เช้าวันรุ่งขึ้น แสงแดดหลังวันฝนตกส่องสว่างสดใส ท้องฟ้าสีครามไร้เมฆหมอก เฟร็ตเดินถือร่มสีเหลืองลายเป็ดที่พับเก็บอย่างเรียบร้อยมุ่งหน้าไปยังตึกกิจกรรมตั้งแต่เวลาแปดโมงเช้า เพราะตั้งใจจะเอาไปวางคืนไว้ที่หน้าห้องชมรมดนตรีสากลก่อนที่จะเข้าเรียนวิชาแรกตอนเก้าโมง
เขาไม่อยากติดค้างใคร และที่สำคัญ… เขาไม่อยากเฉียดเข้าไปใกล้ห้องที่มีแต่เครื่องดนตรีแบบนั้นอีกเป็นครั้งที่สอง
ทว่าเมื่อเดินขึ้นไปถึงชั้นสองของตึกกิจกรรม เฟร็ตกลับต้องชะงักฝีเท้าเมื่อเห็นกลุ่มคนประมาณสี่ห้าคนกำลังยืนล้อมหน้าห้องชมรมดนตรีสากลอยู่
“ฉันให้เวลาแกถึงแค่วันศุกร์นี้เท่านั้นนะเมเจอร์ ถ้าหาสมาชิกมาเพิ่มให้ครบห้าคนตามกฎของสโมสรนักศึกษากลางไม่ได้ ห้องชมรมใหญ่โตห้องนี้… ชมรม Acoustic & Indy ของฉันจะขอรับไปดูแลต่อเอง ฮ่าๆๆๆ!”
เสียงหัวเราะแหลมสูงที่ดูพยายามดัดให้ทุ้มเท่ดังขึ้น ชายหนุ่มรูปร่างเพรียวบางในชุดนักศึกษาที่รีดจนเรียบกริบ สวมแว่นกันแดดสีชาทั้งที่อยู่ในร่ม และเซ็ตผมเปิดหน้าผากจนเงาวับ กำลังยืนกอดอกเชิดหน้าใส่เมเจอร์ที่ยืนเกาหัวแกรกๆ อยู่หน้าประตู
สภาพของเมเจอร์ในเช้านี้คือการสวมเสื้อยืดย้วยๆ กับกางเกงวอร์ม ขอบตาดำคล้ำเล็กน้อย และบนแก้มข้างซ้ายมีรอยยับของพรมห้องซ้อมติดอยู่ชัดเจน ซึ่งเป็นหลักฐานชั้นดีว่าเมื่อคืนเจ้าตัวคงนอนค้างที่นี่จริงๆ
“โธ่ ไอ้ชาร์ป… ชมรมแกมีสมาชิกตั้งสามสิบกว่าคนแล้ว ได้ห้องซ้อมติดแอร์ที่ตึกใหม่ไปแล้วด้วย จะมาแย่งห้องพัดลมเพดานเก่าๆ ของชมรมฉันทำไมเนี่ย” เมเจอร์ถามด้วยน้ำเสียงงัวเงีย
ชายหนุ่มที่ชื่อ ‘ชาร์ป’ กระตุกยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ เขาสะบัดปลายนิ้วชี้ดีดแว่นกันแดดของตัวเองเบาๆ “แกไม่เข้าใจหรอกเมเจอร์ ห้องริมสุดชั้นสองของตึกเก่าน่ะ มีค่า Reverb (เสียงก้อง) ตามธรรมชาติที่สมบูรณ์แบบที่สุดในมหาลัย! อีกอย่าง ชมรมที่มีสมาชิกแค่สี่คนแบบพวกแก ทิ้งไว้ก็เปลืองงบประมาณมหาลัยเปล่าๆ ยอมแพ้ซะเถอะ… เฮ้ย! แอ๊ด!”
จังหวะที่ชาร์ปกำลังจะหมุนตัวเดินจากไปอย่างเท่ๆ เพื่อทิ้งท้ายแบบตัวร้ายในละคร หลังเท้าของเขาก็ดันไปเกี่ยวกับสายรองเท้าผ้าใบของตัวเองที่หลุดลุ่ย ร่างเพรียวบางถลาหน้าทิ่มไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว โชคดีที่ลูกน้องสองคนข้างหลังพุ่งตัวมารับปีกทั้งสองข้างไว้ได้ทันเวลาพอดิบพอดี ทำให้สภาพของชาร์ปตอนนี้ดูเหมือนนกนางนวลที่กำลังถูกหิ้วปีกอยู่กลางอากาศ
“พะ… พื้นตึกนี้มันไม่ได้มาตรฐาน! เดี๋ยวฉันยึดห้องนี้ได้เมื่อไหร่ ฉันจะสั่งปูกระเบื้องใหม่ให้หมดเลย คอยดู! ไปเว้ยพวกเรา!” ชาร์ปตะโกนแก้เก้อหน้าแดงก่ำ ก่อนจะสะบัดตัวเดินขากะเผลกหนีลงบันไดไปอีกทางอย่างรวดเร็ว
เฟร็ตที่ยืนมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่มุมตึก กะพริบตาปริบๆ ด้วยความมึนงง นี่ตึกกิจกรรมของมหาวิทยาลัย หรือคณะตลกคาเฟ่กันแน่?
“อ้าว! น้องเฟร็ต!”
เมเจอร์ที่หันมาเห็นเขากระโดดเหยงๆ โบกมือทักทายอย่างร่าเริง ราวกับเรื่องที่เพิ่งโดนขู่ยุบชมรมเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ร่างสูงวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหาเฟร็ตด้วยรอยยิ้มกว้างเหมือนเดิม
“อรุณสวัสดิ์ครับ! เอาร่มมาคืนเหรอ ขอบคุณมากนะ เมื่อคืนได้กลับหออย่างปลอดภัยใช่ไหม?”
“ครับ… เพราะร่มของพี่นั่นแหละ ว่าแต่พี่เถอะครับ นอนที่นี่เหรอ?” เฟร็ตยื่นร่มคืนให้ พลางมองสภาพยุ่งเหยิงของคนตรงหน้า
“แหะๆ พอดีพี่ลืมไปว่าร่มสำรองไม่อยู่แล้วน่ะครับ เลยซ้อมเบสเพลินจนหลับไปเลย” เมเจอร์รับร่มมาถือไว้ ก่อนที่ท้องของเขาจะส่งเสียงร้อง โครก~ ดังลั่นขึ้นมาขัดจังหวะความเงียบ
เมเจอร์หน้าขึ้นสีระเรื่อ หัวเราะแห้งๆ แก้เขิน เฟร็ตถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสะพาย หยิบแซนด์วิชแฮมชีสและนมจืดกล่องหนึ่งที่เขาซื้อเตรียมไว้เป็นมื้อเช้าของตัวเองยื่นไปตรงหน้าอีกร่าง
“รับไปสิครับ ถือว่าเป็นค่าร่มเมื่อวาน”
ดวงตาหลังกรอบแว่นของเมเจอร์เป็นประกายวิบวับขึ้นมาทันที “โห… ให้พี่จริงๆ เหรอครับ? ขอบคุณนะครับเฟร็ต! เฟร็ตนี่ใจดีจังเลย”
มือหนารับแซนด์วิชไปแกะซองกินอย่างเอร็ดอร่อย เคี้ยวตุ้ยๆ จนแก้มป่องเหมือนหนูแฮมสเตอร์ตัวโตๆ ภาพของรุ่นพี่ปีสามตัวสูงใหญ่ที่กำลังยืนเคี้ยวแซนด์วิชด้วยความสุขล้นปรี่ ทำให้ความเกร็งในใจของเฟร็ตคลายลงโดยไม่รู้ตัว
“เรื่องเมื่อกี้… ที่คนชื่อชาร์ปพูด หมายความว่ายังไงเหรอครับ?” เฟร็ตเผลอถามออกไปตามความอยากรู้อยากเห็น
เมเจอร์กลืนแซนด์วิชลงคอ ก่อนจะยกมือขึ้นเกาแก้มเบาๆ “อ๋อ… คือชมรมของพี่ตอนนี้มีพี่ มีมือกลอง มือกีตาร์ แล้วก็นักร้องนำ รวมเป็นสี่คนน่ะครับ แต่กฎใหม่ของสโมสรนักศึกษาปีนี้กำหนดว่า ชมรมที่จะเปิดทำการต่อได้ ต้องมีสมาชิกอย่างน้อยห้าคนขึ้นไป ไม่งั้นจะถูกยุบแล้วริบห้องคืน พี่พยายามไปตั้งบูธรับสมัครน้องปีหนึ่งแล้วนะ แต่พอเห็นสภาพตึกเก่าๆ กับพี่ที่พูดเชิญชวนไม่ค่อยเก่ง น้องๆ ก็วิ่งหนีไปเข้าชมรมไอ้ชาร์ปกันหมดเลย”
เมเจอร์เล่าด้วยน้ำเสียงหงอยลงเล็กน้อย หูและหางทิพย์ของเจ้าตัวดูเหมือนจะลู่ตกไปกองกับพื้น แต่เพียงเสี้ยววินาทีถัดมา ดวงตาคมก็เบิกกว้างขึ้นเมื่อมองหน้าเฟร็ต
“จริงสิ! เฟร็ต!” เมเจอร์ขยับตัวเข้ามาใกล้ สองตาเป็นประกายระยิบระยับ “เฟร็ตยังไม่มีชมรมใช่ไหมครับ? มาเข้าชมรมดนตรีสากลของพี่ไหม?!”
“ไม่ครับ” เฟร็ตตอบปฏิเสธทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดแม้แต่วินาทีเดียว “ผมไม่เล่นดนตรีครับพี่เมเจอร์ ขอตัวไปเรียนก่อนนะครับ”
ร่างโปร่งหมุนตัวเตรียมจะเดินหนี แต่เมเจอร์กลับก้าวขายาวๆ เพียงก้าวเดียวก็มาดักหน้าเขาไว้ได้ทัน ร่างสูงพนมมือขึ้นระดับอก ทำตาปริบๆ อ้อนวอนอย่างน่าไม่อาย
“นะครับเฟร็ต! ไม่ต้องเล่นดนตรีก็ได้! แค่มาลงชื่อเป็นสมาชิกคนที่ห้าให้ชมรมพี่ไม่โดนยุบก็พอ ตำแหน่งอะไรก็ได้… เอ้อ! ตำแหน่งผู้จัดการชมรม! คอยช่วยพี่เก็บสายแจ็คไง เฟร็ตเก็บสายแจ็คสวยที่สุดเท่าที่พี่เคยเห็นมาเลยนะ ถ้าขาดเฟร็ตไป สายแจ็คในชมรมพี่ต้องพันกันตายแน่ๆ!”
“ข้ออ้างฟังไม่ขึ้นเลยสักนิดครับพี่เมเจอร์…” เฟร็ตยกมือขึ้นกุมขมับ
“นะคร้าบ~ ถ้าเฟร็ตยอมช่วย เดี๋ยวพี่เลี้ยงหมูกระทะ! ช่วยติวดรออิ้งให้ด้วยก็ได้นะ ถึงพี่จะเรียนวิศวะแต่พี่เขียนแบบวิศวะเกรดเอเลยนะเว้ย… นะครับ น้องเฟร็ตคนดี ช่วยชีวิตชมรมพี่ด้วยเถอะนะ”
เฟร็ตมองใบหน้าหล่อเหลาแต่ดันทำท่าทางเปิ่นๆ อ้อนวอนอยู่ตรงหน้า กลิ่นหอมอ่อนๆ ของสบู่ผสมกับกลิ่นสนิมเหล็กจางๆ จากสายเบสที่ติดอยู่ตามปลายนิ้วของเมเจอร์ลอยมาแตะจมูก ดวงตาคู่นั้นของรุ่นพี่เต็มไปด้วยความจริงใจและไร้เล่ห์เหลี่ยมใดๆ ทั้งสิ้น
และที่แปลกที่สุดคือ… ทั้งที่เมเจอร์เป็นนักดนตรี ทั้งที่ข้างหลังของเมเจอร์คือห้องซ้อมที่เต็มไปด้วยกีตาร์ แต่เมื่ออยู่ใกล้ผู้ชายคนนี้ เฟร็ตกลับไม่ได้ยินเสียงสายกีตาร์ขาดในหัวเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา
มีเพียงเสียงหัวใจของตัวเองที่กำลังเต้นผิดจังหวะอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“แค่ลงชื่อ… กับช่วยเก็บสายไฟเฉยๆ นะครับ” เฟร็ตเอ่ยเสียงเบา หลบสายตาวิบวับของคนตรงหน้า “ผมจะไม่แตะเครื่องดนตรีเด็ดขาด พี่สัญญากับผมได้ไหมล่ะ?”
เมเจอร์ฉีกยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ เขากระโดดตัวลอยด้วยความดีใจก่อนจะตะเบ๊ะท่าทหารอย่างแข็งขัน
“รับทราบครับผม! สัญญาด้วยเกียรติของประธานชมรมดนตรีสากลเลย พี่จะไม่บังคับให้เฟร็ตแตะเครื่องดนตรีแม้แต่ปลายก้อยเดียว! ขอบคุณนะครับเฟร็ต!”
ด้วยความดีใจเกินเหตุ เมเจอร์ก้าวถอยหลังเพื่อจะวิ่งกลับเข้าไปเอาใบสมัครในห้องชมรม แต่ดันลืมดูธรณีประตู ร่างสูงใหญ่สะดุดขอบไม้พุ่งหลาวเข้าไปในห้องเสียงดัง โครม! ตามมาด้วยเสียงฉาบกลองชุดล้มระเนระนาด
“โอ๊ย… แฉกลองบาดก้นพี่…” เสียงโอดครวญดังลอดออกมาจากในห้อง
เฟร็ตยืนนิ่งอยู่หน้าประตู มองภาพความโกลาหลตรงหน้าแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจยาวเหยียด ทว่ามุมปากกลับยกยิ้มขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
ดูเหมือนว่าชีวิตปีหนึ่งที่เขาตั้งใจจะให้มันเงียบสงบ… คงจะกลายเป็นเพลงร็อกจังหวะโกลาหลไปเสียแล้วล่ะมั้ง

