HomeChapterตอนที่ 4 ศัตรูหัวใจ (หรือตัวตลกประจำตึก?)

ตอนที่ 4 ศัตรูหัวใจ (หรือตัวตลกประจำตึก?)

เพียงหนึ่งสัปดาห์หลังจากที่ ‘ผู้จัดการเฟร็ต’ เข้ารับตำแหน่ง ห้องชมรมดนตรีสากลที่เคยมีสภาพไม่ต่างจากแหล่งรับซื้อของเก่าก็ถูกพลิกโฉมใหม่หมดจด

สายไฟและสายแจ็คทุกเส้นถูกม้วนเก็บด้วยเทคนิค Over-Under แขวนเรียงรายบนผนังอย่างเป็นระเบียบตามความยาวและสี พื้นพรมที่เคยเต็มไปด้วยเศษขนมและขวดน้ำถูกดูดฝุ่นจนสะอาดเอี่ยม โซฟาตัวเก่าของคีย์ถูกจับขยับเข้ามุมเพื่อเปิดพื้นที่ให้วงซ้อมได้กว้างขึ้น แม้แต่ตู้แอมป์ที่เคยส่งเสียงจี่ๆ เพราะฝุ่นเกาะก็ยังถูกเช็ดจนเงาวับ

ทว่าสิ่งที่น่าทึ่งที่สุด ไม่ใช่สภาพห้องที่สะอาดตา แต่เป็นสภาพของสมาชิกในห้องต่างหาก

“ไอ้เทมโป! มึงเหยียบเศษขนมร่วงลงพื้นพรมอีกแล้วนะเว้ย! รีบหยิบไม้กวาดมากวาดเดี๋ยวนี้ ก่อนที่ผู้จัดการจะมาเห็น!” คีย์ มือกีตาร์หน้าซอมบี้ที่ร้อยวันพันปีเอาแต่นอน ชี้หน้าด่ารุ่นน้องมือกลองด้วยท่าทีลุกลี้ลุกลน

“โห่พี่! ผมแค่ทำเศษเลย์ร่วงชิ้นเดียวเอง… กวาดก็ได้ๆ” เทมโปรีบกุลีกุจอหยิบไม้กวาดและที่ตักขยะมาจัดการหลักฐานอย่างรวดเร็ว

ส่วนประธานชมรมอย่างเมเจอร์น่ะหรือ… ร่างสูงใหญ่กำลังนั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่มุมห้อง มือหนึ่งถือผ้าขี้ริ้ว อีกมือถือขวดน้ำยาเช็ดกระจก กำลังตั้งใจขัดถูกระจกบานเกล็ดอย่างขะมักเขม้น พลางฮัมเพลงเพี้ยนๆ ในคออย่างอารมณ์ดี

“พี่เมเจอร์ครับ กระจกมันใสจนจะทะลุไปตึกข้างๆ ได้แล้ว เลิกเช็ดแล้วมาพักกินน้ำเถอะครับ”

เฟร็ตที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หัวโต๊ะ (ซึ่งเมเจอร์อุทิศให้เป็นที่ประทับส่วนตัวของผู้จัดการ) เอ่ยขึ้นเรียบๆ ขณะละสายตาจากสมุดสเก็ตช์ภาพตรงหน้า

“เสร็จพอดีเลย!” เมเจอร์ยิ้มกว้าง วางอุปกรณ์ทำความสะอาดลงแล้ววิ่งดุ๊กดิ๊กเข้ามารับแก้วน้ำเย็นจากมือเฟร็ตไปดื่มอึกใหญ่ “ชื่นใจจัง! ขอบคุณนะครับผู้จัดการ”

“ฉันบอกแกแล้วไงเฟร็ต ว่าประธานชมรมแกน่ะมันเป็นโกลเด้นรีทรีฟเวอร์ปลอมตัวมา สั่งให้นั่งก็นั่ง สั่งให้เช็ดกระจกก็เช็ด” จังหวะที่กำลังนั่งปั่นโมเดลกระดาษชานอ้อยอยู่บนโต๊ะตัวเดียวกันพูดขึ้นโดยไม่เงยหน้ามอง

“ส่วนมึงก็เนียนเลยนะไอ้จังหวะ มาใช้แอร์ห้องชมรมเขาปั่นงานเนี่ย” เฟร็ตเหน็บเพื่อนสนิทเบาๆ

“เอ้า! ก็แอร์ห้องนี้มันเย็นฉ่ำสมองแล่นนี่หว่า แถมยังมี… ซรู้ดดด… ชานมไข่มุกฟรีจากเงินกองกลางอีก” ทำนองที่กำลังนั่งดูดชานมไข่มุกอยู่ข้างๆ พูดแทรกขึ้นมาหน้าตาเฉย

เฟร็ตส่ายหัวเบาๆ อย่างอ่อนใจ ถึงจะรำคาญความวุ่นวาย แต่เขาก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการมาขลุกอยู่ที่นี่หลังเลิกเรียน ทำให้เขาลืมเรื่องเศร้าๆ และไม่ต้องกลับไปนั่งเหม่อลอยในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่หอพักเพียงลำพัง

ปัง!!

จู่ๆ ประตูห้องชมรมก็ถูกถีบเปิดออกอย่างแรงจนกระแทกผนังเสียงดังสนั่น ทำเอาเทมโปทำไม้กวาดร่วง คีย์สะดุ้งสุดตัว ส่วนเมเจอร์รีบเอาตัวบังหน้าเฟร็ตไว้ตามสัญชาตญาณ

ผู้ที่ปรากฏตัวตรงประตูคือร่างเพรียวบางในชุดนักศึกษาเนี้ยบกริบ สวมแว่นกันแดดสีชา ทรงผมเซ็ตตั้งฉากท้าแรงโน้มถ่วง… ชาร์ป ประธานชมรม Acoustic & Indy นั่นเอง แถมคราวนี้ยังพกลูกสมุนร่างบึกบึนมาขนาบข้างซ้ายขวาอีกสองคน

“คิดว่าหาคนมาเติมชื่อจนครบโควตาแล้วจะรอดงั้นเหรอไอ้เมเจอร์!” ชาร์ปชี้หน้าเปิดฉากเสียงแหลมปรี๊ด

“อ้าว ชาร์ป มาทำไมอะ ชมรมเราสมาชิกครบห้าคนแล้วนะ พี่สตาฟฟ์สโมสรฯ ก็เพิ่งประทับตราอนุมัติเมื่อวานนี้เอง” เมเจอร์โผล่หน้าออกมาจากหลังเฟร็ต ตอบด้วยน้ำเสียงซื่อๆ คล้ายคนไม่รู้ร้อนรู้หนาว

“ฉันรู้แล้วเว้ย! ฉันถึงได้มาที่นี่ไง!” ชาร์ปก้าว 성อาดๆ เข้ามากลางห้อง กวาดสายตาผ่านจังหวะและทำนองที่นั่งเคี้ยวไข่มุกตาปริบๆ ก่อนจะไปหยุดสายตาที่เฟร็ต ผู้ซึ่งนั่งสบตาเขากลับด้วยความนิ่งสนิท

“หึ… นี่สินะ สมาชิกคนที่ห้าของพวกแก หน้าตาติ๋มๆ แบบนี้… เล่นดนตรีชิ้นไหนล่ะ? กีตาร์? เบส? หรือว่าเป่าขลุ่ย?” ชาร์ปแสยะยิ้มเยาะเย้ย แข้งขาขยับทำท่าเหมือนกำลังจับคอร์ดกีตาร์โชว์ความโปร

“ผมเป็นผู้จัดการครับ ไม่ได้เล่นเครื่องดนตรี” เฟร็ตตอบเสียงเรียบ

“ฮ่าๆๆๆ!” ชาร์ปแหงนหน้าหัวเราะลั่นห้องจนลูกสมุนสองคนต้องหัวเราะแห้งๆ ตาม “ผู้จัดการ? ชมรมกระจอกๆ ที่มีสมาชิกแค่สี่คนเนี่ยนะต้องมีผู้จัดการ? ข้ออ้างในการหาคนมาลงชื่อให้ครบๆ ไปงั้นสิ! แกคิดว่าทำแบบนี้แล้วจะรักษาห้องซ้ายสุดที่มีค่า Reverb เสียงดีที่สุดในตึกไว้ได้ตลอดรอดฝั่งหรือไง!”

“แล้วพี่จะเอายังไงครับ?” เฟร็ตพับสมุดสเก็ตช์ ปิดฝาปากกา แล้วลุกขึ้นยืนประจันหน้ากับรุ่นพี่ตัวร้าย แม้ส่วนสูงของเฟร็ตจะน้อยกว่าชาร์ปเล็กน้อย แต่ออร่าความเยือกเย็นกลับแผ่ขยายจนชาร์ปต้องเผลอก้าวถอยหลังไปครึ่งก้าว

“ฉะ… ฉันก็จะมาท้าดวลไง!” ชาร์ปเชิดหน้าขึ้นเพื่อเรียกความมั่นใจ “งาน Battle of the Bands ประจำมหาลัยเดือนหน้า ชมรมของแกกับชมรมของฉันต้องส่งวงลงแข่งกัน! ถ้าวงของฉันอันดับดีกว่า… พวกแกต้องเซ็นใบสละสิทธิ์ห้องชมรมนี้แล้วย้ายไปอยู่ห้องพัดลมเพดานของฉันแทน!”

“อ้าว แต่ห้องนี้มันก็พัดลมเพดานนี่นา แอร์ตัวนี้เพื่อนเฟร็ตเพิ่งช่วยกันล้างไส้กรองมันถึงได้เย็นไง” เมเจอร์พูดแทรกขึ้นมาซื่อๆ ทำเอาชาร์ปสะอึกไปชั่วขณะ

“หนวกหูเว้ย! เอาเป็นว่าถ้าแกแพ้ แกต้องสละห้องนี้ให้ฉัน! กล้ารับคำท้าหรือเปล่าล่ะ หรือว่าประธานชมรมอย่างแกมันดีแต่หลบหลังเด็กปีหนึ่ง!” ชาร์ปยื่นหน้าเข้าไปท้าทาย

เมเจอร์ทำหน้ายุ่ง ยกมือขึ้นเกาหลังคอ “คือ… ชาร์ป งานประกวดมันต้องมีสมาชิกขึ้นเล่นห้าคนนะ แต่วงเรามีแค่สี่คน…”

“นั่นมันปัญหาของแก!” ชาร์ปตัดบทอย่างผู้ชนะ มือเรียวยกขึ้นขยับแว่นกันแดดสีชาให้เข้าที่ “ฉันจะถือว่าแกรับคำท้าแล้วนะ เตรียมตัวเก็บของออกจากห้องนี้ได้เลยไอ้พวกขี้แพ้! ฮ่าๆๆๆ!”

ประธานชมรมคู่แข่งหมุนตัวกลับอย่างงดงามราวกับนายแบบบนรันเวย์ เตรียมจะเดินออกจากห้องด้วยมาดสุดคูล ทว่า…

“เดี๋ยวครับพี่ชาร์ป”

เสียงเรียบๆ ของเฟร็ตดังขึ้นขัดจังหวะการเดินแบบของชาร์ป เจ้าตัวชะงัก หันกลับมามองด้วยหางตา “อะไร? กลัวจนจะมาขอร้องให้ฉันยกเลิกคำท้าหรือไง?”

“เปล่าครับ” เฟร็ตชี้ปลายนิ้วลงไปที่พื้น “ผมแค่จะบอกว่า… รองเท้าพี่น่ะครับ”

สายตาทุกคู่ในห้อง ทั้งเมเจอร์ จังหวะ ทำนอง เทมโป คีย์ และลูกสมุนอีกสองคน มองตามปลายนิ้วของเฟร็ตลงไปที่เท้าของชาร์ปพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

ที่เท้าซ้ายของชาร์ป สวมรองเท้าหนังสีดำเงาวับหรูหรา แต่ที่เท้าขวา… กลับสวมรองเท้าผ้าใบหุ้มข้อสีแดงสะท้อนแสงแบรนด์ดัง!

แถมเมื่อมองดูดีๆ… รองเท้าหนังสีดำนั้นเป็นรองเท้าข้างขวาที่ถูกฝืนยัดเข้าไปในเท้าซ้าย ส่วนรองเท้าผ้าใบสีแดงข้างซ้ายก็ถูกยัดเข้ากับเท้าขวา! สรุปคือ นอกจากจะใส่รองเท้าคนละคู่ คนละสี คนละสไตล์แล้ว… ยังใส่สลับข้างกันอีกต่างหาก!

ความเงียบเข้าปกคลุมห้องชมรมดนตรีสากลไปประมาณสามวินาที… ก่อนที่เสียงระเบิดหัวเราะจะดังกึกก้อง

“พรืด… ฮ่าๆๆๆๆ! ไอ้พี่ชาร์ป! พี่แต่งตัวบ้าอะไรของพี่เนี่ย! แฟชั่นสไตล์ไหนวะ ใส่รองเท้าสลับข้างมาท้าดวลชาวบ้านเนี่ยนะ! โอ๊ย กูขำจนกรามจะค้างแล้ว!” จังหวะหัวเราะจนตัวงอ ตีโต๊ะดังป้าบๆ

ทำนองที่อมน้ำแข็งอยู่ถึงกับพ่นน้ำแข็งพรวดออกมาใส่หน้าเทมโป แต่ไม่มีใครสนใจเพราะเทมโปเองก็กำลังขำจนต้องลงไปดิ้นกับพื้น ส่วนคีย์ก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายรูปไว้ด้วยความรวดเร็วระดับมือโปร

ใบหน้าของชาร์ปเปลี่ยนจากสีขาวซีดเป็นสีแดงก่ำลามไปถึงใบหู ร่างเพรียวบางสั่นระริกด้วยความอับอายขั้นสุด

“ม… มันเป็น Avant-Garde Fashion โว้ย! พวกแกไม่เข้าถึงศิลปะหรอก! ฝากไว้ก่อนเถอะไอ้เมเจอร์! งานประกวดฉันเอาแกตายแน่!”

พูดจบ ชาร์ปก็รีบหันหลังวิ่งหนีออกจากห้องด้วยความอับอาย แต่เพราะใส่รองเท้าผิดข้างผิดรูปทรง ทำให้จังหวะการวิ่งของเขาเพี้ยนไปหมด ขาซ้ายสะดุดขาขวา หัวทิ่มชนกรอบประตูเสียงดังป้าก! ลูกสมุนสองคนต้องรีบหิ้วปีกประธานชมรมจอมเปิ่นวิ่งกระเผลกๆ หนีหายไปตามระเบียงตึก ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะลั่นห้องชมรมดนตรีสากล

เมื่อเหตุการณ์สงบลง เฟร็ตส่ายหัวเบาๆ พลางก้มลงเก็บเศษกระดาษที่ชาร์ปทำร่วงไว้ไปทิ้งถังขยะ ขณะที่เขากำลังหมุนตัวกลับ ก็พบว่าเมเจอร์กำลังยืนจ้องหน้าเขาอยู่ด้วยสายตาทอประกายวิบวับ

“มองอะไรครับ?” เฟร็ตเลิกคิ้วถาม

“เปล่าครับ…” เมเจอร์ยิ้มกว้างจนตาหยี รอยยิ้มที่ดูซื่อบื้อแต่อบอุ่นเหมือนแสงแดดยามเช้า “พี่แค่รู้สึกว่า… ตั้งแต่มีเฟร็ตมาอยู่ด้วย ชมรมเราสนุกขึ้นเยอะเลยแฮะ แถมเฟร็ตยังปกป้องพวกพี่จากไอ้ชาร์ปได้ด้วย เฟร็ตเท่สุดๆ ไปเลย!”

“ผมไม่ได้ปกป้องอะไรสักหน่อย แค่เห็นว่าเขาใส่รองเท้าสลับข้างแค่นั้นเอง” เฟร็ตเบือนหน้าหนีไปทางอื่น ซ่อนริ้วรอยสีเรื่อที่พาดผ่านแก้มใส “อีกอย่าง เรื่องงานประกวดนั่น… วงของพี่มีแค่สี่คน จะเอาชนะเขาได้ยังไงล่ะครับ”

รอยยิ้มของเมเจอร์อ่อนแสงลงเล็กน้อย แต่ดวงตาคู่นั้นกลับยังคงฉายแววมุ่งมั่น เขาก้าวเข้ามายืนตรงหน้าเฟร็ต ทิ้งระยะห่างไว้เพียงคืบเดียว

“ไม่เป็นไรหรอกครับ… ถึงวงเราจะยังหามือกีตาร์อีกคนไม่ได้ แต่พี่เชื่อว่าถ้าพวกเราตั้งใจซ้อม เสียงเพลงของพวกเราจะต้องส่งไปถึงคนฟังแน่ๆ” เมเจอร์ยกมือขึ้นลูบผมตัวเองแก้เขิน “และที่สำคัญ… งานประกวดนี้ พี่อยากเล่นเบสให้เฟร็ตฟังนะ”

คำพูดตรงไปตรงมาที่ปราศจากการปรุงแต่งใดๆ ทำเอาจังหวะหัวใจของเฟร็ตเต้นผิดจังหวะไปชั่วขณะ

คนตัวเล็กกว่ากระแอมไอในลำคอแก้เก้อ ก่อนจะดันอกกว้างของประธานชมรมให้ออกห่าง “ไป… ไปซ้อมได้แล้วครับพี่เมเจอร์ ถ้าแพ้ขึ้นมาแล้วโดนยึดห้องนี้ ผมไม่ยอมไปช่วยทำความสะอาดห้องใหม่ให้หรอกนะ”

“รับทราบครับผู้จัดการ!” เมเจอร์ตะเบ๊ะรับคำสั่งอย่างแข็งขัน ก่อนจะวิ่งร่าไปคว้าเบสสีขาวครีมตัวเก่งขึ้นมาสะพาย

เฟร็ตทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ตัวเดิม ปลายนิ้วเรียวลูบหน้าปกสมุดสเก็ตช์ของตัวเองเบาๆ ขณะทอดสายตามองเมเจอร์ที่กำลังนับจังหวะให้เพื่อนๆ เริ่มต้นบรรเลงดนตรี

แม้เสียงดนตรีในห้องจะยังฟังดูขาดๆ เกินๆ ไปบ้าง… แต่ลึกๆ ในใจของเฟร็ต เขากลับรู้สึกว่าท่วงทำนองที่แสนจะเปิ่นและซุ่มซ่ามของประธานชมรมคนนี้… ค่อยๆ ซึมลึกเข้ามาทลายกำแพงแห่งความเงียบงันในใจของเขาลงทีละนิด อย่างที่เขาเองก็ไม่ทันตั้งตัว

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted