HomeChapterโสนนท์น้อย บทที่ 9 ความเปียกที่ลึกกว่าแค่ฝน

โสนนท์น้อย บทที่ 9 ความเปียกที่ลึกกว่าแค่ฝน

ฝนยังตกอยู่
 ไม่หนัก แต่ไม่หยุด
หยดน้ำซึมผ่านเสื้อผ้า พาเอาความเย็นไหลลึกลงถึงกระดูก
 โสนนท์เดินช้า ๆ ไปตามคันนาที่กลายเป็นร่องน้ำ
 ไม่เร็ว ไม่แรง
 เหมือนคนที่ไม่รู้ว่าควรรีบกลับ หรือควรปล่อยให้ตัวเองหลงทางอีกหน่อย

บ้านของยายยังเปิดไฟดวงเล็กที่หน้าระเบียง
 เสียงจักจั่นยังดังในจังหวะคงที่เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
 แต่ใจของเขาไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
โสนนท์ถอดเสื้อออกตรงหน้าบ้าน
 บิดมันเงียบ ๆ ก่อนจะเดินเข้าไปในห้อง
 ยายแย้มหันมามองเพียงแวบเดียว
 ไม่มีคำถาม ไม่มีคำสอน
 มีแค่สายตาที่อ่อนลง… เหมือนรู้ว่าหลานกำลังแบกอะไรไว้ในอก
“ไปอาบน้ำก่อนลูก เดี๋ยวไม่สบาย”
“ครับ”

ไอน้ำอุ่นในห้องน้ำไม่อาจลบฝนที่เปียกข้างใน
 โสนนท์ยืนนิ่ง ใต้ฝักบัวที่รินลงมาเรื่อย ๆ
 เสียงฝนจากหลังคากระทบกระเบื้อง
 เสียงหยดน้ำจากผิวกระทบพื้น
 เสียงในหัวที่ถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า…
“เขามองเราแบบไหนกันแน่?”
 “หรือที่ผ่านมา… มันแค่บทซ้อมของความจริงที่เขาไม่เคยกล้าบอก?”
 “แล้วเราเอง… เผลอหวังอะไรเกินไปหรือเปล่า?”
เขาไม่ร้องไห้
 แต่มีบางอย่างไหลออกจากตา
 บางอย่างที่ไม่แน่ใจว่าเป็นน้ำจากฝน หรือน้ำจากใจที่แตก

หลังอาบน้ำเสร็จ
 เขานั่งที่ปลายเตียง ไม่เปิดไฟ
 ปล่อยให้แสงจากหน้าต่างส่องเงาจาง ๆ เข้ามาแตะข้างแก้ม
โทรศัพท์วางอยู่บนโต๊ะ
 มีข้อความจาก ภณ เพียงบรรทัดเดียว
“ขอโทษที่พูดช้าเกินไป”
โสนนท์มองมันอยู่นาน
 แต่ไม่ได้พิมพ์ตอบ
ไม่ใช่เพราะไม่รู้จะพิมพ์อะไร
 แต่เพราะเขารู้ว่า…
บางคำมันไม่ควรอยู่ในแชท
 …มันควรอยู่ในใจ ถ้ามันเคยมีความหมายจริง

เราไม่ได้เจ็บ เพราะคนหลอก
เราเจ็บ… เพราะเราเคยเชื่อว่าเขาจะไม่หลอกต่างหาก
เครื่องบินลำเล็กทะยานขึ้นจากสนามบินภูมิภาค
 เสียงเครื่องยนต์ดังคลออยู่ในหู
 แต่นั่นยังเบากว่าความคิดของภณที่ดังอยู่ข้างใน
เขานั่งริมหน้าต่าง มือจับพนักเก้าอี้แน่นเกินจำเป็น
 ไม่ใช่เพราะกลัวความสูง
 แต่เพราะเขากำลัง “จะสูงขึ้น” ในอีกความหมายหนึ่ง —
 สูงพอจะออกจากเงาของพ่อแม่
 และเงาของความกลัวที่กดเขาไว้ทั้งชีวิต

ภาพสนามบินสุวรรณภูมิที่คุ้นเคยกลับมาในสายตาอีกครั้ง
 แต่ครั้งนี้ เขาไม่ได้กลับมาเพื่อ “รับคำสั่ง”
 เขากลับมาเพื่อบอกว่า
 “ผมจะไม่ทำตามอีกแล้ว”

🏢 ฉากในห้องประชุมกระจก ชั้น 42
เสียงประตูกระจกเลื่อนเปิด
 คุณเสถียร ทัศน์เรืองฤทธิ์ นั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ เสื้อเชิ้ตขาวรีดเรียบไม่มีรอยยับ
 สีหน้าเรียบเฉย ดวงตาคมแบบคนที่อยู่กับการคำนวณมากกว่าความรู้สึก
“กลับมาแล้วหรือ” เสียงนิ่ง ๆ เอ่ยขึ้น
 ภณพยักหน้า
“พ่อรู้เรื่องหมดแล้ว” เสียงนั้นพูดต่อ
 “รู้ว่าแกหยุดไม่ให้ทีมเข้าไปวัดแนวสำรวจ
 รู้ว่าแกพูดกับผู้ใหญ่บ้านว่าโครงการควรหยุดไว้ก่อน
 และรู้ว่า… แกกำลังคิดจะทรยศครอบครัว”
ภณไม่สะท้าน
 เขาเพียงยืนนิ่ง แล้วพูดชัด
“ผมแค่ทำในสิ่งที่ครอบครัวควรภูมิใจ
 ไม่ใช่สิ่งที่มัน ‘ทำกำไร’ ได้มากที่สุด”
พ่อเขานิ่ง
 วางปากกาบนโต๊ะอย่างช้า ๆ
“ที่ดินตรงนั้นไร้ค่า ไม่มีเอกสารโฉนด
 สร้างอะไรได้ตั้งหลายอย่าง
 แต่คนพวกนั้นกลับยึดไว้ราวกับมันศักดิ์สิทธิ์”
ภณสบตาพ่อ
 น้ำเสียงเขานุ่มลง แต่ชัดกว่าเดิม
“มันศักดิ์สิทธิ์… เพราะพวกเขารักมัน
 พ่ออาจมองเห็นแค่เนื้อที่
 แต่ผมเห็นชีวิตจริง ๆ ที่อยู่ในนั้น”

การเงียบของพ่อครั้งนี้ไม่ใช่เพราะอึ้ง
 แต่เพราะกำลังชั่งน้ำหนัก
 ชั่งว่า “ลูก” คนนี้ จะมีค่าพอจะเสียไปไหม
“งั้นก็ออกไปเถอะ”
 คำพูดนั้นมาเร็วเหมือนใบสั่ง
“ออกจากโครงการนี้
 จากแผนธุรกิจของฉัน
 และจากทุกสิ่งที่แกเคยยืนอยู่ใต้ชื่อของฉัน”
ภณนิ่ง
 ยิ้มบาง ๆ — ไม่ใช่เพราะเย้ย
 แต่เพราะมันคือคำตอบที่เขาเตรียมใจไว้แล้ว
“ขอบคุณครับพ่อ”
 เขาโค้งเล็กน้อย แล้วหันหลังเดินออกจากห้องประชุม

ในลิฟต์กระจกที่เลื่อนลงช้า ๆ จากชั้น 42
 แสงอาทิตย์ตกดินสีทองลอดเข้ามาแตะใบหน้าของเขา
…ภณรู้แล้วว่าการเดินออกจากเงา มันไม่ง่าย
 แต่มันเบากว่าการอยู่ในเงานั้นแล้วไม่เป็นตัวเอง

บางการเสีย… คือกำไรในระยะยาวของหัวใจ

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments