HomeTagsโสนนท์น้อยเรือนงาม

Tag: โสนนท์น้อยเรือนงาม

spot_imgspot_img

โสนนท์น้อย บทที่ 22 โสนนท์หลงทางในเมือง

เย็นวันพฤหัส ฝนตั้งเค้า โสนนท์ออกจากศูนย์มูลนิธิช้า เพราะช่วยเด็กเก็บของ เขาตั้งใจจะกลับด้วย MRT ตามปกติ แต่วันนี้… สายที่เคยนั่งถูกเปลี่ยนเส้นทางชั่วคราว รถติด โทรศัพท์แบตหมด โสนนท์ไม่ได้ “หลงทาง” จริง แต่เขา “หายไป” จากระบบของทุกคน ...เหมือนคนที่เมืองใหญ่ไม่ได้ใส่ใจจะจำ ภณรออยู่ที่บ้าน พยายามโทรหลายครั้ง ไม่ติด ฝนตกลงมาหนักพอดี ใจเขาเริ่มตกหนักตาม พริมกลับเข้าบ้าน เห็นภณเดินวน แค่สบตาก็รู้ “หายไปนานแล้วเหรอ?” “ตั้งแต่บ่าย… ไม่มีแม้แต่ข้อความ” พริมไม่พูด หยิบกุญแจรถ แล้วพูดสั้น ๆ “ฉันจะไปหาเอง” พริมขับรถวนแถวสถานี MRT หลายแห่ง แวะถามพนักงาน ไล่ดูตามทางที่โสนนท์เคยบอกว่าไปทำงาน หนึ่งชั่วโมงผ่านไป เธอเริ่มหงุดหงิด เริ่มกลัวแบบไม่เคยกลัว …ทั้งที่เธอเคยคิดว่า “แค่คนนอกหมู่บ้าน” จะหนักแน่นแค่ไหนกันเชียว แล้วเธอก็เห็นเขา นั่งอยู่มุมหนึ่งหน้าร้านขนมปัง เสื้อนิด ๆ ไม่เปียกมาก แต่ตาดูเหนื่อย “โสนนท์!” พริมเรียกเสียงดัง เขาเงยหน้าขึ้น ยิ้มเจื่อน ๆ “ขอโทษครับ ผมโทรศัพท์แบตหมด แล้วก็… MRT เปลี่ยนทาง ผมเลยนั่งพักให้ฝนหยุดก่อน” พริมไม่ได้ตอบ แค่ยื่นถุงขนมปังให้ “กินซะ นายหน้าเหมือนจะเป็นลมอยู่แล้ว” ... บนรถกลับ ไม่มีเสียง มีแค่เพลงจากวิทยุเบา ๆ และพริมที่จู่...

โสนนท์น้อย บทที่ 21 เช้าหลังการยอมรับ

เช้าวันถัดมา แสงแดดลอดผ่านผ้าม่านสีเทาอ่อนในห้องนอนชั้นบน ภณตื่นก่อน เขานั่งอยู่ปลายเตียง มองคนที่ยังหลับตาพริ้มอยู่ข้างหมอน โสนนท์นอนนิ่ง ไม่เหมือนตอนอยู่ที่สโนน้อยที่เขาจะตื่นก่อนทุกคน ที่นี่… เขานอนหลับสบายได้ เพราะไม่มีอะไรให้ต้องระแวงอีกแล้ว ภณยิ้ม ยกมือไปเกลี่ยเส้นผมที่ปรกหน้าผากอีกฝ่ายอย่างเบาที่สุด ในห้องอาหาร แม่จัดข้าวต้มปลาใส่ถ้วย ไม่พูดอะไรเป็นพิเศษ แต่มีจานข้าวอีกใบเพิ่มบนโต๊ะโดยไม่ต้องมีใครบอก ภณเดินลงพร้อมโสนนท์ ไม่มีใครทัก ไม่มีใครถาม แต่แม่วางช้อนเพิ่มลงที่ข้างตัวโสนนท์ พร้อมกับพูดเพียงว่า “กินตอนร้อน ๆ จะอร่อยกว่า” … มันคือประโยคธรรมดา แต่สำหรับโสนนท์ มันเหมือนประตูที่ค่อย ๆ เปิดออกอีกนิด ระหว่างมื้อ ไม่มีใครพูดถึงเรื่องใหญ่ แค่ถามว่าเมื่อคืนฝนตกไหม ขิงในข้าวต้มอ่อนเกินไปไหม หมอนในห้องนอนแข็งไปหรือเปล่า และนั่น… คือ “คำต้อนรับ” แบบที่บ้านนี้แสดงออก หลังอาหาร แม่เก็บจานเงียบ ๆ พ่อยังอ่านหนังสือพิมพ์ ภณจูงมือโสนนท์ขึ้นไปบนดาดฟ้า ลมเช้ากรุงเทพฯ ยังไม่แรง มีต้นไม้ในกระถางเก่าที่แม่ยังรดน้ำอยู่เสมอ “เมื่อคืนพี่นอนไม่หลับ” ภณพูดเบา ๆ “เพราะเครียด?” “เปล่า… พี่นึกว่า นายจะไม่หลับด้วยซ้ำ” โสนนท์หัวเราะในลำคอ “ผมนอนหลับดีที่สุดตั้งแต่มาที่กรุงเทพฯ เลยครับ” “ทำไม?” “เพราะพี่อยู่ตรงนี้แล้วไงครับ” … ภณไม่ตอบ แค่เดินเข้าไปโอบอีกฝ่ายจากข้างหลัง ไม่มีคำพูด ไม่มีคำสัญญา แต่แสงแดดที่ตกลงบนหลังทั้งสองคน ...ดูเหมือนจะยืนยันว่าเช้านี้คือการเริ่มต้นใหม่จริง ๆ การยอมรับไม่ได้ต้องการคำพูดเสมอไป บางครั้ง… มันคือการใส่ช้อนเพิ่มอีกหนึ่งคันบนโต๊ะอาหาร บ่ายวันนั้น หลังจากแดดกลางวันคลายลง ประตูบ้านก็เปิดขึ้นพร้อมเสียงกระแทกเบา ๆ ของรองเท้าส้นเล็ก ๆ “โห... กลิ่นบ้านยังเหมือนเดิมเลยอะพี่” เสียงใสแต่ชัด ลอยมาจากหน้าประตู หญิงสาวในกางเกงผ้าเอวสูง เสื้อลินิน...

โสนนท์น้อย บทที่ 20 ก่อนเรือนจะถล่ม กับคนที่ยังยืนอยู่

ข่าวกระจายเหมือนไฟลามแห้ง “มีคำสั่งเร่งรื้อถอนพื้นที่แปลงเหนือ — ให้คืนสภาพใน 7 วัน” เอกสารแนบมาพร้อมสำเนาสิทธิ์ที่ดินซึ่งลงชื่อธันวาในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วม เหตุผลในหนังสือราชการ: เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการพัฒนาศูนย์เรียนรู้ตามสัญญาที่ลงนาม เสียงลุงเชิดดังทั่วตลาด “มันจะเรียนรู้อะไรนักหนา ต้องรื้อสวนขิงที่ยายอุ้มแกปลูกเหรอ!?” แม่ค้าตะโกนตอบ “แล้วที่ใคร ๆ หว่านไว้ ยังไม่ทันโตเลย!” ... ส่วนโสนนท์ ยืนนิ่งอยู่หน้าร้าน ถือกระดาษอยู่ในมือ แต่มือเปล่าอีกข้าง กำแน่น เย็นวันนั้น ประชุมชุมชนจัดฉุกเฉินที่ศาลาวัด ฝนตั้งเค้า แสงในศาลาปลิววับจากพัดลมตั้งพื้น ภณยืนข้างโสนนท์ มือข้างหนึ่งถือไมโครโฟน อีกข้าง… ไม่ปล่อยมือจากโสนนท์เลย “เราไม่สามารถหยุดคนมีกรรมสิทธิ์ แต่เราสามารถหยุดไม่ให้เขา ‘ใช้สิทธิ์’ แบบไม่ฟังใครได้” เสียงปรบมือดังขึ้นจากชาวบ้านบางส่วน ฝ้ายแจกเอกสารโต้แย้งสัญญา ยายแย้มนั่งเงียบ แต่ตาแข็งที่สุดในวง ธันวาเดินเข้ามาช้า ๆ เสื้อเชิ้ตพับแขน สีหน้าเรียบ แต่เย็นเหมือนฝนที่เริ่มลงเม็ด “ผมเข้าใจว่า... ทุกคนรู้สึกอย่างไร” เขาพูดเสียงนุ่ม “แต่ในโลกของกฎหมาย ความรู้สึกไม่ใช่สิ่งที่ตัดสินได้” “และในโลกของความรับผิดชอบ... ผมขอเลือก ‘สิ่งที่หมู่บ้านนี้ต้องการในระยะยาว’ มากกว่าความผูกพันระยะสั้นที่ไม่มีแผน” ... ภณสบตาเขา ไม่มีคำเถียง มีแต่ประโยคเดียว “แล้วสิ่งที่นายต้องการจริง ๆ ล่ะ… คือเรือนงามของหมู่บ้านนี้ ...หรือคนที่อาศัยอยู่ในเรือนนั้นกันแน่” เงียบ ทั้งศาลา มีเพียงเสียงฝนที่เริ่มดังขึ้นข้างนอก ...และเสียงใจใครบางคนที่เริ่มแน่ใจ โสนนท์ก้าวออกมา พูดด้วยเสียงชัดที่สุดที่เขาเคยพูด “ผมไม่รู้เรื่องสิทธิ์ ไม่เข้าใจกฎหมาย แต่ผมรู้ว่า...

โสนนท์น้อย บทที่ 19 เสียงแรกจากใจโสนนท์

ตอนเย็นวันนั้น หลังรถขุดถอยออกจากพื้นที่ ฝนตกลงเบา ๆ ราวกับไม่กล้ารบกวน โสนนท์เดินมาช้า ๆ ที่แปลงผักบ้านดิน ที่เดิมที่เขาเคยคิดว่าเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” ของเขากับใครอีกคน ธันวากำลังจัดกระถาง เห็นอีกฝ่ายมา ก็ยิ้มรับเหมือนเดิม “มาเร็วกว่าที่คิดนะครับ” “ผมตั้งใจมา” คำตอบนั้นทำให้ธันวาหยุดมือ เงยหน้ามองอีกฝ่าย แววตาเขายังนิ่ง ...แต่ครั้งนี้ มีบางอย่างเปลี่ยนไปในท่าทีของโสนนท์ “พี่เคยพูดว่าไม่อยากทำให้หมู่บ้านนี้เปลี่ยนไปใช่ไหมครับ” “ครับ” ธันวาตอบ “แล้วที่พี่ทำ... มันคืออะไรครับ?” ... ธันวาชะงักไปเสี้ยววินาที ก่อนจะยิ้มบาง ๆ “มันคือ ‘การเปลี่ยนที่ดี’ ไงครับ เราแค่ปรับพื้นที่ให้ชาวบ้านเข้าถึงเทคโนโลยี ไม่ใช่เอาไปขายให้ใคร” “แต่พี่ก็ไม่ได้บอกพวกเขา” โสนนท์พูดช้า น้ำเสียงราบ แต่แน่น “ไม่ได้บอกแม้แต่ผม ทั้งที่พี่บอกว่าอยากอยู่ข้างผม…” เงียบ ฝนยังตกเบา น้ำฝนไหลจากขอบหลังคาลงกระถางพลาสติกทีละหยด ธันวาก้าวเข้ามาใกล้ สายตายังคงอบอุ่น แต่โสนนท์ไม่ถอย “ผมรู้ว่าพี่มีเหตุผลของพี่” เขาพูดเบา “แต่เหตุผลที่พูดทีหลัง... มันฟังไม่เหมือน ‘ความจริง’ แล้วครับ” ธันวาไม่ได้ตอบ แต่สีหน้าเริ่มแน่นขึ้น “พี่เคยรู้ไหมครับ… ว่าผมกลัวคนดีมากที่สุด” “เพราะคนดี... ถ้าเขาตั้งใจจะทำอะไร เขาจะทำจนถึงที่สุด ...แม้บางทีมันจะทำให้คนอื่นพังไปด้วยก็ตาม” ธันวายิ้มอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่มีความละมุน “ผมนึกว่าคุณจะเข้าใจผมมากกว่านี้” “ถ้าเข้าใจคือปล่อยให้พี่ทำอะไรก็ได้... ผมคงไม่ใช่โสนนท์หรอกครับ” โสนนท์หันหลังกลับ ไม่ได้พูดอะไรอีก แต่ทิ้งคำถามหนึ่งไว้กลางอากาศชื้น “ถ้าวันหนึ่งพี่ต้องเลือกระหว่างผม กับสิ่งที่พี่วางแผนไว้ตั้งแต่ต้น… พี่จะเลือกอะไรครับ?” ... และเขาไม่รอคำตอบ เพราะบางคำตอบ — แค่...

โสนนท์น้อย บทที่ 18 เส้นแบ่งระหว่างคนที่ดีกับคนที่จริง

วันต่อมา แปลงผักหลังบ้านดินยังคงมีกลิ่นสมุนไพรสด ธันวายืนอยู่คนเดียว มือกอดอก มองต้นกระเพราเตี้ย ๆ ที่เขาเพิ่งลงเมื่อวานด้วยสีหน้าเรียบสนิท เหมือนกำลังนับถอยหลังอะไรบางอย่าง ฝ้ายเดินผ่านมา ทักทายเขาแบบคนคุ้นหน้า “เห็นพี่โสนออกไปกับพี่ภณตั้งแต่เช้าเลยค่ะ” เธอยิ้มบาง ๆ ขณะรดน้ำต้นอัญชัน ธันวาไม่ได้แสดงสีหน้า แค่พยักหน้า “เหรอครับ ดีจังเลย” ... แต่ดวงตาเขานิ่ง และมือที่กอดอก เริ่มบีบแน่นขึ้นนิดหนึ่ง สายวันนั้น โสนนท์กับภณช่วยกันจัดบูธกิจกรรมปลายสัปดาห์ ไม่มีคำสารภาพ ไม่มีอะไรหวาน แค่การยืนข้างกันแบบไม่ต้องอธิบายอีกต่อไป ภณพูดบ้าง ฟังบ้าง หัวเราะเล็ก ๆ และไม่หายไปจากข้างเขาอีกเลย ช่วงบ่าย ธันวาปรากฏตัวขึ้นที่วัด ยกถุงของขวัญมาส่งให้ผู้ใหญ่บ้าน แจกเมล็ดพันธุ์ แจกสมุด แจกเอกสารพัฒนา “ผมอยากช่วยอะไรได้มากกว่านี้ ...แต่บางอย่างต้องอาศัยใจคนในพื้นที่ด้วยครับ” เขาหันไปยิ้มให้โสนนท์ที่ยืนข้างภณ “บางที... คนที่อยู่ตรงนี้มานาน อาจไม่เห็นว่าตัวเองสำคัญแค่ไหน” ภณหันขวับ แต่ธันวายังคงยิ้ม พูดเหมือนคนกลางน้ำใจดี แต่ทุกคำพูด ตั้งใจแทงใส่คนที่ยืนข้างโสนนท์เต็มๆ เย็นวันนั้น ธันวาเดินมาหาภณขณะอีกฝ่ายยืนล้างไม้พาเลตอยู่หลังเวที “พี่ภณ…” เสียงเขานุ่ม เหมือนจะเปิดใจ “ผมไม่รู้ว่าอะไรคือเรื่องระหว่างพี่กับโสน แต่ผมแค่สงสัย...” “ถ้าเขาไม่เจอผม ...พี่ยังจะพูดออกมาบ้างไหม?” ภณหยุดมือ มองเขานิ่ง “นายไม่ต้องสงสัยหรอก เพราะไม่ว่าเขาจะเจอใคร… ฉันก็ยังจะพูดอยู่ดี ...เพราะตอนนี้ ฉันไม่ใช่คนเดิมที่เคยเงียบอีกแล้ว” ธันวายิ้มบาง ๆ แต่ตาไม่ยิ้มเลย “งั้นไว้เราค่อยดูกันนะครับ ว่าใคร ‘อยู่’ ได้นานกว่ากัน” คนดี… ไม่ได้แปลว่าจะจริง และบางที คนที่เงียบ… ก็อาจเป็นคนเดียวที่กล้ารักจนยอมพูดหมดหัวใจ บ่ายวันพุธ เสียงรถแบ็กโฮวิ่งผ่านหมู่บ้าน คนเฒ่าคนแก่เงยมอง เด็กๆ หยุดวิ่งเล่น “เค้ามาทำอะไรเหรอ?” “ใครอนุญาตให้เข้า?” คำถามลอยอยู่กลางแดด คำตอบมาถึงเย็นนั้น...

โสนนท์น้อย ฉากพิเศษ – เสียงในหัวของภณ

ผมนั่งอยู่ที่ระเบียง ฝนเพิ่งหยุด แต่กลิ่นดินเปียกมันยังชัด เหมือนกับใจที่ยังไม่แห้ง ผมกำโทรศัพท์ไว้แน่น อยากพิมพ์ อยากโทร อยากเดินไปหาเขาแล้วพูดทุกอย่างให้จบ แต่ผมก็แค่… ไม่ทำ ผมรู้ว่ามันน่าหงุดหงิด ไม่ใช่แค่กับเขา — กับคนอ่านเรื่องของเราด้วย แต่เชื่อเถอะครับ มันไม่ได้เพราะผม “ไม่มีอะไรจะพูด” ตรงกันข้ามเลย ผมมี “คำ” เต็มหัวไปหมด คำว่า “ขอโทษ” คำว่า “ฉันไม่ได้อยากหลบ” คำว่า “ฉันกลัวจะไม่พอสำหรับนาย” แล้วก็... คำที่กลัวที่สุด “ฉันรักนายนะ — แต่กลัวว่านายจะไม่รักฉันแล้ว” ผมเคยพูดคำที่สำคัญในชีวิตออกไป... แล้วถูกคนฟังมองผ่าน เคยยื่นหัวใจให้ แล้วโดนพูดกลับมาว่า “มึงอ่อนไปนะ” และผมเคยพยายามอธิบาย “ความจริง” ให้คนในครอบครัวฟัง แต่พ่อกลับตอบว่า “จริงไปก็ไม่ได้แปลว่าจะรอด” ผมเลยเรียนรู้ที่จะเงียบ เรียนรู้ว่าโลกนี้ให้รางวัลกับคนที่พูดน้อยแล้วทำได้ ไม่ใช่คนที่รู้สึกเยอะแล้วพูดทุกอย่างออกมา … แต่ผมลืมไปว่า ความรัก ไม่ใช่สนามธุรกิจ ตอนนี้ผมกลัว กลัวว่าถ้าพูดออกไปแล้ว คนที่ผมรัก... อาจหันกลับมาแล้วบอกว่า “ช้าไปแล้วพี่” มันเลยง่ายกว่าที่จะเงียบ ง่ายกว่าที่จะยืนอยู่ห่าง ๆ …แม้มันจะทรมานก็ตาม แต่คืนนี้...

โสนนท์น้อย บทที่ 17 ปากที่ไม่พูดกับคนที่พูดแทนจนหมดทุกบท

งานวันปลอดสารเคมีจัดขึ้นหน้าวัดในเช้าวันอาทิตย์ เป็นกิจกรรมเล็ก ๆ ที่รวมคนจากชุมชนต่างหมู่บ้านมาแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ มีเวทีเล็ก ๆ มีซุ้มอาหารพื้นบ้าน มีคนหัวเราะ… ยกเว้นภณ เขายืนอยู่มุมหนึ่ง ในมือยังถือช่อดอกผักชีที่ตั้งใจจะเอามาให้โสนนท์ แต่พอเห็นอีกฝ่ายยืนอยู่หน้าเวทีกับธันวา — ช่วยกันสาธิตการทำยาดมสมุนไพรด้วยรอยยิ้มตรงกัน เขาก็ลดมือลง แล้วก้มหน้าลงเล็กน้อย ช่อดอกผักชีก็เหี่ยวเฉาเหมือนใจของเขา “โสนครับ เดี๋ยวพอหมดรอบนี้... เราไปแปลงหอมแดงกันไหมครับ” ธันวาพูดเสียงเบา ขณะถ่ายรูปกับเด็ก ๆ ที่เวที “อยากให้ช่วยดูว่าจะปรับพื้นที่ตรงนั้นยังไงให้เหมาะกับงานหน้า” โสนนท์หันมาพยักหน้า “ครับ... ถ้าไม่ลำบากพี่เกินไป” “ไม่มีคำว่า ‘ลำบาก’ ถ้าได้ทำเพื่อนายหรอกครับ” ภณได้ยินทุกคำ แต่พูดอะไรไม่ได้สักคำ กลางวันนั้น ฝ้ายเดินมาหาเขาตอนที่คนซาลง ยื่นขวดน้ำให้ แล้วพูดเสียงเรียบ “ถ้าพี่ยังอยากอยู่ตรงนี้… ก็พูดอะไรสักอย่างเถอะค่ะ” ภณมองหน้าเธอ นิ่ง เหมือนอยากตอบ แต่ไม่รู้จะเริ่มจากคำไหน ฝ้ายถอนหายใจ “เพราะตอนนี้ คนที่พูดแทนพี่ไปหมดแล้ว… คือคนที่ไม่สมควรอยู่ตรงนี้เลยด้วยซ้ำ” เย็นวันนั้น โสนนท์กลับมานั่งหน้าเรือนเงียบ ๆ สายตาเหม่อมองลานบ้าน ยังมีภาพธันวาเดินข้างกันในหัว… และเสียงหัวใจบางอย่างที่ถามเขาเบา ๆ “เราแค่อึดอัดที่ถูกทิ้งไว้เงียบ ๆ......

Subscribe

- Never miss a story with notifications

- Gain full access to our premium content

- Browse free from up to 5 devices at once

Must read

spot_img