แสงแรกของวันใหม่ในแดนหิมพานต์สาดส่องลงมากระทบผิวน้ำในสระอโนดาต ประกายระยิบระยับราวกับเพชรนับล้านเม็ดเต้นระบำอยู่บนระลอกคลื่น ความเงียบสงบอันศักดิ์สิทธิ์ปกคลุมไปทั่วบริเวณ มีเพียงเสียงนกร้องแผ่วเบาและเสียงสวดมนต์พึมพำของพระฤาษีที่นั่งสมาธิอยู่บนแท่นหินกลางสระ
นางพญานารีผลพาพรานเข้มและนลินมาส่งที่ชายป่า นางหยุดยืนอยู่ใต้ร่มเงาไม้ใหญ่ ไม่ก้าวล่วงเข้าไปในเขตธรณีสงฆ์
“ข้าส่งพวกเจ้าได้เท่านี้…” นางพญาเอ่ยเสียงนุ่ม “จงระวังตัว… กลิ่นอายของความชั่วร้ายยังจางหายไปไม่หมด มันซ่อนเร้นอยู่ในเงามืด รอเวลาที่จะแว้งกัด”
เข้มพยักหน้า ยกมือไหว้ขอบคุณ “บุญคุณครั้งนี้ ข้าจะจดจำไว้ไม่ลืม”
“ดูแลหัวใจดวงน้อยของข้าให้ดีล่ะพ่อหนุ่ม…” นางพญายิ้มบางๆ ให้กับนลิน ก่อนจะเลือนหายไปกลับกลายเป็นต้นไม้ใหญ่ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมจางๆ
เข้มกระชับโหลแก้วบรรจุ ‘หัวใจสุริยกาล’ ในมือแน่น หันมาสบตากับนลิน “พร้อมนะ?”
“พร้อมเสมอ” นลินตอบ แววตามุ่งมั่น “ไปจบเรื่องนี้กันเถอะ”
ทั้งสองเดินข้ามสะพานหินธรรมชาติที่ทอดยาวไปสู่กลางสระ พระฤาษีกไลโกฏิค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาที่เปี่ยมด้วยเมตตาธรรมทอดมองผู้มาเยือน
“พวกเจ้ากลับมาแล้ว…” พระฤาษีเอ่ยเสียงกังวาน “พร้อมด้วยสิ่งที่ข้าขอ”
“ขอรับ พระคุณเจ้า” เข้มคุกเข่าลง วางโหลแก้วลงบนแท่นบูชาอย่างระมัดระวัง แสงสีทองจากหัวใจในโหลส่องสว่างวาบวับ ตอบรับกับแสงของดอกบุปผาเทวาที่บานสะพรั่งอยู่เบื้องหลัง
“หัวใจแห่งกษัตริย์ผู้ทรงธรรม…” พระฤาษีพยักหน้าด้วยความพอใจ “พลังแห่งการเสียสละของพระองค์ บริสุทธิ์พอที่จะทดแทนชีวิตที่ต้องแลกเปลี่ยนได้… เจ้าทำได้ดีมาก พรานเข้ม”
พระฤาษียกไม้เท้าขึ้น เตรียมจะร่ายคาถาเพื่อดึงเกสรจากดอกบุปผาเทวามามอบให้ บรรยากาศเต็มไปด้วยความปิติยินดี เข้มและนลินยิ้มให้กันด้วยความโล่งใจ ภารกิจที่เสี่ยงตายมานับครั้งไม่ถ้วนกำลังจะสำเร็จลงตรงหน้า
แต่ทว่า…
ปัง!!
เสียงกัมปนาทของปืนไรเฟิลดังสนั่นก้องหุบเขา ทำลายความสงบลงในพริบตา
เพล้ง!
ไม่ใช่ร่างของใครที่ร่วงหล่น… แต่เป็น ‘โหลแก้ว’ บนแท่นบูชาที่ถูกกระสุนเจาะทะลุจนแตกกระจาย!
“ไม่!!” เข้มและนลินร้องลั่นพร้อมกัน
เศษแก้วกระเด็นว่อน น้ำเลี้ยงสีเขียวไหลนองพื้น แต่โชคยังดีที่ก้อนเนื้อหัวใจสุริยกาลไม่ได้รับความเสียหาย มันกลิ้งหลุนๆ ไปหยุดอยู่ที่ขอบแท่นบูชา เกือบจะตกลงไปในน้ำ
“ฮ่าๆๆๆ! นึกว่าจะจบแบบมีความสุขรึไง!”
เสียงหัวเราะแหบแห้งและบ้าคลั่งดังมาจากโขดหินด้านหลัง ปรากฏร่างของชายผู้หนึ่งเดินโขยกเขยกออกมา สภาพของมันดูแทบไม่ได้ว่าเป็นมนุษย์
‘พรานสิงห์’
เนื้อตัวของมันเต็มไปด้วยบาดแผลเหวอะหวะจากหนามพิษนารีผล ผิวหนังปวดบวมเป่งเป็นสีม่วงคล้ำ ตาข้างซ้ายบอดสนิทมีเลือดไหลซึม แต่ตาข้างขวายังคงวาวโรจน์ด้วยความอาฆาตแค้น ในมือถือปืนไรเฟิลที่มีควันลอยฉุยจากปากกระบอก
“ไอ้สิงห์!” เข้มคำราม ลุกพรวดขึ้นบังตัวนลินและหัวใจไว้ “เอ็งยังไม่ตายอีกรึ!”
“ข้าใช้ลูกน้องข้าเป็นโล่…” พรานสิงห์แสยะยิ้มเผยฟันที่เปื้อนเลือด “พวกมันตายแทนข้าเพื่อให้ข้ารอดมาเด็ดหัวเอ็ง! …ส่งดอกไม้มา! หรือไม่ก็ส่งหัวใจนั่นมา! ข้าจะไม่กลับไปมือเปล่า!”
“เจ้าคนบังอาจ!” พระฤาษีตวาดเสียงก้อง “กล้ายิงปืนในเขตอภัยทานรึ!”
“หุบปากไอ้แก่!” พรานสิงห์บ้าเลือดจนไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหม “ข้าไม่สนเทพเจ้าหน้าไหนทั้งนั้น! วันนี้ข้าต้องได้ของ!”
มันกระชากลูกเลื่อนปืนอย่างรวดเร็ว เล็งเป้ามาที่นลิน “ถ้าเอ็งไม่ส่งของให้ข้า… ข้าจะเป่าสมองนกน้อยของเอ็งซะ!”
เข้มไม่มีทางเลือก ปืนยันต์จักรกลของเขากระสุนหมดไปแล้วตั้งแต่ที่นครมัตตรา เหลือเพียงมีดหมอเล่มเดียว “อย่ายุ่งกับเขา!” เข้มก้าวออกมาขวาง “คู่ต่อสู้ของเอ็งคือข้า!”
“งั้นก็ตายซะ!”
ปัง!
พรานสิงห์เหนี่ยวไก เข้มเตรียมตัวจะพุ่งหลบ แต่ทว่า… ร่างกายที่สะสมความบอบช้ำมาหลายวันกลับตอบสนองช้ากว่าความคิด
ฉึก!
กระสุนตะกั่วเจาะเข้าที่ไหล่ซ้ายของเข้มจนเลือดสาด เขาเซถลาแต่กัดฟันไม่ยอมล้ม รีบพุ่งตัวเข้าหาพรานสิงห์พร้อมมีดหมอในมือขวา
“พี่เข้ม!” นลินร้องลั่น จะวิ่งเข้าไปช่วย แต่เข้มตะโกนห้าม “ปกป้องหัวใจไว้! อย่าให้มันแตะต้อง!”
การต่อสู้ระยะประชิดระเบิดขึ้น พรานสิงห์แม้จะบาดเจ็บแต่ก็มีความบ้าคลั่งเป็นแรงขับเคลื่อน มันใช้พานท้ายปืนฟาดเข้าใส่เข้ม เข้มยกแขนรับแล้วสวนด้วยเข่าเข้าที่ท้อง ทั้งสองกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันกลิ้งไปบนพื้นหิน เลือดของทั้งคู่ไหลนองผสมกัน
“เอ็งมันตัวมาร!” เข้มคำราม เงื้อมีดหมอจะแทง “เอ็งมันก็โง่!” พรานสิงห์สวนกลับ คว้าทรายขว้างใส่ตาเข้มจนพร่ามัว แล้วถีบเข้มกระเด็นไปชนโขดหิน
พรานสิงห์ได้จังหวะ มันไม่สนใจเข้มแล้ว แต่วิ่งตรงดิ่งไปที่แท่นบูชา เป้าหมายคือ ‘หัวใจสุริยกาล’
“เสร็จข้าละ! หัวใจกษัตริย์! ราคาคงมหาศาล!”
“หยุดนะ!” นลินกางปีกขวางทางไว้ “หลีกไปไอ้สัตว์หน้าขน!” พรานสิงห์ง้างมีดเดินป่าเตรียมฟัน
วูบ!
ทันใดนั้น แสงสีทองจากหัวใจสุริยกาลที่กลิ้งอยู่บนพื้นก็สว่างจ้าขึ้นมา ราวกับมันรับรู้ถึงจิตใจอันสกปรกโสมมที่กำลังคุกคาม
“อ๊ากกกกก!”
พรานสิงห์ร้องโหยหวนเมื่อแสงนั้นแผดเผาผิวหนังของมัน ร่างกายของมันเริ่มแข็งทื่อ ผิวหนังเปลี่ยนสภาพเป็นเปลือกไม้ ขาทั้งสองข้างเริ่มงอกรากเจาะลึกลงไปในหิน
“เกิด… เกิดอะไรขึ้น! ขยับไม่ได้!” พรานสิงห์ดิ้นพล่านด้วยความหวาดกลัว
พระฤาษีกไลโกฏิยืนมองด้วยสายตาสงบนิ่ง “แผ่นดินนี้ศักดิ์สิทธิ์… จิตที่เต็มไปด้วยความโลภและบาปหนา ย่อมถูกธรณีสูบ… เจ้าทำลายป่ามามากพอแล้ว ถึงเวลาที่เจ้าต้องชดใช้ด้วยการเป็นส่วนหนึ่งของป่า ตลอดกาล”
“ไม่! ไม่! ช่วยข้าด้วย!”
ร่างของพรานสิงห์ค่อยๆ ถูกเปลี่ยนสภาพ กิ่งก้านงอกออกจากแขน ใบหนือบิดเบี้ยวด้วยความทรมานกลายเป็นลวดลายบนเปลือกไม้ เสียงร้องค่อยๆ เงียบหายไป จนกระทั่งเหลือเพียงต้นตะเคียนรูปร่างบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ยืนต้นเดียวดายอยู่ที่ริมสระ
ความเงียบกลับคืนมาอีกครั้ง
เข้มกุมไหล่ที่บาดเจ็บ เดินโซซัดโซเซเข้ามาหานลิน “ปลอดภัยไหม?”
นลินรีบเข้ามาประคอง “ข้าปลอดภัย… แต่ท่านเลือดไหลเยอะมาก”
“ข้าไม่เป็นไร… แค่ไหล่” เข้มกัดฟันยิ้ม “มันจบแล้วจริงๆ สินะ”
พระฤาษีเดินเข้ามา ก้มลงเก็บหัวใจสุริยกาลขึ้นมาปัดฝุ่นอย่างทะนุถนอม “กรรมตามสนองผู้กระทำ… บัดนี้ อุปสรรคทั้งปวงสิ้นสุดลงแล้ว”
ท่านเดินไปที่ต้นบุปผาเทวา วางหัวใจสุริยกาลลงที่โคนต้น ทันทีที่หัวใจสัมผัสรากไม้ ต้นบุปผาเทวาก็เปล่งแสงเรืองรอง ดอกไม้แก้วดอกเดียวบนต้นค่อยๆ แย้มกลีบบานออกจนสุด เผยให้เห็น ‘น้ำค้างทิพย์’ หยดหนึ่งที่กลิ้งอยู่กลางเกสร
น้ำค้างหยดนั้นใสสะอาดดุจเพชรน้ำงาม ส่งประกายเจ็ดสี
“นี่คือ ‘หยาดน้ำค้างสุริยันจันทรา’…” พระฤาษีใช้ใบไม้ทองคำรองรับน้ำค้างหยดนั้น แล้วยื่นให้เข้ม “มันเพียงหยดเดียว มีค่าเท่ากับชีวิตนับร้อย… จงนำมันไปผสมน้ำให้เจ้านายเจ้าดื่ม เขาจะหายจากโรคร้าย และกลับมาหนุ่มแน่นแข็งแรง”
เข้มรับใบไม้ทองคำมาด้วยมือที่สั่นเทา ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เพราะความตื้นตัน “ขอบคุณ… ขอบคุณท่านพระฤาษี”
“และสำหรับเจ้า… นลิน” พระฤาษีหันมาหากินนรหนุ่ม ท่านเด็ดกลีบดอกไม้แก้วใบเล็กๆ ออกมาหนึ่งกลีบ ยื่นให้ “นี่คือ ‘กลีบแก้วพิทักษ์ภัย’… จงเก็บไว้กับตัว มันจะช่วยคุ้มครองเจ้าในการเดินทางขากลับ… เพราะหนทางกลับสู่โลกมนุษย์นั้น อาจจะยากลำบากไม่แพ้ตอนมา”
นลินรับกลีบแก้วมา พนมมือไหว้ “ขอบพระคุณเจ้าข้า”
“ไปเถิด…” พระฤาษีโบกมือ “เวลามีน้อย… โลกมนุษย์กำลังรอพวกเจ้าอยู่”
เข้มและนลินกราบลาพระฤาษีและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ เข้มเก็บหยาดน้ำค้างทิพย์ลงในขวดแก้วใบจิ๋วที่คล้องคอไว้อย่างแน่นหนา
ทั้งสองหันหลังเดินออกจากสระอโนดาต ทิ้งต้นตะเคียนรูปร่างมนุษย์ไว้เบื้องหลังเป็นอนุสรณ์เตือนใจ
“กลับบ้านกัน…” เข้มหันมายิ้มให้นลิน “กลับไปที่กระท่อมของข้า”
นลินยิ้มตอบ ดวงตาเป็นประกาย “จ้ะ… กลับบ้านเรา”
แต่ในขณะที่พวกเขากำลังเดินลงจากเขาไกรลาส… สายตาของเข้มก็เหลือบไปเห็นบางอย่างที่ขอบฟ้าทิศใต้ กลุ่มเมฆสีดำทะมึนผิดปกติกำลังเคลื่อนตัวเข้ามา… และในกลุ่มเมฆนั้น เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคย
กลิ่นอายของ “อดีต” ที่เขาคิดว่าลืมไปแล้ว
“ผีห่าซาตาน…” เข้มพึมพำ “ทำไมมันถึงมาปรากฏตัวที่ชายป่าหิมพานต์?”
ภารกิจล่าดอกไม้อาจจบลง… แต่การเดินทางเพื่อเอาชีวิตรอดกลับบ้าน เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น และครั้งนี้ ศัตรูอาจไม่ใช่แค่สัตว์ป่า แต่เป็นโรคระบาดจากนรกที่กำลังจะกลืนกินทั้งสองโลก!


