HomeChapterโสนนท์น้อย บทที่ 4 - ผู้ชายที่วิ่งหนีเงาตัวเอง

โสนนท์น้อย บทที่ 4 – ผู้ชายที่วิ่งหนีเงาตัวเอง

แม้จะอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ หลายร้อยกิโลเมตร แต่เสียงจากอดีตก็ยังวิ่งตามภณมาไม่ห่าง เขาหลับตาลงในห้องไม้เล็กๆ ของโฮมสเตย์กลางดอย แต่ยังได้ยินเสียงโทรศัพท์ของแม่ดังขึ้นทุกค่ำ
เห็นข้อความจากผู้ช่วยพ่อที่ส่งมาเป็นรอบ ว่า “คุณเสถียรเรียกเข้าประชุมเมื่อกลับมาแล้ว” ภณนั่งอยู่ที่ปลายเตียง มือถือวางคว่ำอยู่ข้างหมอน กลิ่นไม้เก่าและเสียงจิ้งหรีดกล่อมเขาให้ไม่อยากคิดอะไร แต่ความคิดมันไม่เคยฟังเขา

เมื่อเดือนก่อน
 ที่ห้องอาหารส่วนตัวในบ้านหรูย่านสุขุมวิท
 เสียงส้อมกระทบจานเงียบกริบ ขณะที่บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเย็นของครอบครัวทัศน์เรืองฤทธิ์นั้นเย็นพอจะฟรีซหัวใจได้
“ภณ”
 เสียงพ่อดังขึ้น ขณะยังไม่ละสายตาจากจอแท็บเล็ตในมือ
 “โครงการที่เชียงใหม่เริ่มจัดแผนได้แล้ว ฝากไว้ที่คุณปภพ แล้วต่อไปนายจะลงใต้”
ภณยังไม่ทันตอบ แม่ก็วางช้อนเบาๆ แล้วพูดขึ้น “ให้ภณได้พักบ้างก็ได้ค่ะ เขาเพิ่งกลับมา ยังไม่ทันหายเหนื่อยเลย”
“จะเหนื่อยอะไร?” พ่อพูดนิ่งๆ “พ่อเหนื่อยกว่านี้เป็นสิบเท่าตอนอายุเท่านี้ แล้วก็ไม่เคยบ่น”
ภณนิ่ง
 ไม่กล้าตอบโต้ แต่ในใจเดือดปุด ๆ
 เขาไม่ได้อยากเถียงพ่อ แต่เขาก็ไม่ใช่พ่อ
เขาไม่ได้อยากจะต่อยอดอะไรที่ยิ่งใหญ่
 แค่อยากใช้ชีวิตของตัวเองในแบบที่ไม่ต้องใส่สูท ไม่ต้องยิ้มตามสคริปต์ และไม่ต้องโกหกทุกครั้งที่พูดว่า “ผมพร้อมสืบทอดกิจการครับ”

“พ่อยังไม่รู้ใช่ไหม?” ภณเคยถามแม่เบา ๆ ในครัววันหนึ่ง หลังจากมื้อเย็นจบลงอย่างแสนอึดอัด
แม่ไม่ตอบในทันที
 เธอแค่ลูบหลังมือลูกชาย ก่อนจะพูดเบา ๆ ว่า
 “พ่อคงยังไม่พร้อมจะฟังในแบบที่ลูกอยากพูด”
ภณพยักหน้า แม้ในใจจะแอบอยากให้แม่พูดว่า “เดี๋ยวแม่จะบอกให้”
 แต่เขาก็รู้ดีว่า มันไม่ยุติธรรมเลย ที่จะให้แม่ต้องเป็นเกราะกำบังให้อีกครั้ง

เขาคิดถึงบทสนทนาเหล่านั้น ขณะที่มองมือของตัวเองวางอยู่บนตัก
 มือคู่นี้เคยถูกดึงไปเรียนบิสสิเนสตั้งแต่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชอบอะไร
 ถูกบังคับให้แต่งตัวเรียบร้อย
 และถูกกำหนดให้นั่งในตำแหน่งทายาท
แต่ในความเงียบของป่าที่นี่ เขาเริ่มได้ยินเสียงของตัวเอง
 …เสียงที่เคยเงียบไปนานมากแล้ว

ภณเดินออกจากโฮมสเตย์ในเสื้อยืดธรรมดากับกางเกงลำลอง
 เขาไม่ได้เอาโน้ตบุ๊กไป
 ไม่ได้เช็กอีเมล
 ไม่ได้พกนาฬิกาแพง
มีแค่มือเปล่า
 กับความรู้สึกบางอย่างที่กำลังผลิบานขึ้นทีละน้อยในอก
และวันนี้…
 โสนนท์ชวนเขาไปตลาด

บางครั้งความรักไม่ได้เริ่มจากแผนการ หรือโชคชะตา
มันเริ่มจากความกล้า — กล้าพอจะเดินออกจากที่เดิม กล้าพอจะยิ้มกับใครคนหนึ่งที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
ตลาดเย็นของสโนน้อยไม่ใหญ่มาก
 ตั้งเรียงรายใต้เพิงไม้ไผ่กลางลานวัด
 มีโต๊ะไม้เตี้ย ๆ ปูผ้าใบวางของขาย ส่วนมากเป็นของคนในหมู่บ้านเอง
ถ้ามองจากที่สูง มันอาจดูเหมือนชุมนุมเล็ก ๆ ของความอบอุ่น
 มีทั้งขนมไทยสีสันสดใส ห่อใบตองเรียบร้อย
 มีไก่ย่างหอมฉุยจนแม้แต่หมาข้างวัดยังยืนรอคิว
 มีเสียงเด็ก ๆ วิ่งเล่น เสียงยายขายกล้วยทอดเรียกลูกค้า
 และแน่นอน… กลิ่นน้ำปลาหวานที่รุนแรงพอจะหยุดคนเดินได้

ภณเดินตามหลังโสนนท์อย่างเงียบ ๆ
 เขาไม่ค่อยได้เดินตลาดแบบนี้บ่อยนัก — ชีวิตเขาคุ้นชินแต่กับห้างหรูหรือซูเปอร์มาร์เก็ตเย็นเฉียบ
แต่เขาก็แอบรู้สึกสบายอย่างบอกไม่ถูก
 เหมือนเดินผ่านบทสนทนาของคนแปลกหน้าที่ไม่ได้ต้องรู้จักกัน แต่อยู่ร่วมกันได้แบบไม่ต้องแสดงอะไรเลย
“นี่ไง ไก่ย่างเจ้าดังที่บอก” โสนนท์ชี้ไปยังแผงที่ควันโขมงโชยกลิ่นกระเทียมพริกไทยออกมา
 “ต้องกินคู่กับข้าวเหนียวร้านป้าเหรียญข้าง ๆ กันเลยนะ ไม่งั้นไม่สุด”
“โอเค…” ภณพยักหน้า ยิ้มบาง ๆ “นายเป็นไกด์ประจำดอยเหรอ?”
“แน่นอนครับ”
 โสนนท์ยืดอกภูมิใจ “อัตราค่าบริการคือ ข้าวเหนียว 1 ห่อ กับไก่ติดหนัง 1 ชิ้น”
ภณหัวเราะ “ต่อได้ไหม?”
“ไม่ได้ครับ คนนี้ค่าตัวแพง!”

ขณะกำลังต่อคิวอยู่หน้าร้านไก่ย่าง เสียงจากข้างหลังก็ดังขึ้น
“อุ๊ยตายล้าว~ เด็กดอยของฉันมีหนุ่มกรุงมาด้วย!!”
ภณหันไป เห็นหญิงสาวตัวเล็กผิวขาวจัด สวมหมวกถักสีชมพูสดใส กำลังยืนจ้องโสนนท์ด้วยแววตาวิ้งๆ
“ฝ้าย…” โสนนท์ลากเสียงยาว “อย่าทำหน้าแบบนั้น พี่เขาแค่เดินตลาดด้วยกันเฉย ๆ”
“เฉย ๆ เหรอ? แล้วทำไมแกยิ้มเหมือนเพิ่งได้โปรคืนเงินค่ากาแฟเดือนก่อน?”
 ฝ้ายหรี่ตามองภณ แล้วหัวเราะ “สวัสดีค่า หนูชื่อฝ้าย เป็นเพื่อนสนิทของโสนนท์ค่ะ ถ้าพี่ทำเพื่อนหนูเสียใจ หนูจะเอากาแฟร้อนราดใส่ขาพี่!”
“โหดมากครับคุณฝ้าย…” ภณหัวเราะอย่างจริงใจ “แต่เข้าใจได้”
“ดีค่ะ! เข้าใจก็ดี เดี๋ยวหนูจะไปบอกยายแย้มให้ด้วยว่าเด็กบ้านนี้กำลังมีหนุ่มตาม!”
“ฝ้าย!!” โสนนท์หน้าแดงเป็นมะเขือเทศย่าง

หลังจากซื้อข้าวเหนียวกับไก่ย่างเสร็จ ทั้งสองนั่งกินกันใต้ต้นจามจุรีริมวัด
 เสียงแมลงกลางคืนเริ่มดังขึ้นแทนเสียงคน
 และลมเย็นปลายวันพัดผ่านเบา ๆ จนใครบางคนเผลอพิงต้นไม้อย่างสบายใจ
“รู้ไหม…”
 ภณพูดขณะมองพระอาทิตย์คล้อยหลังเขา “ฉันไม่คิดว่าตัวเองจะมานั่งแบบนี้ได้นะ”
“แบบนี้คือแบบไหน?”
“กินข้าวเหนียวใต้ต้นไม้ กับคนที่เพิ่งรู้จัก”
โสนนท์ยิ้ม
 “มันก็ไม่แย่ใช่ไหมล่ะ?”
ภณส่ายหน้าเบา ๆ
 “มันดี… แบบที่ฉันไม่เคยรู้ว่ามีอยู่จริง”

บางความรู้สึกไม่จำเป็นต้องเข้าใจในทันที
 แค่รู้ว่า… ใจเรายิ้มได้เมื่ออยู่กับใครบางคน เท่านั้นก็พอแล้ว

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments