บทที่ 1 : ฟาวล์ตั้งแต่เริ่ม (The False Start)
เสียงรองเท้าตะปูบดขยี้ลงบนพื้นยางสังเคราะห์สีส้มอิฐดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ… ตึก… ตึก… ตึก…
ท่ามกลางความเงียบสงัดของมหาวิทยาลัยในเวลาห้าทุ่มกว่า เสียงลมหายใจหอบถี่ของผมดูจะดังก้องกว่าปกติ ผมชื่อ ‘ดีน’นักศึกษาปี 3 คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา และเจ้าของฉายา ‘หุ่นยนต์วิ่ง’ ที่เพื่อนๆ ในชมรมตั้งให้
ไม่ใช่เพราะผมเก่งเหมือนเครื่องจักร แต่เพราะผมไม่ค่อยพูด และดูเหมือนจะตั้งโปรแกรมชีวิตไว้แค่ ตื่น-เรียน-ซ้อม-นอน วนเวียนอยู่แค่นี้
คืนนี้อากาศอ้าวผิดปกติ กลิ่นไอดินลอยคลุ้งขึ้นมาจากพื้นหญ้ากลางสนาม เป็นสัญญาณเตือนว่าฝนอาจจะตกในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า แสงไฟสปอตไลต์รอบสนามดับไปนานแล้ว เหลือเพียงแสงจันทร์สีนวลที่สาดส่องลงมากระทบเลนวิ่ง ทำให้เห็นฝุ่นละอองเล็กๆ ลอยคว้างอยู่ในอากาศ
ผมหยุดวิ่งที่ระยะ 100 เมตรพอดี ยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ไหลซึมเข้าตา พลางเงยหน้ามองไปยังอัฒจันทร์ฝั่งทิศตะวันตกซึ่งมักจะเป็นมุมที่มืดที่สุด
กึก…
เสียงเหมือนกระป๋องน้ำอัดลมกลิ้งกระทบพื้นปูนดังมาจากหลังสแตนด์เชียร์
ผมชะงัก ประสาทสัมผัสตื่นตัวทันที ขนอ่อนที่ท้ายทอยลุกชันขึ้นมาโดยอัตโนมัติ… ไม่ใช่เพราะความกลัวผี แม้รุ่นพี่ในชมรมจะชอบเล่าเรื่อง ‘เงาปริศนาบนลู่วิ่งที่ 4’ กรอกหูผมอยู่ทุกวันก็ตาม แต่ที่ผมระแวงคือพวกยามกะดึกที่อาจจะมาไล่ตะเพิดผมข้อหาบุกรุกสถานที่ยามวิกาลมากกว่า
ผมกลั้นหายใจ ค่อยๆ เดินย่องเข้าไปใกล้จุดกำเนิดเสียง
หลังกองเบาะรองกระโดดสูงเก่าๆ ที่ถูกวางทิ้งไว้มุมอับสายตา มีเงาตะคุ่มของใครบางคนกำลังนั่งกอดเข่าพิงกำแพงอยู่
“เฮ้ย! ใครน่ะ?” ผมส่งเสียงทักออกไป พร้อมเตรียมตัววิ่งหนีถ้านั่นเป็นยาม
เงานั้นสะดุ้งโหยงจนตัวลอย ก่อนจะหันขวับมามองผมด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง
แสงจันทร์ที่ลอดผ่านช่องลมส่องกระทบใบหน้านั้นพอดี…
วินาทีนั้น เหมือนโลกหมุนช้าลงไปชั่วขณะ
คนตรงหน้าไม่ใช่ยาม และดูเหมือนจะไม่ใช่ผี… เขาเป็นผู้ชายผิวขาวจัด สวมเสื้อเชิ้ตนักศึกษาไซส์ใหญ่กว่าตัวเล็กน้อยที่หลุดลุ่ยออกมานอกกางเกง ผมสีน้ำตาลเข้มดูยุ่งเหยิงเหมือนคนเพิ่งตื่นนอน แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาที่สุดคือใบหน้าที่ดู ‘แพง’ ระยับราวกับหลุดออกมาจากนิตยสารแฟชั่น
คิ้วเข้ม จมูกโด่งรั้น และริมฝีปากที่กำลังเม้มแน่นด้วยความตกใจ
ผมจำหน้านี้ได้… ใครบ้างในมหาลัยนี้จะจำไม่ได้
‘คิริน’ เดือนมหาวิทยาลัยปีปัจจุบัน จากคณะสถาปัตย์ฯ
“ช…ชู่ว!” คนตรงหน้ายกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปาก ดวงตากลมโตมองซ้ายมองขวาอย่างเลิ่กลั่ก “อย่าเสียงดังสิครับ เดี๋ยวพวกนั้นก็แห่กลับมาหรอก”
“พวกนั้น?” ผมทวนคำ งงเป็นไก่ตาแตก “หมายถึงยามเหรอ?”
“ยามเยิมอะไรล่ะ แฟนคลับต่างหาก!” คิรินกระซิบเสียงลอดไรฟัน ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่เมื่อเห็นว่าไม่มีใครตามมานอกจากผม เขาเปลี่ยนท่าจากนั่งกอดเข่ามาเป็นเหยียดขาพิงกำแพงอย่างหมดมาด “นึกว่าจะไม่รอดซะแล้ว… วิ่งหนีตั้งแต่หน้าตึกคณะ ยันโรงยิม นี่ยังตามมาถึงสนามวิ่งอีก”
ผมยืนมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกบอกไม่ถูก ภาพลักษณ์ของ ‘คุณชายคิริน’ ผู้แสนสุภาพและเพอร์เฟกต์ที่เห็นในเพจมหาวิทยาลัย กับผู้ชายสภาพมอมแมมที่กำลังนั่งบ่นพึมพำอยู่ตรงหน้าผม… มันดูไม่เข้ากันเลยสักนิด
“แล้ว… คุณมาทำอะไรตรงนี้?” ผมถาม พลางยื่นขวดน้ำเปล่าที่ยังไม่ได้เปิดในมือให้เขา เพราะเห็นเขากลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอหลายรอบแล้ว
คิรินมองขวดน้ำสลับกับหน้าผม นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรับไปเปิดดื่มอย่างกระหาย โดยไม่ถือตัวสักนิด
“หาที่นอน” เขาตอบสั้นๆ หลังดื่มน้ำไปเกือบครึ่งขวด “หอสมุดปิด แคนทีนคนเยอะ สตูดิโอก็มีแต่พวกปั่นโปรเจกต์… ผมแค่อยากหาที่เงียบๆ งีบสักสิบนาที ไม่คิดว่าจะเจอ…”
เขาหยุดพูด แล้วเงยหน้ามองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า สายตาเขาไล่ลงมาที่เสื้อกล้ามกีฬาชุ่มเหงื่อของผม
“…เจอนักวิ่งบ้าพลังที่มาซ้อมตอนห้าทุ่ม”
“ผมชื่อดีน” ผมแนะนำตัวสั้นๆ รู้สึกประหม่าเล็กน้อยที่ถูกจ้อง
“รู้น่า ใครจะไม่รู้จัก ‘ดีน ขาแรง’ ตัวความหวังเหรียญทองของมหาลัย” คิรินยิ้มมุมปาก รอยยิ้มนั้นทำให้ใบหน้าที่ดูอิดโรยสว่างวาบขึ้นมาทันตาเห็น… รอยยิ้มแบบที่ทำให้คนมองตาพร่าได้ง่ายๆ “ขอบใจสำหรับน้ำนะดีน”
บรรยากาศรอบตัวเงียบลงอีกครั้ง มีเพียงเสียงจิ้งหรีดเรไรและกลิ่นหอมจางๆ ของอะไรบางอย่าง… ไม่ใช่กลิ่นน้ำหอมฉุนกึก แต่เป็นกลิ่นสบู่เด็กอ่อนๆ ที่ลอยมาจากตัวคนตรงหน้า
“เป็นเดือนนี่… เหนื่อยขนาดต้องหนีมานอนข้างถังขยะเลยเหรอครับ?” ผมถามออกไปตรงๆ ตามประสาคนปากไว
คิรินชะงัก หันไปมองถังขยะใบเขียวที่ตั้งอยู่ข้างๆ เบาะรองกระโดด แล้วหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะเขาใสและดูเป็นธรรมชาติกว่าตอนอยู่บนเวทีประกวดมาก
“เหนื่อยสิ… เหนื่อยฉิบหายเลย” เขาหลุดคำหยาบออกมาหน้าตาเฉย ดวงตาที่เคยดูสดใสวูบไหวลงเล็กน้อย “ต้องยิ้มตลอดเวลา ต้องดูดีทุกองศา ห้ามเหนื่อย ห้ามหิว ห้ามง่วง… บางทีผมก็อยากเป็นแค่ไอ้คิรินธรรมดา ที่นอนน้ำลายยืดตรงไหนก็ได้”
เขากอดเข่าอีกครั้ง เงยหน้ามองดวงจันทร์กลมโตบนท้องฟ้า
“นายโชคดีจังนะดีน ที่ได้วิ่งไล่ตามสิ่งที่ตัวเองชอบ… ส่วนผม เหมือนต้องวิ่งหนีสิ่งที่คนอื่นยัดเยียดให้ตลอดเวลาเลย”
คำพูดนั้นลอยค้างอยู่ในอากาศ กระแทกใจผมอย่างจัง
ผมมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขา แสงจันทร์อาบไล้สันกรามคมและแพขนตายาว จู่ๆ ความรู้สึกบางอย่างก็ก่อตัวขึ้นในอก… มันไม่ใช่ความตื่นเต้นแบบตอนแข่งวิ่ง แต่มันคือความสงบที่เจือไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ผมทิ้งตัวลงนั่งขัดสมาธิบนพื้นยางสังเคราะห์ ห่างจากเขาออกมาเล็กน้อย เว้นระยะห่างพอให้ไม่อึดอัด
“งั้นก็นอนเถอะ” ผมบอก “เดี๋ยวผมเฝ้าให้”
คิรินหันมามองผมด้วยความประหลาดใจ “นายจะซ้อมต่อไม่ใช่เหรอ?”
“พักยกพอดี” ผมโกหกหน้าตาย ทั้งที่จริงๆ คือซ้อมเสร็จแล้ว “นอนซะ อีกสิบนาทีเดี๋ยวปลุก”
คิรินจ้องตาผมอยู่ครู่หนึ่ง เหมือนกำลังประเมินความน่าไว้ใจ ก่อนจะค่อยๆ คลี่ยิ้มออกมา… เป็นรอยยิ้มที่ไม่มีการปรุงแต่งใดๆ
“ขอบใจนะ… คุณหุ่นยนต์”
เขาขยับตัวหามุมสบาย พิงหัวกับเบาะรองกระโดด แล้วหลับตาลงเกือบจะทันที
ผมนั่งมองเขาเงียบๆ ฟังเสียงลมหายใจที่เริ่มสม่ำเสมอของคนข้างๆ… ในวินาทีนั้น ผมยังไม่รู้หรอกว่า การ ‘ฟาวล์’ หยุดวิ่งเพื่อมานั่งเฝ้าใครบางคนในคืนนี้…
…จะเป็นจุดเริ่มต้นของการวิ่งมาราธอนที่ยาวนานและอันตรายที่สุดในชีวิตผม
และการแข่งขันครั้งนี้ เดิมพันด้วยหัวใจ… ไม่ใช่เหรียญทอง
บทที่ 2 : อาถรรพ์ลู่วิ่งที่ 4
แสงแดดอุ่นๆ ยามเช้าลอดผ่านผ้าม่านสีครีมเข้ามาแยงตาผม ปลุกให้ตื่นจากความฝันที่ยังค้างคา…
ในฝันนั้น ผมกำลังวิ่งอยู่บนลู่วิ่งที่ทอดยาวไม่มีที่สิ้นสุด แต่ปลายทางไม่ใช่เส้นชัย กลับเป็นแผ่นหลังกว้างของใครบางคนที่สวมเสื้อเชิ้ตตัวโคร่ง ผมพยายามวิ่งไล่ตามเท่าไหร่ ก็คว้าได้เพียงความว่างเปล่า
“ไอ้ดีน! ตื่นโว้ย! สายแล้วมึง!”
เสียงตะโกนโหวกเหวกพร้อมแรงเขย่าที่หัวไหล่กระชากผมกลับสู่โลกความจริง ผมลืมตาขึ้นมาเจอกับหน้าตี๋ๆ ที่ใส่แว่นตากรอบหนาเตอะยื่นเข้ามาใกล้จนแทบจะจูบกัน
‘แซม’ รูมเมทของผม และเป็นประธานชมรมคนรักเรื่องลี้ลับ (ที่มีสมาชิกอยู่แค่ 3 คนทั้งมหาลัย) กำลังทำหน้าตื่นตระหนกเหมือนเพิ่งเห็นมนุษย์ต่างดาวบุกโลก
“อะไรของมึงเนี่ยแซม วันนี้วันเสาร์ กูไม่มีเรียนเช้า” ผมบ่นงึมงำ พลิกตัวหนีแสงแดด
“ไม่ได้จะปลุกไปเรียน! แต่จะปลุกมาดูนี่!” แซมยัดหน้าจอมือถือกระแทกตาผม “มึงดูเพจ ‘Cute Boy มอเรา’ เดี๋ยวนี้นะ เมื่อคืนมีคนเห็น ‘เงาปริศนา’ ที่สนามวิ่งตอนห้าทุ่ม!”
ผมสะดุ้งเฮือก ความง่วงหายเป็นปลิดทิ้ง รีบแย่งมือถือมันมาดู
ในหน้าจอเป็นโพสต์ที่มีคนกดไลก์เป็นพัน หัวข้อกระทู้เขียนว่า: ⚠️ [กระทู้ดักผี] เมื่อคืนใครเดินผ่านสนามวิ่งตอนดึกบ้าง? เห็นมีคนนั่งอยู่ตรงเบาะกระโดดสูง แต่พอหันไปมองอีกที… หายไปแล้ว! หรือว่าตำนาน ‘พี่แทน’ จะกลับมา!? 😱
ใจผมเต้นตุ้บๆ… เมื่อคืนผมนั่งอยู่ตรงนั้นกับคิรินชัดๆ แต่ทำไมในโพสต์ถึงบอกว่าเห็นแค่ ‘คนเดียว’ แล้วหายไป? หรือว่าตอนที่ผมไปเข้าห้องน้ำ คิรินแอบหนีไป?
“มึง…” แซมทำเสียงกระซิบกระซาบ หน้าซีดเผือก “เมื่อคืนมึงไปซ้อมไม่ใช่เหรอ? มึงเจอ ‘อะไร’ บ้างเปล่าวะ?”
ผมกลืนน้ำลาย พยายามทำหน้าให้นิ่งที่สุด “เจออะไร ไร้สาระ กูวิ่งเสร็จก็กลับมานอน มึงดูหนังผีเยอะไปแล้ว”
“ไม่ได้เยอะเว้ย! นี่เรื่องจริง!” แซมกระโดดขึ้นมานั่งขัดสมาธิบนเตียงผมด้วยท่าทางจริงจังระดับวาระแห่งชาติ “มึงไม่รู้เหรอว่าทำไมเขาถึงห้ามใช้ ‘ลู่วิ่งที่ 4’ ตอนหลังเที่ยงคืน?”
ผมขมวดคิ้ว “ก็เพราะมันเป็นลู่วิ่งที่พื้นพังบ่อยสุดไม่ใช่เหรอ?”
“ถุ้ย! นั่นมันข้ออ้างอธิการบดี!” แซมตบเข่าฉาด “ความจริงคือ… เมื่อ 5 ปีก่อน มันเป็นลู่วิ่งประจำของแฟนพี่แทน!”
ชื่อ ‘พี่แทน’ ทำให้ผมชะงัก… ชื่อนี้อีกแล้ว
“เล่ามาให้จบ” ผมลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง แสร้งทำเป็นรำคาญ แต่หูผึ่งเต็มที่
แซมขยับแว่น เล่าด้วยน้ำเสียงเหมือนนักพากย์รายการคนอวดผี “พี่แทน… เป็นเดือนคณะสถาปัตย์รุ่น 5X หล่อมาก หล่อแบบวัวตายควายล้ม นิสัยดี เรียนเก่ง เพอร์เฟกต์จนคนหมั่นไส้ แต่พี่แกมีความลับ… แกแอบคบกับ ‘กัปตันชมรมกรีฑา’ ในตอนนั้น”
“…” ผมนั่งเงียบ รอฟังต่อ
“สมัยนั้นสังคมยังไม่เปิดกว้างเท่าตอนนี้ ทั้งคู่เลยต้องแอบนัดเจอกันที่สนามวิ่งตอนดึกๆ ตรงลู่วิ่งที่ 4 นั่นแหละ… จนกระทั่งคืนหนึ่ง ก่อนวันแข่งกีฬามหาลัย พี่แทนหายตัวไป”
“หายไปไหน?”
“ไม่มีใครรู้!” แซมทำตาโต “ข้าวของในห้องยังอยู่ครบ มือถือ กระเป๋าตังค์ อยู่ครบหมด แต่ตัวคนหายวับไปกับตาเหมือนระเหยกลายเป็นไอ! ตำรวจรื้อทั้งมหาลัยก็ไม่เจอศพ ไม่เจอร่องรอย… หลังจากนั้นกัปตันชมรมกรีฑาก็ลาออกจากการเป็นนักกีฬา หันมาเป็นสต๊าฟโค้ชเงียบๆ เก็บตัวไม่สุงสิงกับใคร”
ขนแขนผมลุกชันขึ้นมาดื้อๆ
“เขาว่ากันว่า…” แซมลดเสียงลงจนเกือบเป็นเสียงกระซิบ “อาถรรพ์ของเดือนคณะกับนักวิ่งคือของแสลง ถ้าคู่ไหนคิดจะรักกัน… จะต้องมีคนนึง หายไป เพื่อรักษาสมดุลของจักรวาล”
โป๊ก!
ผมเขกกะโหลกไอ้แซมไปหนึ่งทีแก้เครียด “เพ้อเจ้อ! สมดุลจักรวาลอะไรของมึง นี่มหาลัยนะไม่ใช่หนังมาร์เวล ไปอาบน้ำไป กูหิวข้าวแล้ว”
“โอ๊ย! ไอ้ดีน ไอ้คนไม่มีจินตนาการ! เดี๋ยวเถอะ มึงระวังตัวไว้ อย่าเผลอไปปิ๊งเดือนคณะเข้าล่ะ เดี๋ยวจะหาว่าพี่แซมไม่เตือน!”
แซมลูบหัวปอยๆ เดินบ่นงึมงำเข้าห้องน้ำไป
ผมถอนหายใจ ทิ้งตัวลงนอนมองเพดานห้องอีกครั้ง คำพูดของแซมวนเวียนอยู่ในหัว…
พี่แทน… เดือนคณะสถาปัตย์… หายตัวไป…
และคนรักของพี่แทน กลายมาเป็นโค้ช?
ภาพใบหน้าเคร่งขรึมของ ‘โค้ชวิน’ โค้ชประจำทีมวิ่งระยะสั้นของผมลอยเข้ามาในหัว โค้ชวินเป็นคนดุ เงียบขรึม และเกลียดความรักในวัยเรียนเข้าไส้ แกมักจะพูดย้ำเสมอว่า “โฟกัสที่เส้นชัย อย่าให้ใครมาดึงขาเราไว้”
ตอนแรกผมนึกว่าแกแค่เข้มงวดตามประสาโค้ช… แต่ถ้าเรื่องที่แซมเล่าเป็นเรื่องจริง…
เสียงเตือนข้อความจากมือถือดังขึ้นขัดจังหวะความคิด
ผมหยิบขึ้นมาดู เป็นข้อความจากเบอร์แปลกที่ไม่ได้บันทึกชื่อ
📩 09X-XXX-XXXX: (แนบรูปภาพ: รูปขวดน้ำเปล่ายี่ห้อมหาลัยที่ถูกวางทิ้งไว้ข้างเบาะกระโดดสูง) “ขอบคุณสำหรับน้ำเมื่อคืนนะ คุณหุ่นยนต์ วันนี้ซ้อมเสร็จกี่โมง?”
ผมจ้องหน้าจอตาค้าง หัวใจที่เพิ่งสงบไปกลับมาเต้นรัวแรงอีกครั้ง
ไม่ใช่ผี… คิรินมีตัวตนจริงๆ และที่สำคัญ… เขาเอาเบอร์ผมมาจากไหน!?
ผมรีบพิมพ์ตอบกลับไป นิ้วสั่นเล็กน้อย “คุณเอาเบอร์ผมมาจากไหน?”
ไม่ถึงสามวินาที ข้อความตอบกลับเด้งขึ้นมา
📩 09X-XXX-XXXX: “ความลับของเดือนมหาลัย 😉 เจอกันที่เดิม ห้าทุ่ม… อย่าลืมพกลูกชิ้นปิ้งมาด้วยนะ หิว”
ผมมองหน้าจอแล้วเผลอหลุดยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ความกลัวเรื่องตำนานพี่แทนเมื่อกี้จางหายไปชั่วขณะ ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกตื่นเต้นแปลกๆ
เอาวะ… จะอาถรรพ์หรือผีพี่แทน ก็คงต้องลองเสี่ยงดูสักตั้ง
อย่างน้อย… ผีคงไม่กินลูกชิ้นปิ้งหรอกมั้ง?

