Friday, January 23, 2026
Novelโสนนท์น้อยเรือนงาม ตอน 9 เรือนที่มีเสียงหัวเราะ

โสนนท์น้อยเรือนงาม ตอน 9 เรือนที่มีเสียงหัวเราะ

เย็นวันหนึ่ง
 หลังฝนตกไม่กี่ชั่วโมง
 แสงแดดสีทองอาบลงบนระเบียงไม้ที่ยังชื้นอยู่

เสียงหัวเราะของฝ้ายดังมาจากลานหน้าบ้าน
 เธอกำลังยืนสวมผ้ากันเปื้อน ล้างจานชามจากงานเลี้ยงข้าวเหนียวมะม่วงที่เธอจัดเองเมื่อบ่าย

“แค่หวานกว่ามะม่วงก็ไม่ต้องถึงขั้นหวานใจกันก็ได้นะยะ!”
 เธอตะโกนแซวจากหน้าครัว
 เสียงหัวเราะของยายแย้มดังขึ้นตามมาเบา ๆ
 “ถ้าจะเป็นหวานใจกันจริง ๆ ก็รีบแต่งเลยลูก ยายอยากห่มผ้าให้คนทั้งคู่ก่อนลมหนาวมา”

ภณยืนกวนข้าวเหนียวอยู่หน้าเตา
 โสนนท์นั่งหั่นมะม่วงอยู่ข้าง ๆ
 ทั้งสองไม่ตอบใคร
 แค่ยิ้ม แล้วมองหน้ากัน
 ราวกับจะบอกว่า —
 เอาเถอะจะว่าไงก็ว่าไป

คืนนั้น
 หลังจานชามเก็บเรียบร้อย
 เสียงจิ้งหรีดกลับมาเป็นเจ้าถิ่นของลานบ้าน

โสนนท์เอนตัวลงพิงไหล่ภณที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
 ขาข้างหนึ่งเหยียดไปบนระเบียง
 มือหนึ่งยังถือผ้าเช็ดหน้าเปื้อนแป้งข้าวเหนียว

“นี่พี่…”

“หืม?”

“ถ้าเรือนนี้หลังคารั่ว… พี่จะปีนขึ้นไปซ่อมให้ไหม?”

“แน่นอน” ภณตอบ “แต่ต้องมีรางวัล”

“อะไร?”

“ให้ฉันได้อยู่ใต้หลังคานี้กับนาย… ไปนาน ๆ”

โสนนท์หัวเราะเบา ๆ
 ไม่ใช่เพราะขำคำพูด
 …แต่เพราะรู้ว่าคนตรงหน้าไม่พูดเล่น

“งั้นพรุ่งนี้เราต้องหาหลังคาสำรองไว้ด้วยแล้วละ… เผื่อวันไหนบ้านใหญ่ขึ้น”

ภณหันมามอง
 ดวงตาของเขาสะท้อนแสงตะเกียงริบหรี่
 แล้วจูบเบา ๆ ลงบนขมับของโสนนท์หนึ่งครั้ง

ไม่มีใครพูดว่า “รัก”
 แต่ทั้งหมดนั้นคือ “คำรัก” ที่แน่นที่สุดในโลก

เรือนงามไม่ต้องใหญ่โตไม่ต้องมีเสาเงินเสาทอง

แค่มีรอยยิ้มเสียงหัวเราะและใครบางคนที่อยากกลับมาทุกเย็นก็พอแล้ว

เช้าของวันอังคารกลางเดือน
 อากาศในสโนน้อยเย็นสบายกว่าหลายวัน
 มีลมอ่อน ๆ พัดผ่านใบกล้วยริมทาง และเสียงหมาเห่าต้อนรับแขกประจำวันเบา ๆ จากหน้าปากทางเข้าหมู่บ้าน

“โสน คาเฟ่” เปิดตามปกติ
 วันนี้ฝ้ายลงมือคั่วเมล็ดกาแฟเอง ส่วนโสนนท์เช็ดกระจกหน้าร้าน

เสียงกระดิ่งหน้าประตูไม้สั่นเบา ๆ
 ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมยิ้มสุภาพ

เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวสะอาด กางเกงผ้าสีเข้ม รองเท้าผ้าใบเก่าแต่ดูสะอาด
 สะพายเป้ผ้าใบเรียบๆ ข้างหนึ่ง มือถือสมุดเล่มบางๆ อีกข้าง

“สวัสดีครับ ขออเมริกาโน่เย็นไม่หวานแก้วนึงครับ”
 เสียงนุ่มฟังง่าย มีจังหวะ และชัดเจนแบบคนเคยพูดกับผู้คนมาเยอะ

“ได้ครับ เชิญนั่งเลยครับ” โสนนท์ยิ้มรับ ยกมือเช็ดมือลวกๆ กับผ้ากันเปื้อนแล้วกดเครื่องบดกาแฟอย่างเคยชิน

ธันวา — นั่นคือชื่อของเขา

เขาไม่ได้พูดมาก
 ไม่ได้ยิ้มเกินพอดี
 แค่สุภาพพอจะทำให้คนรู้สึกไว้ใจ
 และพูดจาเรียบง่ายพอให้รู้สึกว่า “คงไม่คิดร้ายอะไร”

“ผมชื่อธันวาครับ มาจากกรุงเทพฯ
 เห็นข่าวกิจกรรมของหมู่บ้านก็เลยอยากแวะมาเที่ยว — แถมเอาเอกสารเรื่องต้นไม้พื้นถิ่นที่ผมสะสมไว้มาเผื่อพอจะเป็นประโยชน์”

เขาหยิบสมุดขึ้นโชว์
 ข้างในมีรูปถ่ายพืชท้องถิ่น พร้อมบันทึกชื่อพื้นบ้าน–สรรพคุณ

“เก็บเล่นๆ ครับ เห็นอะไรดีๆ ก็ถ่ายไว้
 บางทีเราไม่ต้องเปลี่ยนโลกหรอก แค่ช่วยเก็บของเล็ก ๆ ไว้ก่อนมันจะหายไป”

ฝ้ายมองเขาแล้วยิ้มกว้าง
 “พี่ธันวานี่สายละเอียดเลยนะคะ เห็นปุ๊บก็รู้เลยว่าไม่ใช่สายถ่ายแค่ไว้ลงไอจีแน่ๆ”

“ฮะๆ ก็เพราะชอบจริงๆ น่ะครับ”
 เขาตอบยิ้มบาง ๆ แล้วจิบกาแฟ

ยายแย้มผ่านมาหน้าร้าน
 ธันวาลุกขึ้นยกมือไหว้อย่างสุภาพ และขออนุญาตนั่งฟังยายเล่าเรื่องชื่อดอกไม้โบราณ
 คนเฒ่าคนแก่เริ่มติดใจเขา
 เด็ก ๆ ชอบวิธีที่เขาพับใบตองเป็นรูปนก
 แม่ค้าตลาดเย็นบอกว่าหน้าตาเขาเหมือน “คุณหมอจากสารคดี”

และที่สำคัญ —
 เขาไม่พูดเรื่อง “ที่ดิน” เลยแม้แต่คำเดียว

ไม่ใช่ทุกการบุกรุกจะมาพร้อมเสียงดัง

บางครั้งคนที่อันตรายที่สุดคือคนที่รู้จักรอให้คนเชิญเข้ามาเอง

ความลับที่ยังไม่ควรพูด

สามวันหลังจาก “ธันวา” ปรากฏตัวในหมู่บ้าน
 ชื่อของเขาถูกกล่าวถึงทุกวงสนทนา

“คุณธันวานี่รู้เรื่องสมุนไพรเยอะจังเลย”
 “เขาบอกจะช่วยทำเวิร์กช็อปให้เด็กๆ ด้วยนะ”
 “ถ้ามีคนแบบนี้มาอยู่กับเราได้อีกสักคน… หมู่บ้านจะดีขึ้นอีกเยอะเลยนะ”

และที่ร้านกาแฟของโสนนท์ — เขาเริ่มเป็น “ลูกค้าประจำ”

วันนี้ฝนไม่ตก
 แต่ลมแรง
 ธันวานั่งที่โต๊ะมุมโปรด กางสมุดเขียนอะไรเงียบ ๆ

โสนนท์เดินมาเสิร์ฟน้ำขิงที่เขาไม่ได้สั่ง
 แต่ธันวายิ้มรับ

“นี่ผมชักจะเป็นลูกค้าขาประจำโดยไม่รู้ตัวแล้วใช่ไหมครับ?”

“ก็แค่จำได้ว่าพี่ชอบแบบนี้… เท่านั้นเองครับ”

คำตอบนั้นธรรมดา
 แต่ธันวายิ้มกว้างขึ้นเหมือนเจอบางอย่างน่าพอใจ

“โสนนท์…”
 เขาเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงเบากว่าเดิม
 “ผมมีเรื่องอยากถาม… แต่ไม่อยากให้มันดูเสียมารยาท”

โสนนท์เลิกคิ้ว “อะไรเหรอครับ?”

“คนที่ชื่อภณ… เขาเป็นอะไรกับนายเหรอ”

โสนนท์นิ่งไป
 แต่ไม่ตอบทันที

“ก็… เป็นเพื่อนที่สนิทกันครับ”

ธันวายิ้มบาง ๆ
 “ดีจังเลยนะครับ
 …คนที่ได้ใกล้ชิดนายแบบนั้น”

เย็นวันเดียวกัน
 ภณเดินเข้าร้านพอดี เห็นธันวานั่งคุยหัวเราะกับโสนนท์
 ไม่ใช่เรื่องใหญ่
 ไม่ใช่เรื่องลึก
 …แต่เป็นภาพที่ทำให้มือของเขาที่ถือถุงมะม่วงแน่นขึ้นนิดหน่อย

ธันวาหันมา
 สบตากับเขา
 รอยยิ้มของเขาไม่ได้เปลี่ยน
 แต่มันมีบางอย่างที่ “รู้ดี” เกินกว่าจะบังเอิญ

“คุณภณใช่ไหมครับ”
 ธันวาลุกขึ้น ยื่นมือให้จับ
 “ผมชื่อธันวา ยินดีที่ได้รู้จักครับ”

ภณจับมือเขา
 ไม่แรง
 ไม่แน่น
 แต่แค่พอจะบอกว่า “รู้ทัน”

“ได้ยินชื่อคุณ… ในที่ประชุมบริษัทเมื่อนานมาแล้วครับ”
 ธันวาพูดพร้อมรอยยิ้ม “ไม่นึกว่าจะมาเจอกันที่นี่”

โสนนท์มองทั้งสองสลับกัน
 แต่ยังไม่ทันพูดอะไร
 ธันวาก็เสริมเบา ๆ

“ผมหวังว่าพวกเราจะได้ ‘ร่วมงานกัน’ อย่างราบรื่นนะครับ”

คำว่า ร่วมงาน
 ไม่ได้ดูเหมือนการร่วมมือ
 …แต่มากกว่าคือการแทรกเข้ามายืนข้างคนที่ภณเคยยืนอยู่คนเดียว

ไม่ใช่ทุกคนที่ยิ้มจะเป็นมิตร

บางคนใช้รอยยิ้มเป็นใบมีดและคำว่าสุภาพเป็นเกราะ

สายวันเสาร์
 หมู่บ้านยังเงียบอยู่ครึ่งหนึ่ง
 แต่บ้านยายแย้มกลับคึกคักตั้งแต่เช้า — เพราะวันนี้มีคนมาชวนโสนนท์ไปช่วยงานอาสา

“คุณธันวาบอกว่าจะพาไปดูแปลงพืชสมุนไพรที่บ้านดินปลายนา”
 ฝ้ายพูดพร้อมยื่นเสื้อลายสก๊อตให้เพื่อน
 “คนในเมืองเขามีโครงการคืนธรรมชาติไรงี้อ่ะ ชาวบ้านเริ่มปลื้มแกละนะยะ”

โสนนท์นิ่งไปครู่หนึ่ง
 ก่อนจะรับเสื้อมาแล้วเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเรียบง่าย

ปลายนาแถบนั้นเงียบดี
 มีบ้านดินหลังเล็ก ๆ กับร่องปลูกสมุนไพรตื้น ๆ ที่ธันวาเริ่มลงมือจัดทำไว้
 ไม่มีสปอนเซอร์ ไม่มีป้ายโลโก้
 มีแค่รอยเท้ากับจอบ และคำอธิบายที่ฟังดูเหมือนคนรักต้นไม้จริงๆ

“ผมตั้งใจจะใช้ที่ดินแปลงนี้ให้เกิดประโยชน์”
 ธันวาพูดขณะยื่นหมวกให้โสนนท์
 “ไม่อยากให้ใครมาเปลี่ยนตรงนี้เป็นอะไรที่ไม่มีราก”

เขาหยุดมองโสนนท์สวมหมวกใบเล็กอย่างเรียบร้อย
 แล้วพูดต่อเบาๆ

“เหมือนบางคนที่ผมไม่อยากให้เปลี่ยนไป… แม้จะอยู่ท่ามกลางเมืองทั้งเมือง”

ภณมาถึงช้าไปครึ่งชั่วโมง
 เขาไม่ได้ถูกชวน
 แต่ได้ยินเรื่องนี้จากยายแย้มแบบผ่านๆ และตัดสินใจมาด้วยสัญชาตญาณบางอย่าง

เขายืนอยู่ตรงเนินมองลงไปเห็นเงาของธันวาและโสนนท์
 หัวเราะด้วยกัน
 ยื่นขวดน้ำให้กัน
 และมีจังหวะหนึ่งที่ธันวายกมือแตะแผ่นหลังของโสนนท์เบา ๆ ระหว่างช่วยพยุงจากร่องดิน

เหมือนบางอย่างในอกภณถูกกด
 แต่ยังไม่แตก
 เขาไม่อยากพูด ไม่อยากหึง
 …แต่เขาอยากรู้

คืนนั้น
 ในห้องนอนของโฮมสเตย์
 ภณเปิดโน้ตบุ๊กที่ไม่ได้แตะมาหลายวัน
 และพิมพ์คำว่า “ธันวา + ชื่อสกุลเต็ม” ลงในช่องค้นหาอีเมลเก่าในบริษัท

ชื่อของเขาโผล่ขึ้นมาพร้อมข้อความเก่าจากทีมกฎหมาย
 เกี่ยวกับ “กรรมสิทธิ์ร่วมในแปลง E42 – สโนน้อย”

ตาของภณนิ่งไป
 ขณะที่ข้อความสุดท้ายในอีเมลนั้นบอกว่า:

คุณธันวาผู้รับมอบอำนาจลำดับที่สามไม่ประสงค์เปิดเผยชื่อในขั้นตอนเจรจาเบื้องต้น

บางคนมาเพราะเขารักที่นี่จริงๆ บางคนมาเพราะหวังให้ใครบางคนไว้ใจมากพอจะเสียใจในวันหลัง

การเดินหมากของคนรู้ใจ

วันอาทิตย์เช้า
 เสียงนกและเสียงกลองยาวเด็กๆ ดังสลับกัน
 วันนี้ในวัดมีเวิร์กช็อปเล็กๆ เกี่ยวกับพืชสมุนไพรและการแปรรูปน้ำมันหอมระเหย — งานจัดภายใต้ชื่อโปรเจกต์ กลิ่นจากภูเขาใจจากคนท้องถิ่น

บนแผ่นป้ายผ้า มีชื่อผู้จัดงานอย่างเรียบง่าย:

จัดโดย “กลุ่มอาสาไม้ใบยา”
 ผู้ประสานงาน: ธันวา – โสนนท์

ภณยืนอยู่ด้านหลังศาลาวัด
 มองรายชื่อบนป้ายอย่างนิ่งงัน
 เขาไม่เคยได้ยินว่ามีกิจกรรมนี้มาก่อน
 และไม่มีชื่อเขาในไหนเลย

“อ้าวพี่ มาแล้วเหรอครับ”
 เสียงของธันวาดังขึ้นด้านหลัง

ชายหนุ่มในเสื้อยืดพับแขนกับหมวกผ้าสีอ่อน เดินเข้ามาพร้อมกลิ่นน้ำมันตะไคร้ที่อ่อนพอดี

“ขอโทษนะครับที่ไม่ได้บอกล่วงหน้า
 คือผมกับโสนคุยกันแบบฉุกละหุกไปหน่อย
 …บางอย่างมันก็แค่ ‘เข้าใจตรงกัน’ ได้เร็ว”

เขาพูดพร้อมรอยยิ้ม
 น้ำเสียงเหมือนขอโทษ
 แต่ในใจภณได้ยินชัดว่า — นายไม่ใช่คนของที่นี่เท่าฉันแล้ว

“ผมว่าโสนเหมาะกับอะไรแบบนี้นะครับ”
 ธันวาพูดต่อ ขณะมองไปยังอีกฟากของลาน
 “เขาดูมีความสุขเวลาได้ทำอะไรให้คนอื่นมากกว่าตัวเอง…
 …แล้วบางที คนแบบนั้น… ก็ต้องมีคนที่มองเห็นจริง ๆ”

ภณนิ่ง
 คิ้วเขากระตุกน้อย ๆ
 แต่มือยังใส่กระติกน้ำให้เด็กนักเรียนอยู่
 เขาไม่ตอบ
 แต่ตาของเขามองธันวาแบบไม่ต้องยิ้ม

สายวันนั้น
 โสนนท์วุ่นอยู่กับการพาเด็กๆ ดูรอบแปลงสมุนไพร
 ฝ้ายตะโกนบอกภณให้ช่วยยกลังใบตอง
 แต่เสียงของธันวาดังขึ้นก่อน

“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมช่วยโสนเอง”

ภาพที่ธันวายื่นมือไปแตะแขนโสนนท์เบา ๆ แล้วเดินเคียงกันออกไป
 …เหมือนรอยมีดเฉือนบาง ๆ ที่ไม่ถึงกับเลือดไหล
 แต่เจ็บลึกแบบคนโดนบีบจากข้างใน

เย็นวันนั้น
 ภณไม่ได้อยู่ร่วมจนจบกิจกรรม
 เขาขอตัวกลับก่อน — เหมือนข้ออ้างธรรมดา
 แต่ในใจ… เขารู้สึกเหมือนตัวเองถูกตัดออกจากบางสิ่งที่เขาเคยสร้าง

เขานั่งบนแคร่ไม้หลังบ้านยายแย้ม
 ลมเย็นพัดผ่านใบกล้วย
 ใจเงียบจนได้ยินเสียงตัวเองถามเบา ๆ

“นี่เรากำลังจะเสียเขาไป… ทั้งที่ยังอยู่ตรงนี้หรือเปล่า?”

ในเกมกระดานบางคนเดินหมากเงียบๆ

แต่จงใจให้เรารู้ว่ากำลังจะรุกเราโดยที่ใครๆก็ยังยิ้มอยู่

เย็นวันถัดจากงานกิจกรรม
 ฝนตกปรอยๆ แบบไม่มีเค้าว่าจะหยุด
 เสียงฝนกระทบกระเบื้องไม้ดังสม่ำเสมอ
 เหมือนหัวใจของโสนนท์ที่กำลังเต้นอยู่ในจังหวะคลุมเครือ

เขานั่งอยู่หลังร้านกาแฟ
 มือว่างอยู่บนถ้วยชา แต่ไม่ได้ยกจิบ
 มือถืออยู่ข้างตัว ไม่มีข้อความใหม่
 …และเขาเริ่มรู้สึกว่า “ไม่มีคำ” จากใครบางคนมานานเกินไปแล้ว

“พี่ภณเป็นอะไรหรือเปล่านะ…”
 เขาถามฝ้ายขณะเก็บของหน้าร้าน

ฝ้ายเลิกคิ้ว “ไม่ได้ติดต่อเลยเหรอ?”

“ก็แค่สั้น ๆ… แบบคนที่ไม่อยากคุย”
 โสนนท์พูดเหมือนขำ
 แต่ตาไม่ได้ขำด้วย

ฝ้ายมองเพื่อนเงียบ ๆ ก่อนพูดเบา ๆ

“หรือบางทีเขาอาจไม่รู้… ว่าคนบางคนกำลังรอให้เขาพูดอะไรสักอย่างอยู่ทุกวัน”

ขณะเดียวกัน — ในห้องของโฮมสเตย์

ภณนั่งหน้าจอคอม
 ภาพเอกสารกรรมสิทธิ์ที่เขาเพิ่งได้มาจากแหล่งภายในบริษัทพ่อโชว์ชัดบนหน้าจอ

กรรมสิทธิ์ลำดับที่ 3: นายธันวาธารานนท์ อนุมัติให้ใช้สิทธิ์เจรจาแทนเจ้าของที่ดินจำนวน 17 ไร่บริเวณสโนน้อยฝั่งเหนือ ไม่เปิดเผยสถานะต่อสาธารณะเว้นแต่มีเหตุให้จำเป็น

ภณขบกรามแน่น
 มือกำเมาส์ไว้แน่นจนข้อขาว

เขาหันไปมองโทรศัพท์บนโต๊ะ
 เปิดแชทกับโสนนท์
 …พิมพ์ข้อความ
 แล้วลบ

…พิมพ์ใหม่
 แล้วลบอีก

สุดท้าย เขาวางโทรศัพท์ลง
 แล้วเอ่ยในใจ

“ถ้าฉันยังไม่พูดตอนนี้… วันหนึ่งฉันอาจจะพูดไม่ทัน”

ค่ำคืนนั้น
 ธันวายืนอยู่หน้าร้านโสน คาเฟ่
 ในมือมีช่อดอกไม้ป่าที่เด็ดมาจากปลายนา
 เขายื่นให้โสนนท์อย่างยิ้ม ๆ

“สำหรับคนที่ทำให้หมู่บ้านนี้ยังหอมอยู่… ไม่ใช่แค่เพราะกาแฟ”

โสนนท์หัวเราะเล็ก ๆ
 รับมาเพราะเกรงใจ
 แต่ยังรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย — และไม่รู้ว่าทำไม

ธันวาหรี่ตามองเขา
 ก่อนจะพูดเบา ๆ
 เหมือนลมเย็นพัดลอดคอเสื้อเข้ามา

“ถ้าคนที่อยู่ตรงนี้… ไม่เห็นค่านายแล้ว
 …ผมอยากขอโอกาสเป็นคนที่เห็นก็แล้วกัน”

บางรอยร้าวไม่เกิดจากความโกรธ

แต่มันเริ่มจากความเงียบที่ยืดเยื้อเกินไป

คนที่เงียบเกินไปกับคนที่พูดทุกอย่างเกินไป

ช่วงสายวันหนึ่ง
 ร้านโสน คาเฟ่คนน้อยกว่าปกติ
 ฝนปรอยบาง ๆ และหมอกเบา ๆ ทำให้หน้าร้านดูเหมือนฉากในภาพยนตร์ขาวดำ

โสนนท์เช็ดแก้วกาแฟอยู่เงียบ ๆ
 ภณนั่งอยู่มุมหนึ่ง
 ธันวานั่งอยู่อีกมุมหนึ่ง
 ทั้งสองชายหนุ่มมาถึงร้านห่างกันไม่เกินห้านาที
 …แต่ระยะระหว่างพวกเขากลับเหมือนคนละทวีป

“พี่ภณ”
 เสียงของโสนนท์ดังขึ้น ขณะวางแก้วลงบนเคาน์เตอร์
 “ช่วงนี้พี่เงียบจัง”

ภณชะงัก
 เงยหน้าขึ้นสบตา
 โสนนท์ไม่ได้พูดต่อ
 …แต่แววตาของเขาชัดเจน

“เงียบจนฉันไม่รู้ว่าพี่ยังอยู่ข้างฉันไหม”

ก่อนภณจะได้พูดอะไร
 เสียงของธันวาก็ดังขึ้นจากโต๊ะใกล้หน้าต่าง

“บางที… ความเงียบก็ไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไปหรอกครับ”
 เขาหัวเราะเบา ๆ
 “บางคนใช้ความเงียบเป็นกำแพง
 …เพราะยังไม่แน่ใจว่าอยากอยู่ข้างใครจริง ๆ หรือเปล่า”

โสนนท์หันไปมองเขา
 ธันวายิ้ม
 แล้วพูดต่ออย่างช้า ๆ

“แต่ผมน่ะ… ผมชัดเจนตั้งแต่วันแรกแล้ว
 ว่าผมอยากอยู่ข้างโสน — ไม่ต้องใช้เวลาเยอะ ไม่ต้องคิดนาน
 เพราะบางคน… แค่เห็นก็รู้ว่า ‘อยากดูแล’”

บรรยากาศในร้านเงียบลงทันที
 ไม่ใช่เพราะไม่มีคนพูด
 แต่เพราะมีบางคำ มากเกินไป

ภณลุกขึ้น
 เดินมาวางเหรียญค่าน้ำไว้บนโต๊ะ
 แล้วพูดเสียงนิ่ง

“บางคนก็พูดเก่ง… เพราะไม่ได้ต้องรับผิดชอบอะไรจริง”

ธันวาเงยหน้าขึ้น
 ยิ้มบาง ๆ แบบคนที่ชนะกระดานหมากเล็ก ๆ ไปอีกตา

“แต่บางคนก็พูดช้าเกิน… จนคนที่อยู่ข้าง ๆ อาจหันไปฟังคนอื่นแล้วก็ได้นะครับ”

ภณหันไปมองโสนนท์อีกครั้ง
 ดวงตาคู่นั้นยังเหมือนเดิม — ซื่อ ตรง และเต็มไปด้วยคำถาม

แต่เขายังไม่ได้พูดอะไร
 …อีกแล้ว

ก่อนจะหันหลังเดินออกจากร้านไป
 พร้อมฝนที่เริ่มตกหนักลงกว่าเดิม

บางครั้งความพ่ายแพ้ไม่ใช่เพราะเราอ่อนกว่า

แต่อาจเพราะเราเงียบเกินไปจนคนฟังหมดแรงรอฟังความจริงจากเราแล้ว

บ่ายวันฝนหยุด
 แดดออกบาง ๆ แต่แสงอ่อนคล้ายคนเพิ่งหายไข้
 ร้านโสน คาเฟ่ปิดครึ่งวัน เพราะโสนนท์บอกอยากไปดูแปลงผักของยายกับฝ้าย
 แต่คนที่มารับกลับไม่ใช่ฝ้าย — เป็นธันวา

“โสนครับ ผมซื้อกล้าพืชสมุนไพรมาใหม่จากอุบลฯ
 อยากให้ไปช่วยดูหน่อยว่าจะปลูกตรงไหนดี”

เขาพูดพร้อมถือกระบะใส่ต้นเล็ก ๆ
 และรอยยิ้มแบบคนที่ “ไม่ได้เร่ง” แต่ “รอให้ใจอีกฝ่ายตัดสินใจเอง”

โสนนท์ลังเลครู่หนึ่ง
 สุดท้ายก็พยักหน้า

ช่วงเย็น
 เขาสองคนอยู่ที่แปลงหลังบ้านดิน
 แสงพระอาทิตย์คล้อยต่ำลงเรื่อย ๆ
 ธันวานั่งตัดใบไม้แห้งออกจากต้นขิงข่าก่อนปลูก
 โสนนท์จัดดินอย่างเงียบ ๆ

“ผมไม่ได้อยากแย่งอะไรจากใครนะครับ”
 เสียงธันวาดังขึ้นขณะยังไม่มองหน้า
 “แค่อยากมีส่วนในอะไรบางอย่าง… ที่ผมอยากดูแลให้ดี”

โสนนท์เงียบไปครู่หนึ่ง
 ขอบตารู้สึกร้อนนิด ๆ เพราะประโยคนั้นกระทบสิ่งที่เขาพยายามไม่คิดถึงมาตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา

“ผมไม่ได้ขอให้นายรู้สึกอะไรตอนนี้”
 ธันวายิ้มบาง ๆ หันมาสบตา
 “แค่ขอเป็นคนที่… ไม่ปล่อยให้นายอยู่เงียบ ๆ คนเดียวแบบที่เคยเจอ”

ในหมู่บ้าน
 เสียงคนเริ่มซุบซิบ

“คุณธันวานี่เหมาะกับน้องโสนนท์ดีนะ”
 “เห็นเคียงข้างกันตลอดเลยช่วงนี้”
 “คนดี ๆ แบบนี้ ถ้าอยู่ต่อได้ก็คงดี…”

แม้แต่ยายแย้ม ยังหลุดพูดในวงสนทนาหน้าบ้าน

“คนมีน้ำใจแบบนั้น ยายไม่เคยเจอในแขกกรุงเทพฯ ที่เคยผ่านมาเลย”

ฝ้ายสังเกตทุกอย่าง
 แต่ยังไม่พูด

ค่ำคืนนั้น
 โสนนท์นั่งล้างมืออยู่ข้างครัวหลังบ้าน
 มือเต็มไปด้วยคราบดิน แต่ใจกลับรู้สึกเปรอะเปื้อนกว่า

เขาหยิบมือถือขึ้นมา
 เปิดแชทที่เงียบที่สุดในช่วงสัปดาห์นี้

🟩 พี่ภณ
 ขอบคุณนะสำหรับที่ผ่านมานะครับ

นิ้วเขาแตะอยู่ตรงช่องพิมพ์
 ไม่ใช่จะบอกลา
 แค่จะดูว่าอีกฝ่าย… จะตอบไหม

แต่ข้อความไม่ได้ถูกส่ง

เขาลบทิ้ง
 เหมือนที่อีกฝ่ายลบความกล้าหาญบางอย่างไปก่อนหน้าเขา

ใจคนไม่เปลี่ยนง่ายๆ

แต่มันจะเริ่มไขว้เขวเมื่อคนที่เคยอยู่ใกล้กลับกลายเป็นคนที่เงียบจนเหมือนไม่ได้อยู่เลย

ตอนอื่นๆ

More Novel