HomeChapterโสนนท์น้อย บทที่ 6 ลมหวนของนิทานเก่า

โสนนท์น้อย บทที่ 6 ลมหวนของนิทานเก่า

เสียงกลองยาวดังขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังสีฟ้าซีด
 เช้าวันงานบุญกลางหมู่บ้านมาถึงพร้อมกับกลิ่นข้าวหลามที่ต้มกันมาตั้งแต่ตีสี่
 ชาวบ้านใส่ผ้าขาวม้าพาดบ่า บ้างแบกเสื่อ บ้างถือข้าวของมาทำบุญกันที่วัดเล็ก ๆ บนเชิงดอย
ภณมองภาพตรงหน้าอย่างอึ้งๆ
 “รู้สึกเหมือนหลุดเข้าฉากหนังย้อนยุคเลยแฮะ”
“นี่แหละสโนน้อย”
 โสนนท์ยิ้ม ขณะช่วยยายแย้มแบกขันโตกขึ้นวางบนโต๊ะ
 “บ้านเราถึงเล็ก แต่ก็เรือนงามนะ”
ภณหันไปมองเขา
 ไม่รู้ทำไมประโยคธรรมดานั้น กลับทิ้งอะไรบางอย่างไว้ในใจ

💬 ขณะช่วยกันเตรียมงาน
“เอ็งชื่ออะไรนะ… ภณใช่ไหม?”
 เสียงลุงเชิด เจ้าของร้านชำประจำหมู่บ้านถามขึ้น
“ครับลุง” ภณยิ้ม “พอดีผมมาช่วยคุณยายแย้มกับนนท์ครับ”
ลุงเชิดหรี่ตา แล้วพึมพำเบา ๆ กับชาวบ้านข้างๆ
 “เหมือนกุลาเลยว่ะ… หนุ่มจากเมืองกรุงมาเดินกลางดิน เงียบ ๆ แต่ตามองนางเอกชัดแจ๋ว”
“กุลา?” ภณทวนคำ
“อ้าว นนท์ไม่เคยเล่านิทานกุลาให้ฟังเหรอ?”
 ยายแย้มเดินเข้ามาได้จังหวะพอดี “ตายจริง… เดี๋ยวคืนนี้ยายเล่าให้ฟัง”

🌙 ค่ำคืนรอบกองไฟ – นิทานกลางงานบุญ
ภายใต้แสงโคมไฟที่แขวนตามต้นไม้รอบลานวัด
 หลังพิธีจบ เด็ก ๆ นั่งล้อมวงฟังยายแย้มเล่านิทานเก่า
 แม้จะฟังกันมาหลายสิบรอบแล้ว แต่ทุกครั้งก็ยังเหมือนใหม่
“กุลา… เป็นชายหนุ่มจากเมืองไกล รูปงามนัก พ่อแม่ร่ำรวยนัก…”
 ยายพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มเป็นจังหวะ
 “แต่หัวใจของเขาไม่เคยอยู่ในวัง หรืออยู่ในตึกสูงเลย เขาหนีมาเที่ยวในชนบท หาเงียบสงบ หาใจตัวเอง…”
“แล้วเขาเจอไหมยาย?” เด็กหญิงตัวเล็กถามขึ้น
“เจอสิลูก เขาเจอหญิงสาวที่อยู่บ้านปลายนา ขยัน อ่อนโยน ไม่ได้สวมเพชรพลอย แต่ใส่ใจทุกต้นไม้ริมรั้ว”
 ยายแย้มยิ้ม
 “เขาตกหลุมรักเธอ เพราะบ้านของเธอไม่หรู แต่เต็มไปด้วยความหมาย”
ภณนั่งฟังเงียบ ๆ อยู่หลังวง
 โสนนท์นั่งข้าง ๆ และหันมายิ้มเล็ก ๆ
“บางคนว่า… นิทานนี้เป็นแค่เรื่องแต่ง” โสนนท์พูดเบา ๆ
 “แต่ยายเชื่อว่า กุลาเคยมีจริง และความรักแบบนั้น… ก็ยังเกิดขึ้นได้เสมอ”
ภณเงยหน้าขึ้นมองไฟที่สั่นไหวตามลม
 เขาไม่พูดอะไร แต่สายตาที่มองโสนนท์เหมือนกำลังตอบอะไรบางอย่างในใจเขาแล้ว

ในโลกของนิทาน… ชายผู้สูงศักดิ์เจอหญิงเรียบง่าย แล้วตกหลุมรัก
ในโลกจริง… ชายจากเมืองกรุงพบชายชาวดอย ที่หัวใจงามพอจะทำให้เขาอยากหยุดวิ่ง

เงาที่แผ่ลงมาจากเมืองกรุง
.
หลังจากงานบุญกลางหมู่บ้านผ่านไปเพียงสองวัน
 เสียงรถยนต์สี่ประตูสีเทาเข้มก็แล่นขึ้นมาถึงหน้าศาลาประชาคมของหมู่บ้านสโนน้อย
ป้ายทะเบียนกรุงเทพฯ
 ชายสองคนลงจากรถ
 คนหนึ่งใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาว กางเกงสแล็ก รองเท้าหนัง
 อีกคนถือแฟ้มเอกสารปึกใหญ่ และเดินสำรวจรอบบริเวณแบบมืออาชีพ
“เอ่อ… ขอโทษครับ ไม่ทราบผู้ใหญ่บ้านอยู่ไหมครับ?”
 ชายที่ดูมีอายุหน่อยพูดเสียงนุ่ม แต่สายตาควานหาจุดที่เหมาะเจาะจะปลูกอะไรบางอย่าง

📍 เย็นวันเดียวกัน – หลังบ้านโสนนท์
“มีรถคนจากกรุงเทพฯ มาหาเจ้าใหญ่แหน่ละลูก”
 ยายแย้มพูดพลางสางผักกาดดองในถัง “แต่งตัวแบบบ่เคยเห็นดิน เห็นฝน… มาสำรวจฮอดใต้ถุนวัด”
โสนนท์นิ่ง
 มือที่กำลังปอกกล้วยบวชชีชะงักเล็กน้อย
 เขาเงยหน้าขึ้น “สำรวจอะไรเหรอยาย?”
“ยายก็ไม่ฮู้แน่… แต่ได้ยินว่าเขาจะสร้างอะไรสักอย่างแถวนี่”
“สร้าง?” โสนนท์ขมวดคิ้ว
“บางคนว่าเป็นรีสอร์ต บางคนก็ว่าคอนโด”
 ยายถอนหายใจ “คนเฒ่าคนแก่ก็เริ่มกลัว ว่าจะมีใครมาเวนคืนดินไปจากเฮา”

ฉากตัด – ฝั่งภณ
ในห้องไม้เงียบ ๆ ภณนั่งอยู่คนเดียวกับโน้ตบุ๊กที่เพิ่งเปิดเป็นครั้งแรกในรอบสัปดาห์
 หน้าจอแสดงอีเมลที่มีหัวเรื่องว่า:
“UPDATE: สโนน้อย – สำรวจพื้นที่รอบวัดและริมลำธาร เตรียมเคลียร์ขั้นตอนเวนคืนล็อตแรก”
 จาก: ฝ่ายพัฒนาโครงการ / เสถียร กรุ๊ป
ภณกัดริมฝีปาก
 เขารู้ดีว่า “สโนน้อย” ที่ถูกพูดถึงในเอกสารนี้
 คือหมู่บ้านที่มีโสนนท์อยู่
 คือบ้านที่เขาเพิ่งรู้สึกว่าอยากกลับมาทุกวัน
 และคือที่ที่… เขากำลังตกหลุมรักโดยไม่รู้ตัว

คืนนั้น – ใต้ต้นกระโดน
โสนนท์กับภณนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ที่เดิม
 ไม่มีบทสนทนาอะไรมาก
 มีเพียงลมพัดเบา ๆ กับแสงดาวที่ส่องรำไรเหนือยอดไผ่
“พี่…” โสนนท์พูดเบา ๆ
 “ถ้าอยู่ดี ๆ มีคนจะมาทุบบ้านพี่ แล้วสร้างอะไรใหม่แทน… พี่จะทำยังไง?”
ภณนิ่งไปครู่หนึ่ง
 รู้สึกเหมือนคำถามนั้นคือหมัดตรงที่เขาหลบไม่ทัน
“ไม่รู้สิ…”
 เขาพูดช้า ๆ “แต่ถ้าเป็นบ้านที่ทำให้เรารู้สึกเป็นตัวเอง… ฉันคงสู้จนสุดทาง”
โสนนท์หันไปมองเขา
 ดวงตานั้นมีบางอย่างที่ไม่ได้ถามออกมา
 …แต่ภณรู้ดีว่า เขาจะไม่มีทางหลบมันได้นานนัก

“บ้าน” ไม่ได้แค่สร้างด้วยไม้กับตะปู
แต่มันสร้างจากความทรงจำ ความรัก และคนที่เราอยากกลับมาหาในทุกวัน
คืนนั้น ดวงจันทร์เต็มดวง
 แสงเงินสาดผ่านหน้าต่างไม้ ลอดผ่านมุ้งขาวที่ห้อยอยู่ปลายเตียง
 โสนนท์นั่งอยู่ที่ระเบียงบ้าน มือถือกระติกน้ำชาร้อน ๆ ไว้แน่นในมือ
เขาคิดอะไรไม่ออก แต่รู้แค่ว่าในใจมัน… อุ่นแปลก ๆ
 ทั้งที่ไม่มีไฟ
 ไม่มีผ้าห่ม
มีแต่ความคิดถึงที่เขาไม่เคยรู้จะเรียกมันว่าอะไร

เสียงรองเท้าแตะเดินเบา ๆ ดังขึ้นที่บันไดบ้าน
 “ขอโทษนะ… ไฟในห้องพี่ดับน่ะ”
 ภณยืนอยู่หน้าประตู ระบายยิ้มอ่อน ๆ พร้อมถือผ้าห่มพับบาง ๆ ไว้ในมือ
โสนนท์หัวเราะเบา ๆ “นึกว่าจะมาอ้อนขอชานะครับ”
“ก็แอบคิดอยู่” ภณนั่งลงข้าง ๆ แล้วรับถ้วยชาอีกใบจากมือโสนนท์
 “แต่ตอนนี้แค่อยากนั่งเฉย ๆ ตรงนี้… ถ้าไม่ว่าอะไร”
“ไม่ว่าอะไรหรอกพี่”
 โสนนท์มองออกไปในความมืด
 “ตรงนี้ก็เป็นของพี่เหมือนกันแล้ว…”
คำพูดนั้นเบาเกินจะกลายเป็นประโยค
 แต่มากพอให้ภณหันมามองเขา
 สายตาของคนที่ไม่ได้ขออะไร
 …แต่ก็พร้อมจะให้ทุกอย่าง
“โสนนท์” ภณเรียกชื่อเขาเบา ๆ
“ครับ?”
“นายเชื่อไหม ว่าแค่เราอยู่กับใครสักคน แล้วรู้สึกไม่ต้องแสดงอะไรเลย… นั่นแหละคือความสุขแบบแท้จริง”
โสนนท์ไม่ตอบในทันที
 เขาแค่ยิ้ม
 แล้วพิงหัวลงกับไหล่ของภณเบา ๆ
 ไม่ได้พูด
 ไม่ได้ขออนุญาต
 ไม่ได้เขิน
 …เพียงแค่รู้ว่า ทำแบบนี้แล้วสบายใจ
ภณไม่ขยับ
 เขาแค่เงียบ
 แล้วก้มหน้าลงมองเส้นผมที่ตกลงมาปรกแก้มอีกฝ่าย
 หัวใจเต้นช้าลงในจังหวะที่พอดีกับลมหายใจของคนข้างตัว

ความรักไม่ได้เริ่มที่คำว่ารักเสมอไป
บางทีมันเริ่มจากความเงียบ… ที่เราไม่อยากให้มันจบ

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments