 บ้านยายแย้มไม่ได้มีแค่กลิ่นกล้วยบวชชีหอม ๆ อีกต่อไป

แต่มันเริ่มมีกลิ่นของ “แผน”
 แผนที่เกิดจากกระดาษ A4 กระดาษร่างแบบปนข้าวคั่ว
 แผนที่ไม่ได้มีตารางเงินล้าน
 แต่มีรูปมือเลอะดินของใครบางคนที่เขียนด้วยลายมือว่า:

พื้นที่เรียนรู้ วิถีชีวิตสโนน้อย


“พี่จะเอาสวนตรงข้างวัดไปทำแปลงสาธิตเกษตรอินทรีย์จริง ๆ เหรอ?”
 โสนนท์ถามขึ้น ขณะช่วยภณวัดขนาดพื้นที่บนแผนผังด้วยไม้บรรทัดเก่า

“ใช่ นายก็เคยบอกนี่ ว่าไม่อยากให้คนลืมวิธีปลูกผักแบบบ้านเรา”

“…แต่ถ้าทำแบบนี้ มันจะไปกันใหญ่ พ่อพี่จะยิ่งไม่พอใจนะ”

“งั้นก็ดี”
 ภณยิ้ม มองออกไปนอกหน้าต่างที่มีต้นจำปีปลูกอยู่ริมรั้ว
 “เพราะถ้าเขายิ่งไม่พอใจ… แปลว่าเรากำลังทำถูกแล้ว”


วันต่อมา
 ทั้งสองคนเริ่มชวนเพื่อนบ้านกลุ่มเล็กๆ มาคุย
 ยายแย้มต้มข้าวต้มมัดแจก
 ฝ้ายพิมพ์แผ่นพับเองจากเครื่องพิมพ์เก่าในร้านกาแฟ
 ลุงเชิดช่วยเป็นโฆษกเสียงดี ตะโกนผ่านลำโพงงานวัดว่ามี “เวิร์กช็อปปลูกผักไม่ง้อสารเคมี” วันอาทิตย์หน้า

คนเฒ่าคนแก่เริ่มสนใจ
 เด็กวัยรุ่นเริ่มขยับมาถ่ายรูป
 แม่ค้าตลาดเย็นเริ่มวางแผนรวมกลุ่มทำอาหารพื้นบ้านขายเป็นรายได้เสริม


“ฉันไม่คิดเลยว่านายจะเก่งเรื่องชุมชนแบบนี้”
 ภณพูดขึ้นขณะโสนนท์กำลังอธิบายการทำปุ๋ยหมักให้เด็กๆ ฟัง

“มันไม่ได้เรียกว่าเก่งหรอกพี่”
 โสนนท์หัวเราะเบา ๆ “เรียกว่าอยู่ตรงนี้มาทั้งชีวิต เลยจำได้ทุกกลิ่น ทุกเสียง ทุกวิธีเก็บมะเขือ”

“ฉันอิจฉานายนะ” ภณพูดจริงจัง
 “นายรู้เสมอว่าจะอยู่ที่ไหน… แต่ฉันเพิ่งรู้วันนี้”

โสนนท์เงียบไปครู่หนึ่ง
 ก่อนจะหันมายิ้มให้เขา — ยิ้มที่มีความเหนื่อย ความหวัง และความรู้สึกดีซ่อนอยู่ทั้งหมด

“ถ้าพี่ยังอยากอยู่ตรงนี้… ก็อยู่เลย
 แต่ต้องอยู่ในฐานะ ‘คนของที่นี่’ จริง ๆ นะ ไม่ใช่แค่แฟนของชาวบ้าน”


การรวมใจ ไม่ใช่การเกณฑ์คน แต่คือการทำให้คนเชื่อว่า — สิ่งที่เรารัก มันควรรักษาไว้

ลมหายใจของหมู่บ้าน

เสียงฆ้องดังรับแสงเช้าจากวัดปลายเนิน
 กลิ่นธูปเบา ๆ ลอยมาปะปนกับกลิ่นข้าวเหนียวห่อใบตอง
 ชาวบ้านแต่งชุดพื้นเมือง สีเรียบ ๆ แต่อบอุ่น
 เด็กนักเรียนถือกระเป๋าสาน เดินจับมือกันมาจากโรงเรียนเล็ก ๆ บนดอย

วันนี้… สโนน้อย “ไม่เหมือนเมื่อวาน”


ลานวัดกลายเป็นพื้นที่จัดงาน
 มีป้ายผ้าขึงไว้ด้วยมือ เขียนด้วยพู่กันว่า

เรือนงามของเรา – งานวิถีชีวิต สานใจชุมชน

ไม่หรู
 ไม่อลังการ
 แต่มีรายละเอียดที่ “ใครบางคน” ที่เคยอยู่แต่ในคอนโดราคาแพงเห็นแล้วน้ำตาเกือบไหล

ภณยืนอยู่ข้างซุ้มผักปลอดสารเคมี
 ช่วยลุงเชิดยกลังฟักทอง
 ช่วยฝ้ายเรียงแก้วน้ำสมุนไพร
 และเงยหน้าขึ้นทุกครั้งที่ได้ยินเสียงหัวเราะของโสนนท์จากมุมโน้นมุมนี้

วันนี้เขาไม่ได้เป็นคนแปลกหน้าอีกต่อไป
 เขาเป็นคนของที่นี่
 …ด้วยมือของเขาเอง


งานเริ่ม
 กิจกรรมหลั่งไหล
 มีเวิร์กช็อปปลูกผัก ร้อยพวงมาลัย ปั้นข้าวจี่ พับใบตอง
 ยายแย้มเปิดวงเล่านิทานพื้นบ้าน
 เด็ก ๆ ล้อมฟังนิทานเรื่อง กุลา ด้วยตาเป็นประกาย
 …โดยไม่รู้ว่า เจ้าชายนิทานเรื่องนั้นกำลังเสิร์ฟน้ำตะไคร้อยู่มุมขวาของเวที


ตอนบ่าย
 ทีมสื่อท้องถิ่นมาถึง
 นักข่าวจากสถานีจังหวัดยืนจดข้อมูล
 กล้องถ่ายรูปจับภาพรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และร่องรอยความตั้งใจที่ปรากฏบนมือทุกคน

“หมู่บ้านเล็กๆ บนดอย กลับกลายเป็นต้นแบบการพัฒนาโดยไม่ทิ้งรากเหง้า”

“ท่ามกลางแผนการเวนคืน ชาวบ้านรวมพลังเพื่อปกป้องความเป็นอยู่ดั้งเดิม”

“ชายหนุ่มจากเมืองกรุง… ผู้เลือกหัวใจแทนมรดก”

คือตัวอย่างคำบรรยายที่ปรากฏในไลฟ์สดของนักข่าวคนนั้น


บ่ายแก่ๆ ภณกับโสนนท์นั่งพักหลังซุ้มต้นไม้
 แสงอ่อนจากดวงอาทิตย์ลอดผ่านใบข้าวโพดอ่อน ๆ ที่ปลูกในกระถางปูน
 เสียงในงานยังดังไกล แต่ตรงนี้เงียบลงเล็กน้อย

“เหนื่อยไหม?” โสนนท์ถาม

“เหนื่อย…” ภณตอบ
 “แต่มีความสุขแปลก ๆ”

“ก็ที่นี่คือบ้านพี่แล้วไง”

ภณหันมามองอีกฝ่าย
 นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
 ก่อนจะเอื้อมมือไปจับมือโสนนท์ไว้ — ไม่ต้องซ่อน ไม่ต้องหลบ ไม่ต้องพูดอะไรต่อหน้าชาวบ้าน

โสนนท์ก็ไม่ได้ดึงมือหนี
 เพียงแต่กระชับมันแน่นขึ้นเล็กน้อย


บ้าน… ไม่ใช่แค่สถานที่

แต่คือจุดที่คนสองคนสามารถวางใจได้พร้อมกัน

🌙 ฉากแทรก – ใต้แสงตะเกียง

กลางคืนในสโนน้อยมืดเร็ว
 แสงไฟสลัวจากตะเกียงน้ำมันบนระเบียงไม้ฉายแสงวอร์มอุ่น ๆ
 ไม่สว่างพอจะอ่านหนังสือ
 แต่พอจะเห็นเงาไหล่ของใครบางคนที่นั่งอยู่ข้างกันชัดเจน

ภณเอนหลังพิงเสา
 โสนนท์นั่งขัดสมาธิใกล้ ๆ ใส่เสื้อยืดคอกลมเนื้อบาง
 ผิวคล้ำแดดสะท้อนแสงตะเกียงจนดูอบอุ่นกว่าผ้าห่มผืนไหน

ไม่มีบทสนทนา
 มีเพียงมือที่ขยับมาแตะกันอย่างเชื่องช้า
 ก่อนที่นิ้วของภณจะเกี่ยวเข้ากับนิ้วของโสนนท์ช้า ๆ อย่างจงใจ

“พี่จะมองอะไรนักหนา”
 โสนนท์ถามเสียงเบา แต่ดวงตายังจ้องไปข้างหน้า

“ก็มองตรงนี้แล้วสบายตา… แล้วก็สบายใจ”
 เสียงตอบนั้นกระซิบชิดหูมากกว่าปกติ
 โสนนท์หันกลับไปเล็กน้อย — ระยะห่างของสายตาทำให้ลมหายใจแตะผิวแก้มกันโดยไม่ตั้งใจ

ภณโน้มหน้าเข้าไปอีกนิด
 เงาของเขาทาบลงบนวงหน้าของโสนนท์อย่างมั่นคง แต่ไม่เร่งร้อน
 ดวงตาคู่นั้นไม่ได้ถามว่า “ได้ไหม”
 …แต่มันบอกว่า “จะหยุด ถ้านายไม่พร้อม”

โสนนท์ไม่ได้ขยับ
 แต่แค่พยักหน้าเบา ๆ
 และเป็นฝ่ายหลับตาก่อน

ริมฝีปากแตะกันอย่างเนิบนิ่ง
 ไม่ร้อนแรง
 แต่แนบแน่นราวกับต้องการให้จังหวะหัวใจสองดวงจำกันให้แม่นที่สุด

ภณยกมือแตะข้างแก้มอีกฝ่าย
 นิ้วไล้จากกกหูลงมาถึงแนวกราม
 โสนนท์เอนตัวเล็กน้อย
 แล้วก็ปล่อยให้แผ่นหลังสัมผัสกับแผ่นอกของอีกคนอย่างเป็นธรรมชาติ

ไม่มีใครพูดอะไร
 เพราะทุกอย่างถูกพูดไปแล้วผ่านการแตะ การหายใจ และการยอมให้อีกคน “เข้ามาอยู่ใกล้” กว่าที่เคย


ความใกล้ชิดที่แท้จริง… ไม่ได้เกิดจากการถอดเสื้อผ้า

แต่มันเกิดจากการถอดใจ… แล้ววางมันลงในมือของใครสักคนโดยไม่กลัวจะถูกทำหล่น

เช้าวันจันทร์ที่ดูไม่เหมือนวันธรรมดา
 ลานหน้าศาลาประชาคมแน่นไปด้วยชาวบ้าน เสื้อผ้าพื้นเมืองหลากสี
 โต๊ะยาวตั้งอยู่ใต้ร่มไม้ มีแฟ้มเอกสารวางทับไว้ด้วยถุงน้ำตาลใส่น้ำแข็ง
 ลุงเชิดถือไมค์ไร้สายอย่างเป็นทางการเกินเหตุ
 ยายแย้มนั่งสงบอยู่แถวหน้า
 ฝ้ายถ่ายรูปไว้ทุกมุม และเด็ก ๆ นั่งอยู่ในร่มไม้รอคอยอย่างสงบ


รถ SUV สีดำขับเข้ามาเงียบ ๆ จอดห่างจากเวทีเล็กน้อย
 ประตูเปิดออกพร้อมกับชายสองคนในชุดสูท
 คนหนึ่งคือตัวแทนบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ภณรู้จักดี
 อีกคนคือทีมฝ่ายกฎหมายของบริษัท

ภณยืนอยู่ข้างโสนนท์
 ในมือไม่มีเอกสาร
 ไม่มีอำนาจ
 …แต่มี “ความจริง” และ “ความตั้งใจ”


“จากที่ประชุมกันมา…”
 ตัวแทนบริษัทเอ่ยขึ้นหลังแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ
 “เราขอยืนยันว่าโครงการ The Hilltop Luxe เป็นแผนพัฒนาระดับภูมิภาค
 ที่จะสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจแก่ชุมชน
 โดยที่เรา… จะพยายามเยียวยาอย่างเหมาะสม”

เสียงฮือเบา ๆ ดังจากชาวบ้าน

ลุงเชิดยกมือขึ้น
 “เยียวยาอะไรครับ?
 บ้านที่ไม่มีโฉนดเพราะเป็นที่บรรพบุรุษ จะนับอย่างไร?
 สวนที่เราปลูกมาเป็นสิบปี ต้องประเมินแค่ตารางวาเหรอ?”

อีกฝ่ายเงียบไปเล็กน้อย
 ก่อนจะหยิบแฟ้มเอกสารขึ้นมา

“ถ้าไม่มีตัวแทนระดับครอบครัวมาหารือ
 เราจะถือว่า ‘ตกลงตามขั้นตอน’ ได้ทันทีใน 14 วันครับ”

เสียงในลานเงียบกริบ
 ทุกสายตาหันมามองภณ
 เขาก้าวออกมา
 ไม่รีบร้อน
 แต่มั่นคง


“ถ้างั้น ผมขอพูดในฐานะ ‘ลูกชายของผู้บริหารบริษัทนั้น’ เองครับ”

เสียงฮือกลับมาอีกครั้ง
 ฝ่ายบริษัทอึ้งไปเล็กน้อย — ไม่คิดว่าเขาจะอยู่ตรงนี้

ภณหันไปมองคนทั้งลาน
 ใบหน้าของชาวบ้านที่เขาคุ้น
 มือของยายที่เขาเคยจับตอนช่วยหั่นกล้วย
 รอยยิ้มของเด็ก ๆ ที่เคยขอไอติมจากเขาหน้าร้านป้าสุนีย์
 และดวงตาของโสนนท์… ที่ไม่ได้ร้องขออะไร
 นอกจาก ความกล้า… ที่จะอยู่ข้างเขา


“หมู่บ้านนี้อาจไม่มีไฟถนนทุกซอย
 อาจไม่มีสัญญาณมือถือเต็มขีดทุกจุด
 แต่ที่นี่มีสิ่งที่พวกคุณไม่มี…”

“คือ ‘คนที่รักที่นี่มากพอจะไม่ย้ายไปไหน’”

เสียงของเขานิ่ง แต่ชัด
 เสียงลมหายใจของคนฟังเหมือนหยุดชั่วครู่

“ที่นี่ไม่ใช่แค่ที่ดิน
 มันคือชีวิต
 คือบ้านที่ทำให้ผมเลิกวิ่งหนี และรู้ว่าตัวเองควรยืนตรงไหน”

เขาหันกลับไปทางโต๊ะของบริษัท
 “ถ้าคุณจะเดินหน้าต่อ คุณจะต้องเหยียบหัวใจของคนทั้งหมู่บ้านนี้ไปก่อน
 …รวมถึงของผมด้วย”


ฝ่ายกฎหมายทำท่าจะค้าน
 แต่ตัวแทนบริษัทคนเดิมยกมือห้าม

เขาหันไปสบตากับภณครู่หนึ่ง
 ก่อนจะพูดช้า ๆ ว่า

“งั้นเราจะกลับไปรายงาน
 และทบทวนใหม่ตามที่คุณว่า”

เสียงปรบมือจากชาวบ้านดังขึ้นแทบพร้อมกัน
 ฝ้ายแอบสะอื้น ยายแย้มยิ้มทั้งน้ำตา
 และโสนนท์… ยืนข้างภณด้วยใบหน้าเรียบสงบ
 แต่มือที่จับกันไว้ ไม่ได้ปล่อยเลยแม้แต่นาทีเดียว


บางคนพูดด้วยไมค์ บางคนพูดด้วยลายเซ็น

แต่คนที่พูดด้วยการยืนอยู่ข้างใครบางคนอย่างเงียบ ๆ — มักเปลี่ยนเรื่องได้มากที่สุด

ตอนอื่นๆ

More Novel