เย็นวันหนึ่ง
หลังฝนตกไม่กี่ชั่วโมง
แสงแดดสีทองอาบลงบนระเบียงไม้ที่ยังชื้นอยู่
เสียงหัวเราะของฝ้ายดังมาจากลานหน้าบ้าน
เธอกำลังยืนสวมผ้ากันเปื้อน ล้างจานชามจากงานเลี้ยงข้าวเหนียวมะม่วงที่เธอจัดเองเมื่อบ่าย
“แค่หวานกว่ามะม่วงก็ไม่ต้องถึงขั้นหวานใจกันก็ได้นะยะ!”
เธอตะโกนแซวจากหน้าครัว
เสียงหัวเราะของยายแย้มดังขึ้นตามมาเบา ๆ
“ถ้าจะเป็นหวานใจกันจริง ๆ ก็รีบแต่งเลยลูก ยายอยากห่มผ้าให้คนทั้งคู่ก่อนลมหนาวมา”
ภณยืนกวนข้าวเหนียวอยู่หน้าเตา
โสนนท์นั่งหั่นมะม่วงอยู่ข้าง ๆ
ทั้งสองไม่ตอบใคร
แค่ยิ้ม แล้วมองหน้ากัน
ราวกับจะบอกว่า —
“เอาเถอะจะว่าไงก็ว่าไป”
คืนนั้น
หลังจานชามเก็บเรียบร้อย
เสียงจิ้งหรีดกลับมาเป็นเจ้าถิ่นของลานบ้าน
โสนนท์เอนตัวลงพิงไหล่ภณที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
ขาข้างหนึ่งเหยียดไปบนระเบียง
มือหนึ่งยังถือผ้าเช็ดหน้าเปื้อนแป้งข้าวเหนียว
“นี่พี่…”
“หืม?”
“ถ้าเรือนนี้หลังคารั่ว… พี่จะปีนขึ้นไปซ่อมให้ไหม?”
“แน่นอน” ภณตอบ “แต่ต้องมีรางวัล”
“อะไร?”
“ให้ฉันได้อยู่ใต้หลังคานี้กับนาย… ไปนาน ๆ”
โสนนท์หัวเราะเบา ๆ
ไม่ใช่เพราะขำคำพูด
…แต่เพราะรู้ว่าคนตรงหน้าไม่พูดเล่น
“งั้นพรุ่งนี้เราต้องหาหลังคาสำรองไว้ด้วยแล้วละ… เผื่อวันไหนบ้านใหญ่ขึ้น”
ภณหันมามอง
ดวงตาของเขาสะท้อนแสงตะเกียงริบหรี่
แล้วจูบเบา ๆ ลงบนขมับของโสนนท์หนึ่งครั้ง
ไม่มีใครพูดว่า “รัก”
แต่ทั้งหมดนั้นคือ “คำรัก” ที่แน่นที่สุดในโลก
เรือนงามไม่ต้องใหญ่โตไม่ต้องมีเสาเงินเสาทอง
แค่มีรอยยิ้มเสียงหัวเราะและใครบางคนที่อยากกลับมาทุกเย็น… ก็พอแล้ว
เช้าของวันอังคารกลางเดือน
อากาศในสโนน้อยเย็นสบายกว่าหลายวัน
มีลมอ่อน ๆ พัดผ่านใบกล้วยริมทาง และเสียงหมาเห่าต้อนรับแขกประจำวันเบา ๆ จากหน้าปากทางเข้าหมู่บ้าน
“โสน คาเฟ่” เปิดตามปกติ
วันนี้ฝ้ายลงมือคั่วเมล็ดกาแฟเอง ส่วนโสนนท์เช็ดกระจกหน้าร้าน
เสียงกระดิ่งหน้าประตูไม้สั่นเบา ๆ
ชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมยิ้มสุภาพ
เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวสะอาด กางเกงผ้าสีเข้ม รองเท้าผ้าใบเก่าแต่ดูสะอาด
สะพายเป้ผ้าใบเรียบๆ ข้างหนึ่ง มือถือสมุดเล่มบางๆ อีกข้าง
“สวัสดีครับ ขออเมริกาโน่เย็นไม่หวานแก้วนึงครับ”
เสียงนุ่มฟังง่าย มีจังหวะ และชัดเจนแบบคนเคยพูดกับผู้คนมาเยอะ
“ได้ครับ เชิญนั่งเลยครับ” โสนนท์ยิ้มรับ ยกมือเช็ดมือลวกๆ กับผ้ากันเปื้อนแล้วกดเครื่องบดกาแฟอย่างเคยชิน
ธันวา — นั่นคือชื่อของเขา
เขาไม่ได้พูดมาก
ไม่ได้ยิ้มเกินพอดี
แค่สุภาพพอจะทำให้คนรู้สึกไว้ใจ
และพูดจาเรียบง่ายพอให้รู้สึกว่า “คงไม่คิดร้ายอะไร”
“ผมชื่อธันวาครับ มาจากกรุงเทพฯ
เห็นข่าวกิจกรรมของหมู่บ้านก็เลยอยากแวะมาเที่ยว — แถมเอาเอกสารเรื่องต้นไม้พื้นถิ่นที่ผมสะสมไว้มาเผื่อพอจะเป็นประโยชน์”
เขาหยิบสมุดขึ้นโชว์
ข้างในมีรูปถ่ายพืชท้องถิ่น พร้อมบันทึกชื่อพื้นบ้าน–สรรพคุณ
“เก็บเล่นๆ ครับ เห็นอะไรดีๆ ก็ถ่ายไว้
บางทีเราไม่ต้องเปลี่ยนโลกหรอก แค่ช่วยเก็บของเล็ก ๆ ไว้ก่อนมันจะหายไป”
ฝ้ายมองเขาแล้วยิ้มกว้าง
“พี่ธันวานี่สายละเอียดเลยนะคะ เห็นปุ๊บก็รู้เลยว่าไม่ใช่สายถ่ายแค่ไว้ลงไอจีแน่ๆ”
“ฮะๆ ก็เพราะชอบจริงๆ น่ะครับ”
เขาตอบยิ้มบาง ๆ แล้วจิบกาแฟ
ยายแย้มผ่านมาหน้าร้าน
ธันวาลุกขึ้นยกมือไหว้อย่างสุภาพ และขออนุญาตนั่งฟังยายเล่าเรื่องชื่อดอกไม้โบราณ
คนเฒ่าคนแก่เริ่มติดใจเขา
เด็ก ๆ ชอบวิธีที่เขาพับใบตองเป็นรูปนก
แม่ค้าตลาดเย็นบอกว่าหน้าตาเขาเหมือน “คุณหมอจากสารคดี”
…
และที่สำคัญ —
เขาไม่พูดเรื่อง “ที่ดิน” เลยแม้แต่คำเดียว
ไม่ใช่ทุกการบุกรุกจะมาพร้อมเสียงดัง
บางครั้งคนที่อันตรายที่สุด… คือคนที่รู้จัก “รอให้คนเชิญเข้ามาเอง”
ความลับที่ยังไม่ควรพูด
สามวันหลังจาก “ธันวา” ปรากฏตัวในหมู่บ้าน
ชื่อของเขาถูกกล่าวถึงทุกวงสนทนา
“คุณธันวานี่รู้เรื่องสมุนไพรเยอะจังเลย”
“เขาบอกจะช่วยทำเวิร์กช็อปให้เด็กๆ ด้วยนะ”
“ถ้ามีคนแบบนี้มาอยู่กับเราได้อีกสักคน… หมู่บ้านจะดีขึ้นอีกเยอะเลยนะ”
และที่ร้านกาแฟของโสนนท์ — เขาเริ่มเป็น “ลูกค้าประจำ”
วันนี้ฝนไม่ตก
แต่ลมแรง
ธันวานั่งที่โต๊ะมุมโปรด กางสมุดเขียนอะไรเงียบ ๆ
โสนนท์เดินมาเสิร์ฟน้ำขิงที่เขาไม่ได้สั่ง
แต่ธันวายิ้มรับ
“นี่ผมชักจะเป็นลูกค้าขาประจำโดยไม่รู้ตัวแล้วใช่ไหมครับ?”
“ก็แค่จำได้ว่าพี่ชอบแบบนี้… เท่านั้นเองครับ”
คำตอบนั้นธรรมดา
แต่ธันวายิ้มกว้างขึ้นเหมือนเจอบางอย่างน่าพอใจ
“โสนนท์…”
เขาเรียกชื่ออีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงเบากว่าเดิม
“ผมมีเรื่องอยากถาม… แต่ไม่อยากให้มันดูเสียมารยาท”
โสนนท์เลิกคิ้ว “อะไรเหรอครับ?”
“คนที่ชื่อภณ… เขาเป็นอะไรกับนายเหรอ”
โสนนท์นิ่งไป
แต่ไม่ตอบทันที
“ก็… เป็นเพื่อนที่สนิทกันครับ”
ธันวายิ้มบาง ๆ
“ดีจังเลยนะครับ
…คนที่ได้ใกล้ชิดนายแบบนั้น”
เย็นวันเดียวกัน
ภณเดินเข้าร้านพอดี เห็นธันวานั่งคุยหัวเราะกับโสนนท์
ไม่ใช่เรื่องใหญ่
ไม่ใช่เรื่องลึก
…แต่เป็นภาพที่ทำให้มือของเขาที่ถือถุงมะม่วงแน่นขึ้นนิดหน่อย
ธันวาหันมา
สบตากับเขา
รอยยิ้มของเขาไม่ได้เปลี่ยน
แต่มันมีบางอย่างที่ “รู้ดี” เกินกว่าจะบังเอิญ
“คุณภณใช่ไหมครับ”
ธันวาลุกขึ้น ยื่นมือให้จับ
“ผมชื่อธันวา ยินดีที่ได้รู้จักครับ”
ภณจับมือเขา
ไม่แรง
ไม่แน่น
แต่แค่พอจะบอกว่า “รู้ทัน”
“ได้ยินชื่อคุณ… ในที่ประชุมบริษัทเมื่อนานมาแล้วครับ”
ธันวาพูดพร้อมรอยยิ้ม “ไม่นึกว่าจะมาเจอกันที่นี่”
โสนนท์มองทั้งสองสลับกัน
แต่ยังไม่ทันพูดอะไร
ธันวาก็เสริมเบา ๆ
“ผมหวังว่าพวกเราจะได้ ‘ร่วมงานกัน’ อย่างราบรื่นนะครับ”
คำว่า ‘ร่วมงาน’
ไม่ได้ดูเหมือนการร่วมมือ
…แต่มากกว่าคือการแทรกเข้ามายืนข้างคนที่ภณเคยยืนอยู่คนเดียว
ไม่ใช่ทุกคนที่ยิ้ม… จะเป็นมิตร
บางคนใช้รอยยิ้มเป็นใบมีดและคำว่า ‘สุภาพ’ เป็นเกราะ
สายวันเสาร์
หมู่บ้านยังเงียบอยู่ครึ่งหนึ่ง
แต่บ้านยายแย้มกลับคึกคักตั้งแต่เช้า — เพราะวันนี้มีคนมาชวนโสนนท์ไปช่วยงานอาสา
“คุณธันวาบอกว่าจะพาไปดูแปลงพืชสมุนไพรที่บ้านดินปลายนา”
ฝ้ายพูดพร้อมยื่นเสื้อลายสก๊อตให้เพื่อน
“คนในเมืองเขามีโครงการคืนธรรมชาติไรงี้อ่ะ ชาวบ้านเริ่มปลื้มแกละนะยะ”
โสนนท์นิ่งไปครู่หนึ่ง
ก่อนจะรับเสื้อมาแล้วเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเรียบง่าย
ปลายนาแถบนั้นเงียบดี
มีบ้านดินหลังเล็ก ๆ กับร่องปลูกสมุนไพรตื้น ๆ ที่ธันวาเริ่มลงมือจัดทำไว้
ไม่มีสปอนเซอร์ ไม่มีป้ายโลโก้
มีแค่รอยเท้ากับจอบ และคำอธิบายที่ฟังดูเหมือนคนรักต้นไม้จริงๆ
“ผมตั้งใจจะใช้ที่ดินแปลงนี้ให้เกิดประโยชน์”
ธันวาพูดขณะยื่นหมวกให้โสนนท์
“ไม่อยากให้ใครมาเปลี่ยนตรงนี้เป็นอะไรที่ไม่มีราก”
เขาหยุดมองโสนนท์สวมหมวกใบเล็กอย่างเรียบร้อย
แล้วพูดต่อเบาๆ
“เหมือนบางคนที่ผมไม่อยากให้เปลี่ยนไป… แม้จะอยู่ท่ามกลางเมืองทั้งเมือง”
ภณมาถึงช้าไปครึ่งชั่วโมง
เขาไม่ได้ถูกชวน
แต่ได้ยินเรื่องนี้จากยายแย้มแบบผ่านๆ และตัดสินใจมาด้วยสัญชาตญาณบางอย่าง
เขายืนอยู่ตรงเนินมองลงไปเห็นเงาของธันวาและโสนนท์
หัวเราะด้วยกัน
ยื่นขวดน้ำให้กัน
และมีจังหวะหนึ่งที่ธันวายกมือแตะแผ่นหลังของโสนนท์เบา ๆ ระหว่างช่วยพยุงจากร่องดิน
…
เหมือนบางอย่างในอกภณถูกกด
แต่ยังไม่แตก
เขาไม่อยากพูด ไม่อยากหึง
…แต่เขาอยากรู้
คืนนั้น
ในห้องนอนของโฮมสเตย์
ภณเปิดโน้ตบุ๊กที่ไม่ได้แตะมาหลายวัน
และพิมพ์คำว่า “ธันวา + ชื่อสกุลเต็ม” ลงในช่องค้นหาอีเมลเก่าในบริษัท
ชื่อของเขาโผล่ขึ้นมาพร้อมข้อความเก่าจากทีมกฎหมาย
เกี่ยวกับ “กรรมสิทธิ์ร่วมในแปลง E42 – สโนน้อย”
…
ตาของภณนิ่งไป
ขณะที่ข้อความสุดท้ายในอีเมลนั้นบอกว่า:
“คุณธันวา — ผู้รับมอบอำนาจลำดับที่สาม — ไม่ประสงค์เปิดเผยชื่อในขั้นตอนเจรจาเบื้องต้น”
บางคนมาเพราะเขารักที่นี่จริงๆ บางคนมา… เพราะหวังให้ใครบางคนไว้ใจมากพอจะเสียใจในวันหลัง
การเดินหมากของคนรู้ใจ
วันอาทิตย์เช้า
เสียงนกและเสียงกลองยาวเด็กๆ ดังสลับกัน
วันนี้ในวัดมีเวิร์กช็อปเล็กๆ เกี่ยวกับพืชสมุนไพรและการแปรรูปน้ำมันหอมระเหย — งานจัดภายใต้ชื่อโปรเจกต์ “กลิ่นจากภูเขาใจจากคนท้องถิ่น”
บนแผ่นป้ายผ้า มีชื่อผู้จัดงานอย่างเรียบง่าย:
จัดโดย “กลุ่มอาสาไม้ใบยา”
ผู้ประสานงาน: ธันวา – โสนนท์
ภณยืนอยู่ด้านหลังศาลาวัด
มองรายชื่อบนป้ายอย่างนิ่งงัน
เขาไม่เคยได้ยินว่ามีกิจกรรมนี้มาก่อน
และไม่มีชื่อเขาในไหนเลย
“อ้าวพี่ มาแล้วเหรอครับ”
เสียงของธันวาดังขึ้นด้านหลัง
ชายหนุ่มในเสื้อยืดพับแขนกับหมวกผ้าสีอ่อน เดินเข้ามาพร้อมกลิ่นน้ำมันตะไคร้ที่อ่อนพอดี
“ขอโทษนะครับที่ไม่ได้บอกล่วงหน้า
คือผมกับโสนคุยกันแบบฉุกละหุกไปหน่อย
…บางอย่างมันก็แค่ ‘เข้าใจตรงกัน’ ได้เร็ว”
เขาพูดพร้อมรอยยิ้ม
น้ำเสียงเหมือนขอโทษ
แต่ในใจภณได้ยินชัดว่า — “นายไม่ใช่คนของที่นี่เท่าฉันแล้ว”
“ผมว่าโสนเหมาะกับอะไรแบบนี้นะครับ”
ธันวาพูดต่อ ขณะมองไปยังอีกฟากของลาน
“เขาดูมีความสุขเวลาได้ทำอะไรให้คนอื่นมากกว่าตัวเอง…
…แล้วบางที คนแบบนั้น… ก็ต้องมีคนที่มองเห็นจริง ๆ”
ภณนิ่ง
คิ้วเขากระตุกน้อย ๆ
แต่มือยังใส่กระติกน้ำให้เด็กนักเรียนอยู่
เขาไม่ตอบ
แต่ตาของเขามองธันวาแบบไม่ต้องยิ้ม
สายวันนั้น
โสนนท์วุ่นอยู่กับการพาเด็กๆ ดูรอบแปลงสมุนไพร
ฝ้ายตะโกนบอกภณให้ช่วยยกลังใบตอง
แต่เสียงของธันวาดังขึ้นก่อน
“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมช่วยโสนเอง”
ภาพที่ธันวายื่นมือไปแตะแขนโสนนท์เบา ๆ แล้วเดินเคียงกันออกไป
…เหมือนรอยมีดเฉือนบาง ๆ ที่ไม่ถึงกับเลือดไหล
แต่เจ็บลึกแบบคนโดนบีบจากข้างใน
เย็นวันนั้น
ภณไม่ได้อยู่ร่วมจนจบกิจกรรม
เขาขอตัวกลับก่อน — เหมือนข้ออ้างธรรมดา
แต่ในใจ… เขารู้สึกเหมือนตัวเองถูกตัดออกจากบางสิ่งที่เขาเคยสร้าง
เขานั่งบนแคร่ไม้หลังบ้านยายแย้ม
ลมเย็นพัดผ่านใบกล้วย
ใจเงียบจนได้ยินเสียงตัวเองถามเบา ๆ
“นี่เรากำลังจะเสียเขาไป… ทั้งที่ยังอยู่ตรงนี้หรือเปล่า?”
ในเกมกระดานบางคนเดินหมากเงียบๆ
แต่จงใจให้เรารู้ว่ากำลังจะ “รุก” เราโดยที่ใครๆก็ยังยิ้มอยู่
เย็นวันถัดจากงานกิจกรรม
ฝนตกปรอยๆ แบบไม่มีเค้าว่าจะหยุด
เสียงฝนกระทบกระเบื้องไม้ดังสม่ำเสมอ
เหมือนหัวใจของโสนนท์ที่กำลังเต้นอยู่ในจังหวะคลุมเครือ
เขานั่งอยู่หลังร้านกาแฟ
มือว่างอยู่บนถ้วยชา แต่ไม่ได้ยกจิบ
มือถืออยู่ข้างตัว ไม่มีข้อความใหม่
…และเขาเริ่มรู้สึกว่า “ไม่มีคำ” จากใครบางคนมานานเกินไปแล้ว
“พี่ภณเป็นอะไรหรือเปล่านะ…”
เขาถามฝ้ายขณะเก็บของหน้าร้าน
ฝ้ายเลิกคิ้ว “ไม่ได้ติดต่อเลยเหรอ?”
“ก็แค่สั้น ๆ… แบบคนที่ไม่อยากคุย”
โสนนท์พูดเหมือนขำ
แต่ตาไม่ได้ขำด้วย
ฝ้ายมองเพื่อนเงียบ ๆ ก่อนพูดเบา ๆ
“หรือบางทีเขาอาจไม่รู้… ว่าคนบางคนกำลังรอให้เขาพูดอะไรสักอย่างอยู่ทุกวัน”
ขณะเดียวกัน — ในห้องของโฮมสเตย์
ภณนั่งหน้าจอคอม
ภาพเอกสารกรรมสิทธิ์ที่เขาเพิ่งได้มาจากแหล่งภายในบริษัทพ่อโชว์ชัดบนหน้าจอ
กรรมสิทธิ์ลำดับที่ 3: นายธันวาธารานนท์ – อนุมัติให้ใช้สิทธิ์เจรจาแทนเจ้าของที่ดินจำนวน 17 ไร่บริเวณสโนน้อยฝั่งเหนือ – ไม่เปิดเผยสถานะต่อสาธารณะเว้นแต่มีเหตุให้จำเป็น
ภณขบกรามแน่น
มือกำเมาส์ไว้แน่นจนข้อขาว
เขาหันไปมองโทรศัพท์บนโต๊ะ
เปิดแชทกับโสนนท์
…พิมพ์ข้อความ
แล้วลบ
…พิมพ์ใหม่
แล้วลบอีก
สุดท้าย เขาวางโทรศัพท์ลง
แล้วเอ่ยในใจ
“ถ้าฉันยังไม่พูดตอนนี้… วันหนึ่งฉันอาจจะพูดไม่ทัน”
ค่ำคืนนั้น
ธันวายืนอยู่หน้าร้านโสน คาเฟ่
ในมือมีช่อดอกไม้ป่าที่เด็ดมาจากปลายนา
เขายื่นให้โสนนท์อย่างยิ้ม ๆ
“สำหรับคนที่ทำให้หมู่บ้านนี้ยังหอมอยู่… ไม่ใช่แค่เพราะกาแฟ”
โสนนท์หัวเราะเล็ก ๆ
รับมาเพราะเกรงใจ
แต่ยังรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย — และไม่รู้ว่าทำไม
ธันวาหรี่ตามองเขา
ก่อนจะพูดเบา ๆ
เหมือนลมเย็นพัดลอดคอเสื้อเข้ามา
“ถ้าคนที่อยู่ตรงนี้… ไม่เห็นค่านายแล้ว
…ผมอยากขอโอกาสเป็นคนที่เห็นก็แล้วกัน”
บางรอยร้าวไม่เกิดจากความโกรธ…
แต่มันเริ่มจากความเงียบที่ยืดเยื้อเกินไป
คนที่เงียบเกินไปกับคนที่พูดทุกอย่างเกินไป
ช่วงสายวันหนึ่ง
ร้านโสน คาเฟ่คนน้อยกว่าปกติ
ฝนปรอยบาง ๆ และหมอกเบา ๆ ทำให้หน้าร้านดูเหมือนฉากในภาพยนตร์ขาวดำ
โสนนท์เช็ดแก้วกาแฟอยู่เงียบ ๆ
ภณนั่งอยู่มุมหนึ่ง
ธันวานั่งอยู่อีกมุมหนึ่ง
ทั้งสองชายหนุ่มมาถึงร้านห่างกันไม่เกินห้านาที
…แต่ระยะระหว่างพวกเขากลับเหมือนคนละทวีป
“พี่ภณ”
เสียงของโสนนท์ดังขึ้น ขณะวางแก้วลงบนเคาน์เตอร์
“ช่วงนี้พี่เงียบจัง”
ภณชะงัก
เงยหน้าขึ้นสบตา
โสนนท์ไม่ได้พูดต่อ
…แต่แววตาของเขาชัดเจน
“เงียบจนฉันไม่รู้ว่าพี่ยังอยู่ข้างฉันไหม”
ก่อนภณจะได้พูดอะไร
เสียงของธันวาก็ดังขึ้นจากโต๊ะใกล้หน้าต่าง
“บางที… ความเงียบก็ไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไปหรอกครับ”
เขาหัวเราะเบา ๆ
“บางคนใช้ความเงียบเป็นกำแพง
…เพราะยังไม่แน่ใจว่าอยากอยู่ข้างใครจริง ๆ หรือเปล่า”
โสนนท์หันไปมองเขา
ธันวายิ้ม
แล้วพูดต่ออย่างช้า ๆ
“แต่ผมน่ะ… ผมชัดเจนตั้งแต่วันแรกแล้ว
ว่าผมอยากอยู่ข้างโสน — ไม่ต้องใช้เวลาเยอะ ไม่ต้องคิดนาน
เพราะบางคน… แค่เห็นก็รู้ว่า ‘อยากดูแล’”
บรรยากาศในร้านเงียบลงทันที
ไม่ใช่เพราะไม่มีคนพูด
แต่เพราะมีบางคำ มากเกินไป
ภณลุกขึ้น
เดินมาวางเหรียญค่าน้ำไว้บนโต๊ะ
แล้วพูดเสียงนิ่ง
“บางคนก็พูดเก่ง… เพราะไม่ได้ต้องรับผิดชอบอะไรจริง”
ธันวาเงยหน้าขึ้น
ยิ้มบาง ๆ แบบคนที่ชนะกระดานหมากเล็ก ๆ ไปอีกตา
“แต่บางคนก็พูดช้าเกิน… จนคนที่อยู่ข้าง ๆ อาจหันไปฟังคนอื่นแล้วก็ได้นะครับ”
ภณหันไปมองโสนนท์อีกครั้ง
ดวงตาคู่นั้นยังเหมือนเดิม — ซื่อ ตรง และเต็มไปด้วยคำถาม
แต่เขายังไม่ได้พูดอะไร
…อีกแล้ว
ก่อนจะหันหลังเดินออกจากร้านไป
พร้อมฝนที่เริ่มตกหนักลงกว่าเดิม
บางครั้ง… ความพ่ายแพ้ไม่ใช่เพราะเราอ่อนกว่า
แต่อาจเพราะเราเงียบเกินไปจนคนฟังหมดแรงรอฟังความจริงจากเราแล้ว
บ่ายวันฝนหยุด
แดดออกบาง ๆ แต่แสงอ่อนคล้ายคนเพิ่งหายไข้
ร้านโสน คาเฟ่ปิดครึ่งวัน เพราะโสนนท์บอกอยากไปดูแปลงผักของยายกับฝ้าย
แต่คนที่มารับกลับไม่ใช่ฝ้าย — เป็นธันวา
“โสนครับ ผมซื้อกล้าพืชสมุนไพรมาใหม่จากอุบลฯ
อยากให้ไปช่วยดูหน่อยว่าจะปลูกตรงไหนดี”
เขาพูดพร้อมถือกระบะใส่ต้นเล็ก ๆ
และรอยยิ้มแบบคนที่ “ไม่ได้เร่ง” แต่ “รอให้ใจอีกฝ่ายตัดสินใจเอง”
โสนนท์ลังเลครู่หนึ่ง
สุดท้ายก็พยักหน้า
ช่วงเย็น
เขาสองคนอยู่ที่แปลงหลังบ้านดิน
แสงพระอาทิตย์คล้อยต่ำลงเรื่อย ๆ
ธันวานั่งตัดใบไม้แห้งออกจากต้นขิงข่าก่อนปลูก
โสนนท์จัดดินอย่างเงียบ ๆ
“ผมไม่ได้อยากแย่งอะไรจากใครนะครับ”
เสียงธันวาดังขึ้นขณะยังไม่มองหน้า
“แค่อยากมีส่วนในอะไรบางอย่าง… ที่ผมอยากดูแลให้ดี”
โสนนท์เงียบไปครู่หนึ่ง
ขอบตารู้สึกร้อนนิด ๆ เพราะประโยคนั้นกระทบสิ่งที่เขาพยายามไม่คิดถึงมาตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา
“ผมไม่ได้ขอให้นายรู้สึกอะไรตอนนี้”
ธันวายิ้มบาง ๆ หันมาสบตา
“แค่ขอเป็นคนที่… ไม่ปล่อยให้นายอยู่เงียบ ๆ คนเดียวแบบที่เคยเจอ”
ในหมู่บ้าน
เสียงคนเริ่มซุบซิบ
“คุณธันวานี่เหมาะกับน้องโสนนท์ดีนะ”
“เห็นเคียงข้างกันตลอดเลยช่วงนี้”
“คนดี ๆ แบบนี้ ถ้าอยู่ต่อได้ก็คงดี…”
แม้แต่ยายแย้ม ยังหลุดพูดในวงสนทนาหน้าบ้าน
“คนมีน้ำใจแบบนั้น ยายไม่เคยเจอในแขกกรุงเทพฯ ที่เคยผ่านมาเลย”
…
ฝ้ายสังเกตทุกอย่าง
แต่ยังไม่พูด
ค่ำคืนนั้น
โสนนท์นั่งล้างมืออยู่ข้างครัวหลังบ้าน
มือเต็มไปด้วยคราบดิน แต่ใจกลับรู้สึกเปรอะเปื้อนกว่า
เขาหยิบมือถือขึ้นมา
เปิดแชทที่เงียบที่สุดในช่วงสัปดาห์นี้
🟩 พี่ภณ
ขอบคุณนะ… สำหรับที่ผ่านมานะครับ
นิ้วเขาแตะอยู่ตรงช่องพิมพ์
ไม่ใช่จะบอกลา
แค่จะดูว่าอีกฝ่าย… จะตอบไหม
แต่ข้อความไม่ได้ถูกส่ง
เขาลบทิ้ง
เหมือนที่อีกฝ่ายลบความกล้าหาญบางอย่างไปก่อนหน้าเขา
ใจคนไม่เปลี่ยนง่ายๆ…
แต่มันจะเริ่มไขว้เขว… เมื่อคนที่เคยอยู่ใกล้กลับกลายเป็นคนที่เงียบจนเหมือนไม่ได้อยู่เลย

