admin

spot_img

บทที่ ๒๓ : ธรณีสงฆ์และควันธูปไล่มาร

เสียงระฆัง หง่าง... หง่าง... ยังคงดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ราวกับเสียงเรียกของมารดาที่ปลอบประโลมบุตรผู้หลงทาง ทว่าเบื้องหลังของพรานเข้มและนลินนั้น คือเสียงคำรามต่ำๆ ของกองทัพมรณะที่กำลังไล่กวดมาติดๆ "อีกนิดเดียว! เห็นบันไดแล้ว!" เข้มตะโกนบอก พลางฉุดมือนลินให้วิ่งขึ้นเนินเขาที่ลาดชัน เบื้องหน้าของพวกเขาคือซุ้มประตูวัดเก่าคร่ำคร่าที่มีบันไดพญานาคทอดยาวขึ้นไปสู่ยอดเขา ตัวพญานาคปั้นจากปูนปั้นโบราณมีตะไคร่เกาะเขียวครึ้ม ดูขลังและน่าเกรงขาม แต่ทว่า... ฝูงผีห่าซอมบี้ที่ตามมานั้นรวดเร็วกว่าที่คิด พวกมันไม่ได้แค่วิ่ง แต่มันกระโจนข้ามพุ่มไม้และไต่ต้นไม้ราวกับลิงค่าง แฮ่!! ซากศพเสือโคร่งตัวหนึ่งกระโจนออกจากแนวป่า ดักหน้าบันไดทางขึ้น มันอ้าปากกว้างที่ขากรรไกรห้อยรุ่งริ่ง น้ำลายสีดำหยดลงพื้น "หลบไป!" เข้มง้างมีดหมอ แต่ร่างกายที่อ่อนล้าทำให้เขาเสียจังหวะ เสือผีตะปบเข้าที่กลางอกเข้ม ฉัวะ! เสื้อผ้าขาดวิ่นเป็นรอยเล็บ...

บทที่ ๒๒ : ลมหายใจมรณะและป่าวิปริต

รุ่งอรุณมาเยือนพร้อมกับความผิดปกติที่ชวนให้ขนลุก นลินรู้สึกตัวตื่นขึ้นเป็นคนแรก ไม่ใช่เพราะแสงแดดแยงตา หรือเสียงนกกาออกหากิน แต่เป็นเพราะ "ความเงียบ" ความเงียบที่เงียบจนเกินไป... ไม่มีเสียงจิ้งหรีด ไม่มีเสียงใบไม้ไหว ไม่มีเสียงลมหายใจของผืนป่า มีเพียงความวังเวงที่กดทับลงมาจนหูอื้อ กินนรหนุ่มขยับตัวเล็กน้อยในอ้อมกอดของพรานเข้ม จมูกที่ไวต่อกลิ่นสัมผัสได้ถึงกลิ่นเหม็นเอียนๆ ที่ลอยมาตามลม ไม่ใช่กลิ่นหอมของดอกไม้ป่าเมื่อคืน แต่เป็นกลิ่นเหม็นเน่าเหมือนซากสัตว์ที่ตายมาหลายวัน ผสมกับกลิ่นคาวเลือดเก่าเก็บ "พี่เข้ม..." นลินกระซิบเรียก เขย่าตัวคนข้างกายเบาๆ "ตื่นเถิด... ข้ารู้สึกไม่ดีเลย" พรานเข้มลืมตาโพลงทันที สัญชาตญาณนักล่าตื่นตัวเต็มพิกัด เขาลุกขึ้นนั่ง คว้ามีดหมอข้างกายมากระชับแน่น กวาดสายตาไปรอบลานหิน "เงียบเกินไป..." เข้มพึมพำ...

บทที่ ๒๑ : สายน้ำจันทร์และอ้อมกอดแห่งขุนเขา

แสงตะวันเริ่มลับขอบฟ้า ทิ้งไว้เพียงแสงสีม่วงครามที่ไล่เฉดงดงามบนยอดไม้ คณะเดินทางที่เหลือเพียงสองชีวิตค่อยๆ เดินลัดเลาะลงจากเชิงเขาไกรลาส มุ่งหน้าสู่ป่าชั้นกลางที่อุดมสมบูรณ์ แม้หนทางจะขรุขระ แต่คราวนี้พรานเข้มไม่ได้เดินนำลิ่วเหมือนขามา เขาก้าวเดินช้าๆ เคียงคู่ไปกับนลิน มือหนาข้างที่ไม่ได้บาดเจ็บกุมมือเรียวของกินนรหนุ่มไว้หลวมๆ ตลอดทาง ราวกับกลัวว่าถ้าปล่อยแล้วอีกฝ่ายจะบินหนีหายไป "พักตรงนี้ก่อนเถอะพี่เข้ม" นลินเอ่ยขึ้น เมื่อเห็นเม็ดเหงื่อผุดพรายบนขมับของชายคนรัก "ไหล่ท่านเลือดซึมอีกแล้ว" เข้มหันมามอง ยิ้มตาหยี "นิดหน่อยเอง... ข้าอยากเดินไปให้พ้นเขตลมแรงก่อน เจ้าจะได้ไม่ต้องหนาว" "ข้ามีขน มีปีก ข้าไม่หนาวหรอก" นลินทำเสียงดุแต่แววตาอ่อนโยน "แต่ท่านนั่นแหละมนุษย์หนังบาง... นั่งลงเดี๋ยวนี้ นี่คือคำสั่ง" เข้มหัวเราะในลำคอ...

บทที่ ๒๐ : การเดิมพันครั้งสุดท้ายและคมกระสุนคนบาป

แสงแรกของวันใหม่ในแดนหิมพานต์สาดส่องลงมากระทบผิวน้ำในสระอโนดาต ประกายระยิบระยับราวกับเพชรนับล้านเม็ดเต้นระบำอยู่บนระลอกคลื่น ความเงียบสงบอันศักดิ์สิทธิ์ปกคลุมไปทั่วบริเวณ มีเพียงเสียงนกร้องแผ่วเบาและเสียงสวดมนต์พึมพำของพระฤาษีที่นั่งสมาธิอยู่บนแท่นหินกลางสระ นางพญานารีผลพาพรานเข้มและนลินมาส่งที่ชายป่า นางหยุดยืนอยู่ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ ไม่ก้าวล่วงเข้าไปในเขตธรณีสงฆ์ "ข้าส่งพวกเจ้าได้เท่านี้..." นางพญาเอ่ยเสียงนุ่ม "จงระวังตัว... กลิ่นอายของความชั่วร้ายยังจางหายไปไม่หมด มันซ่อนเร้นอยู่ในเงามืด รอเวลาที่จะแว้งกัด" เข้มพยักหน้า ยกมือไหว้ขอบคุณ "บุญคุณครั้งนี้ ข้าจะจดจำไว้ไม่ลืม" "ดูแลหัวใจดวงน้อยของข้าให้ดีล่ะพ่อหนุ่ม..." นางพญายิ้มบางๆ ให้กับนลิน ก่อนจะเลือนหายไปกลับกลายเป็นต้นไม้ใหญ่ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมจางๆ เข้มกระชับโหลแก้วบรรจุ 'หัวใจสุริยกาล' ในมือแน่น หันมาสบตากับนลิน "พร้อมนะ?" "พร้อมเสมอ" นลินตอบ แววตามุ่งมั่น "ไปจบเรื่องนี้กันเถอะ" ทั้งสองเดินข้ามสะพานหินธรรมชาติที่ทอดยาวไปสู่กลางสระ...

บทที่ ๑๙ : สวนสนธยาและคำสัญญาใต้แสงจันทร์

ท่ามกลางความตึงเครียดที่แทบจะจุดระเบิดได้ทุกเมื่อ สายตาของนางพญานารีผลจ้องมองกลุ่มพรานทมิฬด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ ก่อนจะตวัดสายตามาที่พรานเข้มอย่างพินิจพิเคราะห์ "ผู้ชาย..." นางพญาเอ่ยเสียงเย็น "สิ่งมีชีวิตที่เต็มไปด้วยตัณหาและความรุนแรง พวกเจ้าเข้ามาที่นี่เพื่อทำลายความสงบของพวกเราอีกแล้วสินะ" "ข้าไม่ได้มาทำร้ายใคร" เข้มตอบเสียงเรียบ ลดปืนในมือลงช้าๆ เพื่อแสดงความจริงใจ "ข้าแค่ต้องการผ่านทาง เพื่อนำของสำคัญไปช่วยชีวิตคน" "โกหก!" พรานสิงห์ตะโกนแทรก "มันขโมยสมบัติมา! นางพญา ส่งตัวมันมาให้ข้า แล้วข้าจะแบ่งส่วนแบ่งให้!" นางพญานารีผลแสยะยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่งดงามแต่แฝงยาพิษ "ส่วนแบ่งงั้นรึ? เจ้าคิดว่าเผ่าพันธุ์เราต้องการเศษเงินของมนุษย์หรือไง? ...พวกเจ้าต่างหาก ที่บังอาจมองลูกหลานข้าเป็นเพียงของเล่นบำเรอกาม" นางสะบัดมือวูบเดียว "จัดการมัน!" สิ้นคำสั่ง เหล่าภูตมักกะลีผลนับร้อยที่ซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้ก็กระโจนลงมาพร้อมกัน ไม่ใช่ด้วยท่าทางยั่วยวน...

บทที่ ๑๘ : หัวใจสุริยะและการล่มสลายของนครสนิม

"ตายซะเถอะพวกหนอนแมลง!" เสียงคำรามของ โหรวิษณุ ดังก้องผ่านลำโพงขยายเสียง ร่างของเขาตอนนี้เชื่อมต่อเข้ากับส่วนหัวของ 'อสูรจักรกลยักษ์' ที่ประกอบขึ้นจากเศษซากหุ่นพยนต์นับร้อยตัว ร่างกายมหึมาสูงเสียดเพดานห้อง มีแขนหกข้างที่ถืออาวุธครบมือ ทั้งเลื่อยวงเดือน ปืนใหญ่ไอน้ำ และกรงเล็บไฟฟ้า ตูม! ตูม! ตูม! กระสุนปืนใหญ่ระดมยิงใส่พื้นที่พรานเข้มและนลินยืนอยู่ จนพื้นเหล็กฉีกขาดเป็นรูพรุน ทั้งสองต้องกระโดดหลบอุตลุด "มันใหญ่เกินไป! ปืนข้ายิงเกราะมันไม่เข้า!" เข้มตะโกนบอก พลางกลิ้งตัวหลบกรงเล็บที่ฟาดลงมาเฉียดหัวไหล่ "มันต้องมีจุดอ่อนสิ!" นลินกัดฟัน บินโฉบขึ้นไปล่อเป้า "ไอ้ปีศาจ! แน่จริงก็จับข้าให้ได้สิ!" นลินใช้ความคล่องตัวของเผ่าพันธุ์กินนร บินซิกแซกหลบเลเซอร์อาคมที่ยิงสวนมา อสูรจักรกลหมุนตัวตามอย่างเชื่องช้า...

บทที่ ๑๗ : กรงขังแห่งศรัทธาและน้ำตาของหุ่นเชิด

บรรยากาศภายในห้องหทัยจักรกลนั้นหนาวเหน็บอย่างประหลาด แม้จะมีท่อไอน้ำร้อนระอุพาดผ่านไปทั่ว แต่ความเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากจิตสังหารของโหรวิษณุกลับทำให้เลือดในกายของทุกคนแทบจับตัวเป็นน้ำแข็ง เสียง ตึก... ตึก... ของหัวใจกษัตริย์ในตู้แก้วยังคงเต้นเป็นจังหวะช้าๆ สะท้อนก้องไปทั่วห้องโถง ราวกับเสียงนาฬิกานับถอยหลังสู่หายนะ พญาจันทรคราส ก้าวเดินออกมาจากเงามืด เสียงข้อต่อโลหะที่ซีกขวาของร่างกายเสียดสีกันดัง ครืดคราด น่าขนลุก ใบหน้าซีกที่เป็นมนุษย์ดูซีดเซียวและไร้ชีวิตชีวา ผิดกับดวงตาข้างที่เป็นเลนส์แก้วสีแดงฉานที่หมุนปรับโฟกัสจับจ้องไปที่ลูกชายของตน "คีรี..." น้ำเสียงของพญาจันทรคราสแหบพร่าและสั่นเครือ "เจ้าไม่ควรกลับมาที่นี่... ไม่ควรกลับมาเห็นความอัปยศของพ่อ" "ท่านไม่ใช่พ่อข้า!" คีรีตะโกนสวนกลับ ทั้งน้ำตาและความแค้นอัดแน่นในอก "ข้ารู้ความจริงหมดแล้ว! ท่านฆ่าพ่อแท้ๆ ของข้า! ท่านขังหัวใจเขาไว้ทรมานเพื่อแลกกับบัลลังก์จอมปลอมนี้!" คำพูดนั้นทำให้พญาจันทรคราสชะงัก ร่างกายสั่นเทา...

Subscribe

- Never miss a story with notifications

- Gain full access to our premium content

- Browse free from up to 5 devices at once

Must read

spot_img