HomeChapterตอนที่ 1 เสียงสายขาดในวันฝนตก

ตอนที่ 1 เสียงสายขาดในวันฝนตก

เสียงสายกีตาร์สายที่หนึ่งขาดผึง… มันแหลมสูง บาดลึก และทิ้งรอยแผลเป็นไว้ในความทรงจำของ ‘เฟร็ต’ มาตลอดสามปี

วันนั้นเป็นวันที่ฝนตกหนักที่สุดของฤดู เฟร็ตในวัยสิบห้าปีกำลังนั่งซ้อมกีตาร์คลาสสิกอยู่ในห้องนอนเพื่อเตรียมตัวสอบชิงทุน สายตาของเขามองเห็นสายไนลอนที่เริ่มเปื่อยยุ่ย จึงโทรหาพ่อที่กำลังขับรถกลับจากที่ทำงานเพื่อขอให้แวะซื้อสายกีตาร์ชุดใหม่ให้ พ่อรับคำด้วยน้ำเสียงอบอุ่นเหมือนเคย พร้อมสัญญาว่าระหว่างทางจะคิดเมโลดี้ท่อนจบของเพลงที่แต่งค้างไว้มาฝาก

ทว่าสิ่งที่มาถึงบ้านในอีกหนึ่งชั่วโมงถัดมา ไม่ใช่พ่อ และไม่ใช่สายกีตาร์ชุดใหม่ แต่เป็นสายโทรศัพท์จากโรงพยาบาล พร้อมกับเสียงสายกีตาร์สายที่หนึ่งบนตักของเฟร็ตที่ดีดตัวขาดผึงออกในวินาทีเดียวกัน ราวกับเป็นลางบอกเหตุแห่งการจากลาชั่วนิรันดร์

นับตั้งแต่วันนั้น เด็กหนุ่มผู้เคยได้รับฉายาว่ามีนิ้วมืออันเป็นพรสวรรค์ของพระเจ้า ก็ไม่เคยแตะต้องเครื่องดนตรีชิ้นใดอีกเลย

“ไอ้เฟร็ต! เหม่ออะไรอยู่วะ ฝนจะตกแล้วเนี่ย รีบไปหาที่หลบเร็ว!”

เสียงตะโกนโหวกเหวกของ ‘จังหวะ’ ดึงให้เฟร็ตหลุดจากภวังค์ ร่างโปร่งบางในชุดนักศึกษาเฟรชชี่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์กระชับกระบอกใส่แบบแปลนสีดำที่สะพายอยู่บนไหล่ ก่อนจะหันไปมองเพื่อนสนิทสองคนที่กำลังวิ่งหน้าตั้งนำหน้าไป

“วิ่งเร็วๆ สิเฟร็ต เดี๋ยวหมูปิ้งในมือเราชืดหมดนะ” ‘ทำนอง’ เพื่อนสนิทอีกคนพูดด้วยน้ำเสียงเนิบนาบสวนทางกับฝีเท้าที่ซอยยิกๆ มือข้างหนึ่งกอดถุงหมูปิ้งไว้แนบอกราวกับเป็นสมบัติล้ำค่า

เฟร็ตถอนหายใจเบาๆ มุมปากยกยิ้มจางๆ ให้กับความวุ่นวายของเพื่อนใหม่ทั้งสองคน เขาตัดสินใจเลือกเรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์เพราะคิดว่าการขีดเขียนเส้นสายลงบนกระดาษ คงจะเงียบสงบกว่าการดีดเส้นสายให้เกิดเสียง แต่ดูเหมือนโชคชะตาจะเล่นตลก เพราะเพื่อนสนิทสองคนแรกที่เขามีในรั้วมหาวิทยาลัย ดันชื่อ ‘จังหวะ’ กับ ‘ทำนอง’ เสียอย่างนั้น

“พวกมึงนำกลับหอไปก่อนเลย กูว่าจะแวะไปเอาสมุดสเก็ตช์ที่ลืมไว้ตรงซุ้มกิจกรรมเมื่อวานหน่อย” เฟร็ตตะโกนบอกแข่งกับเสียงฟ้าร้องคำราม

“เออๆ! งั้นเดี๋ยวเจอกันพรุ่งนี้นะเว้ย อย่าลืมตัดโมเดลส่งอาจารย์ล่ะ!” จังหวะโบกมือหย็อยๆ ก่อนจะลากคอเสื้อทำนองวิ่งฝ่าละอองฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาไปยังป้ายรถเมล์หน้ามหาวิทยาลัย

เฟร็ตหมุนตัววิ่งย้อนกลับไปทางตึกกิจกรรมเก่าที่ตั้งอยู่ท้ายมหาวิทยาลัย อาคารปูนเปลือยสามชั้นที่ปกคลุมไปด้วยไม้เลื้อยดูเงียบเชียบในเวลาหกโมงเย็น สายฝนเริ่มเทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตาทันทีที่เขาก้าวเท้าพ้นชายคาตึก เฟร็ตสะบัดหยดน้ำออกจากปลายผมสีดำสนิทที่เปียกชื้น ดวงตากลมโตกวาดมองหาสมุดสเก็ตช์ของตัวเองตามม้านั่งหินอ่อนชั้นล่าง แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่า

สงสัยจะมีคนเก็บไปไว้ที่ห้องชมรมไหนสักห้อง…

ขณะที่กำลังจะถอดใจ เสียงทุ้มนุ่มนวลของเครื่องดนตรีชนิดหนึ่งก็ดังลอยตามลมฝนลงมาจากชั้นสอง

ตึง… ตึง… ตึง… แป๊ก!

มันคือเสียงเบสไฟฟ้าที่ถูกดีดเป็นจังหวะ Walking Bass อย่างอารมณ์ดี ทว่าเมื่อเล่นไปได้เพียงสี่ห้องเพลง เสียงที่ควรจะสมูทกลับสะดุดกึก ตามมาด้วยเสียงบ่นพึมพำและเสียงสิ่งของบางอย่างหล่นโครมครามสะเทือนไปทั้งตึก

“โอ๊ย! ซี๊ด… ทำไมสายแจ็คมันชอบมาพันขาตัวเองอยู่เรื่อยเลยวะเนี่ย”

เฟร็ตขมวดคิ้วด้วยความสงสัย ขาเรียวยาวก้าวขึ้นบันไดปูนเก่าๆ ไปยังชั้นสองอย่างไม่รู้ตัว ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ห้องริมสุดที่มีป้ายไม้เก่าๆ แขวนเอียงกะเท่เร่เขียนว่า ‘ชมรมดนตรีสากล (Universal Music Club)’ เสียงโอดครวญข้างในก็ยิ่งชัดเจนขึ้น

ประตูห้องชมรมแง้มอยู่เล็กน้อย เฟร็ตชะเง้อมองเข้าไปข้างใน ภาพที่เห็นทำเอาเขาเกือบจะหลุดขำออกมาตรงนั้น

ท่ามกลางห้องซ้อมดนตรีที่เต็มไปด้วยเครื่องดนตรีวางระเกะระกะ ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งในเสื้อช็อปคณะวิศวกรรมศาสตร์สีเลือดหมูที่พับแขนขึ้นถึงข้อศอก กำลังนั่งพับเพียบอยู่บนพื้นพรมเก่าๆ สภาพของเขาดูไม่ได้เลยสักนิด เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนชี้ฟูไม่เป็นทรง แว่นตากรอบใสไหลตกลงมาอยู่ที่ปลายจมูกโด่งรั้น และที่ตลกที่สุดคือ สายแจ็คสีแดงความยาวห้าเมตรกำลังพันรอบข้อเท้าของเจ้าตัวจนแน่นเหมือนถูกงูรัด โดยมีกีตาร์เบสสีขาวครีมวางพาดอยู่บนตักอย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน

ชายหนุ่มคนนั้นยอมเอาศอกและเข่าของตัวเองกระแทกพื้น เพื่อประคองไม่ให้เบสในอ้อมแขนกระแทกพื้นแม้แต่นิดเดียว

“ให้ตายเถอะ ถ้าไอ้ชาร์ปมาเห็นสภาพประธานชมรมตอนนี้ ต้องโดนล้อไปถึงชาติหน้าแน่ๆ…” ชายหนุ่มบ่นอุบอิบพลางพยายามแกะสายแจ็คออกจากข้อเท้า แต่ยิ่งดึงก็เหมือนจะยิ่งมัดแน่นกว่าเดิม

ก๊อกๆ

เฟร็ตตัดสินใจเคาะประตูเบาๆ เพื่อไม่ให้คนข้างในตกใจ ทว่าผลลัพธ์กลับตรงกันข้าม

“เฮ้ย!”

ร่างสูงสะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ เขายันตัวลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วโดยลืมไปว่าขาทั้งสองข้างยังถูกมัดติดกันอยู่ ผลก็คือร่างสูงเกือบหนึ่งร้อยแปดสิบห้าเซนติเมตรเสียหลักหงายหลังตึงลงไปกองกับพื้นอีกครั้ง เสียงดัง ตึง! สนั่นหวั่นไหว

เฟร็ตเบิกตากว้าง รีบผลักประตูวิ่งเข้าไปดูอาการทันที “คุณ! เป็นอะไรไหมครับ?!”

คนบนพื้นนอนแผ่หลา กอดเบสไว้แน่นราวกับลูกในไส้ เขากะพริบตาปริบๆ มองใบหน้าของรุ่นน้องที่ชะโงกเข้ามาอยู่ในระยะประชิด ดวงตาเรียวรีหลังกรอบแว่นเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าเกลี้ยงเกลาและดวงตากลมโตที่ฉายแววกังวลของอีกฝ่าย ก่อนที่ริมฝีปากหยักลึกจะค่อยๆ คลี่ยิ้มกว้างออกมา

มันเป็นรอยยิ้มที่สว่างไสวเสียจนห้องซ้อมดนตรีที่มืดสลัวเพราะพายุฝน ดูเหมือนจะมีแสงแดดส่องลงมาชั่วขณะ

“ไม่เป็นไรครับ… เบสปลอดภัยดี” เสียงทุ้มเอ่ยตอบอย่างภาคภูมิใจ

“ผมหมายถึงตัวคุณต่างหากล่ะครับ หัวกระแทกพื้นหรือเปล่า” เฟร็ตถอนหายใจเฮือกใหญ่ ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าข้างๆ แล้วเอื้อมมือไปช่วยปลดสายแจ็คที่พันกันยุ่งเหยิงออกจากข้อเท้าของอีกฝ่ายอย่างคล่องแคล่ว

ชายหนุ่มรุ่นพี่ยันตัวลุกขึ้นนั่ง มองดูนิ้วมือเรียวยาวของคนตรงหน้าที่กำลังม้วนเก็บสายแจ็คด้วยวิธี Over-Under ซึ่งเป็นเทคนิคการเก็บสายสัญญาณของนักดนตรีอาชีพที่ไม่ทำให้สายบิดงอ ดวงตาคมทอประกายวิบวับขึ้นมาทันที

“เก็บสายแจ็คเป็นด้วย… เป็นนักดนตรีเหรอครับเรา?”

มือของเฟร็ตชะงักกึกทันทีที่ได้ยินคำถามนั้น ความเย็นเยียบแล่นปราดจากปลายนิ้วเข้าสู่หัวใจ เขาวางม้วนสายแจ็คลงบนพื้นข้างตัวทันทีราวกับมันเป็นของร้อน ก่อนจะขยับตัวถอยห่างออกมาเล็กน้อย

“เปล่าครับ แค่เคยเห็นคนอื่นทำ… ผมแค่จะมาถามว่า เห็นสมุดสเก็ตช์ปกสีดำแถวนี้บ้างไหมครับ ผมลืมไว้ที่ม้านั่งข้างล่างเมื่อวาน” น้ำเสียงของเฟร็ตกลับมาราบเรียบและห่างเหินอีกครั้ง

รุ่นพี่หนุ่มขยับแว่นขึ้นให้เข้าที่ เขามองท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วของรุ่นน้องด้วยความแปลกใจ แต่ก็ไม่ได้เซ้าซี้ถามต่อ ร่างสูงลุกขึ้นยืน เอาเบสไปวางไว้บนขาตั้งอย่างทะนุถนอม ก่อนจะเดินไปหยิบสมุดปกแข็งสีดำที่วางอยู่บนตู้แอมป์มายื่นให้

“เล่มนี้ใช่ไหม? เมื่อวานตอนเย็นพี่เห็นมันวางตากน้ำค้างอยู่ข้างล่าง เลยเก็บขึ้นมาไว้ให้ พอดีเห็นข้างในวาดรูปตึกเรียนคณะถาปัตย์ไว้สวยเชียว กะว่าพรุ่งนี้จะเอาไปฝากไว้ที่สโมสรนักศึกษาให้”

เฟร็ตรับสมุดคืนมา กอดไว้แนบอก ความรู้สึกขอบคุณตีตื้นขึ้นมาเล็กน้อย “ขอบคุณมากครับ… งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ”

“เดี๋ยวสิ!” เสียงทุ้มรั้งไว้ ก่อนที่เจ้าตัวจะวิ่งดุ๊กดิ๊กไปหยิบร่มคันใหญ่สีเหลืองสดใสลายเป็ดก๊าบๆ จากมุมห้องมายื่นให้ “ข้างนอกฝนตกหนักมาก เอาคันนี้กางกลับหอไปก่อนสิ ตัวเปียกหมดแล้ว เดี๋ยวจะไม่สบายเอานะ”

เฟร็ตมองร่มลายเป็ดสลับกับใบหน้าเปื้อนยิ้มของคนตรงหน้า “แล้วคุณล่ะครับ?”

“พี่มีอีกคันครับ ไม่ต้องห่วง! อ้อ… พี่ชื่อ ‘เมเจอร์’ นะ อยู่ปีสาม วิศวะฯ เป็นประธานชมรมนี้เอง ถ้าจะเอาร่มมาคืน มาคืนได้ที่ห้องนี้ทุกเย็นเลยนะ!”

เมเจอร์ฉีกยิ้มกว้างจนตาหยี เป็นรอยยิ้มที่ดูซื่อบื้อ ไร้พิษภัย และอบอุ่นอย่างประหลาด เฟร็ตมองร่มในมือของอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมรับมาถือไว้

“ผมชื่อเฟร็ตครับ… ขอบคุณสำหรับร่ม แล้วผมจะเอามาคืนนะครับ พี่เมเจอร์”

เฟร็ตค้อมหัวให้เล็กน้อยก่อนจะเดินออกจากห้องชมรมไป เมื่อก้าวพ้นประตูออกมา เขากางร่มสีเหลืองสดใสออกท่ามกลางม่านฝนสีเทาหม่น ขณะที่กำลังจะก้าวลงบันได หางตาของเขาก็เหลือบไปเห็นผ่านช่องหน้าต่างห้องชมรมว่า พี่เมเจอร์คนนั้นกำลังยืนเกาะขอบหน้าต่างมองดูสายฝนตาละห้อย พร้อมกับบ่นพึมพำกับตัวเองว่า

“ตายล่ะหว่า… ลืมไปเลยว่าร่มอีกคันให้ไอ้จังหวะยืมไปเมื่ออาทิตย์ก่อนนี่นา คืนนี้ได้นอนเฝ้าห้องชมรมแหงๆ เลยไอ้เมเจอร์เอ๊ย”

เฟร็ตหยุดเดิน ยืนนิ่งอยู่กลางบันไดครู่หนึ่ง ก่อนที่ริมฝีปากบางจะหลุดหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นครั้งแรกของวัน… เสียงหัวเราะที่กลบเสียงฟ้าร้องในใจของเขาไปได้ชั่วขณะหนึ่ง

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted