วันอาทิตย์เช้า
เสียงนกและเสียงกลองยาวเด็กๆ ดังสลับกัน
วันนี้ในวัดมีเวิร์กช็อปเล็กๆ เกี่ยวกับพืชสมุนไพรและการแปรรูปน้ำมันหอมระเหย — งานจัดภายใต้ชื่อโปรเจกต์ “กลิ่นจากภูเขา ใจจากคนท้องถิ่น”
บนแผ่นป้ายผ้า มีชื่อผู้จัดงานอย่างเรียบง่าย:
จัดโดย “กลุ่มอาสาไม้ใบยา”
ผู้ประสานงาน: ธันวา – โสนนท์
ภณยืนอยู่ด้านหลังศาลาวัด
มองรายชื่อบนป้ายอย่างนิ่งงัน
เขาไม่เคยได้ยินว่ามีกิจกรรมนี้มาก่อน
และไม่มีชื่อเขาในไหนเลย
“อ้าวพี่ มาแล้วเหรอครับ”
เสียงของธันวาดังขึ้นด้านหลัง
ชายหนุ่มในเสื้อยืดพับแขนกับหมวกผ้าสีอ่อน เดินเข้ามาพร้อมกลิ่นน้ำมันตะไคร้ที่อ่อนพอดี
“ขอโทษนะครับที่ไม่ได้บอกล่วงหน้า
คือผมกับโสนคุยกันแบบฉุกละหุกไปหน่อย
…บางอย่างมันก็แค่ ‘เข้าใจตรงกัน’ ได้เร็ว”
เขาพูดพร้อมรอยยิ้ม
น้ำเสียงเหมือนขอโทษ
แต่ในใจภณได้ยินชัดว่า — “นายไม่ใช่คนของที่นี่เท่าฉันแล้ว”
“ผมว่าโสนเหมาะกับอะไรแบบนี้นะครับ”
ธันวาพูดต่อ ขณะมองไปยังอีกฟากของลาน
“เขาดูมีความสุขเวลาได้ทำอะไรให้คนอื่นมากกว่าตัวเอง…
…แล้วบางที คนแบบนั้น… ก็ต้องมีคนที่มองเห็นจริง ๆ”
ภณนิ่ง
คิ้วเขากระตุกน้อย ๆ
แต่มือยังใส่กระติกน้ำให้เด็กนักเรียนอยู่
เขาไม่ตอบ
แต่ตาของเขามองธันวาแบบไม่ต้องยิ้ม
สายวันนั้น
โสนนท์วุ่นอยู่กับการพาเด็กๆ ดูรอบแปลงสมุนไพร
ฝ้ายตะโกนบอกภณให้ช่วยยกลังใบตอง
แต่เสียงของธันวาดังขึ้นก่อน
“ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวผมช่วยโสนเอง”
ภาพที่ธันวายื่นมือไปแตะแขนโสนนท์เบา ๆ แล้วเดินเคียงกันออกไป
…เหมือนรอยมีดเฉือนบาง ๆ ที่ไม่ถึงกับเลือดไหล
แต่เจ็บลึกแบบคนโดนบีบจากข้างใน
เย็นวันนั้น
ภณไม่ได้อยู่ร่วมจนจบกิจกรรม
เขาขอตัวกลับก่อน — เหมือนข้ออ้างธรรมดา
แต่ในใจ… เขารู้สึกเหมือนตัวเองถูกตัดออกจากบางสิ่งที่เขาเคยสร้าง
เขานั่งบนแคร่ไม้หลังบ้านยายแย้ม
ลมเย็นพัดผ่านใบกล้วย
ใจเงียบจนได้ยินเสียงตัวเองถามเบา ๆ
“นี่เรากำลังจะเสียเขาไป… ทั้งที่ยังอยู่ตรงนี้หรือเปล่า?”
ในเกมกระดาน บางคนเดินหมากเงียบ ๆ
แต่จงใจให้เรารู้ว่ากำลังจะ “รุก” เราโดยที่ใครๆ ก็ยังยิ้มอยู่
เย็นวันถัดจากงานกิจกรรม
ฝนตกปรอยๆ แบบไม่มีเค้าว่าจะหยุด
เสียงฝนกระทบกระเบื้องไม้ดังสม่ำเสมอ
เหมือนหัวใจของโสนนท์ที่กำลังเต้นอยู่ในจังหวะคลุมเครือ
เขานั่งอยู่หลังร้านกาแฟ
มือว่างอยู่บนถ้วยชา แต่ไม่ได้ยกจิบ
มือถืออยู่ข้างตัว ไม่มีข้อความใหม่
…และเขาเริ่มรู้สึกว่า “ไม่มีคำ” จากใครบางคนมานานเกินไปแล้ว
“พี่ภณเป็นอะไรหรือเปล่านะ…”
เขาถามฝ้ายขณะเก็บของหน้าร้าน
ฝ้ายเลิกคิ้ว “ไม่ได้ติดต่อเลยเหรอ?”
“ก็แค่สั้น ๆ… แบบคนที่ไม่อยากคุย”
โสนนท์พูดเหมือนขำ
แต่ตาไม่ได้ขำด้วย
ฝ้ายมองเพื่อนเงียบ ๆ ก่อนพูดเบา ๆ
“หรือบางทีเขาอาจไม่รู้… ว่าคนบางคนกำลังรอให้เขาพูดอะไรสักอย่างอยู่ทุกวัน”
ขณะเดียวกัน — ในห้องของโฮมสเตย์
ภณนั่งหน้าจอคอม
ภาพเอกสารกรรมสิทธิ์ที่เขาเพิ่งได้มาจากแหล่งภายในบริษัทพ่อโชว์ชัดบนหน้าจอ
กรรมสิทธิ์ลำดับที่ 3: นายธันวา ธารานนท์
– อนุมัติให้ใช้สิทธิ์เจรจาแทนเจ้าของที่ดินจำนวน 17 ไร่ บริเวณสโนน้อยฝั่งเหนือ
– ไม่เปิดเผยสถานะต่อสาธารณะ เว้นแต่มีเหตุให้จำเป็น
ภณขบกรามแน่น
มือกำเมาส์ไว้แน่นจนข้อขาว
เขาหันไปมองโทรศัพท์บนโต๊ะ
เปิดแชทกับโสนนท์
…พิมพ์ข้อความ
แล้วลบ
…พิมพ์ใหม่
แล้วลบอีก
สุดท้าย เขาวางโทรศัพท์ลง
แล้วเอ่ยในใจ
“ถ้าฉันยังไม่พูดตอนนี้… วันหนึ่งฉันอาจจะพูดไม่ทัน”
ค่ำคืนนั้น
ธันวายืนอยู่หน้าร้านโสน คาเฟ่
ในมือมีช่อดอกไม้ป่าที่เด็ดมาจากปลายนา
เขายื่นให้โสนนท์อย่างยิ้ม ๆ
“สำหรับคนที่ทำให้หมู่บ้านนี้ยังหอมอยู่… ไม่ใช่แค่เพราะกาแฟ”
โสนนท์หัวเราะเล็ก ๆ
รับมาเพราะเกรงใจ
แต่ยังรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย — และไม่รู้ว่าทำไม
ธันวาหรี่ตามองเขา
ก่อนจะพูดเบา ๆ
เหมือนลมเย็นพัดลอดคอเสื้อเข้ามา
“ถ้าคนที่อยู่ตรงนี้… ไม่เห็นค่านายแล้ว
…ผมอยากขอโอกาสเป็นคนที่เห็นก็แล้วกัน”
บางรอยร้าวไม่เกิดจากความโกรธ…
แต่มันเริ่มจากความเงียบที่ยืดเยื้อเกินไป

