HomeChapterบทที่ ๑๙ : สวนสนธยาและคำสัญญาใต้แสงจันทร์

บทที่ ๑๙ : สวนสนธยาและคำสัญญาใต้แสงจันทร์

ท่ามกลางความตึงเครียดที่แทบจะจุดระเบิดได้ทุกเมื่อ สายตาของนางพญานารีผลจ้องมองกลุ่มพรานทมิฬด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ ก่อนจะตวัดสายตามาที่พรานเข้มอย่างพินิจพิเคราะห์

“ผู้ชาย…” นางพญาเอ่ยเสียงเย็น “สิ่งมีชีวิตที่เต็มไปด้วยตัณหาและความรุนแรง พวกเจ้าเข้ามาที่นี่เพื่อทำลายความสงบของพวกเราอีกแล้วสินะ”

“ข้าไม่ได้มาทำร้ายใคร” เข้มตอบเสียงเรียบ ลดปืนในมือลงช้าๆ เพื่อแสดงความจริงใจ “ข้าแค่ต้องการผ่านทาง เพื่อนำของสำคัญไปช่วยชีวิตคน”

“โกหก!” พรานสิงห์ตะโกนแทรก “มันขโมยสมบัติมา! นางพญา ส่งตัวมันมาให้ข้า แล้วข้าจะแบ่งส่วนแบ่งให้!”

นางพญานารีผลแสยะยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่งดงามแต่แฝงยาพิษ “ส่วนแบ่งงั้นรึ? เจ้าคิดว่าเผ่าพันธุ์เราต้องการเศษเงินของมนุษย์หรือไง? …พวกเจ้าต่างหาก ที่บังอาจมองลูกหลานข้าเป็นเพียงของเล่นบำเรอกาม”

นางสะบัดมือวูบเดียว “จัดการมัน!”

สิ้นคำสั่ง เหล่าภูตมักกะลีผลนับร้อยที่ซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้ก็กระโจนลงมาพร้อมกัน ไม่ใช่ด้วยท่าทางยั่วยวน แต่ด้วยกรงเล็บและหนามแหลม พวกนางพุ่งเข้าโจมตีกลุ่มพรานสิงห์อย่างรวดเร็วปานสายฟ้า

“เฮ้ย! อะไรวะเนี่ย! ยิงมัน! ยิง!” พรานสิงห์ร้องลั่น สั่งลูกน้องระดมยิงใส่ภูตสาว แต่ความว่องไวของพวกนางเหนือชั้นกว่ามาก เสียงกรีดร้องของพรานทมิฬดังระงมเมื่อถูกหนามพิษปักเข้าตามร่างกาย

ท่ามกลางความโกลาหล นางพญานารีผลเดินตรงเข้ามาหาเข้มและนลิน เข้มขยับตัวจะยกมีดขึ้นป้องกัน แต่ถูกนลินจับแขนห้ามไว้

“นางไม่ทำร้ายเรา… ถ้าจิตใจท่านบริสุทธิ์” นลินกระซิบ

นางพญามาหยุดอยู่ตรงหน้าเข้ม กลิ่นหอมเย็นๆ ของดอกไม้ป่าลอยแตะจมูก นางยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจรดใบหน้าพรานหนุ่ม จ้องมองลึกเข้าไปในดวงตา “แปลก…” นางพึมพำ “ข้าไม่ได้กลิ่นราคะจากตัวเจ้า… มีแต่กลิ่นของความเหนื่อยล้า… และกลิ่นของ ‘ความรัก’

นางปรายตาไปมองนลิน แล้วยิ้มออกมาบางๆ “ที่แท้ก็มีเจ้าของแล้วนี่เอง… มิน่าล่ะ ถึงไม่หวั่นไหวกับลูกหลานข้า”

เข้มหน้าแดงขึ้นมาวูบหนึ่ง ทำตัวไม่ถูก ส่วนนลินก้มหน้าซ่อนรอยยิ้มเขินอาย

“ตามข้ามา…” นางพญาเอ่ยเสียงนุ่มลง “ข้าจะพาไปหลบในที่ปลอดภัย ปล่อยให้พวกคนถื่อนนั่นรับมือกับบทลงโทษของป่าไปก่อน”

ณ สวนสนธยา (เขตหวงห้ามใจกลางป่ามักกะลีผล)

นางพญานำทางพวกเขาเดินลึกเข้าไปในโพรงไม้ขนาดยักษ์ที่เชื่อมต่อไปสู่อีกมิติหนึ่ง เมื่อก้าวผ่านเข้ามา บรรยากาศอึมครึมภายนอกก็มลายหายไป สิ้นเชิง

ที่นี่คือ ‘สวนสนธยา’ ดินแดนที่เวลาหยุดนิ่งอยู่ในช่วงยามเย็นที่สวยงามที่สุด ท้องฟ้าเป็นสีม่วงอมชมพูไล่เฉดสีอย่างน่าอัศจรรย์ ไม่มีดวงอาทิตย์แผดเผา มีเพียงแสงนวลตาที่ส่องสว่างไปทั่ว

ต้นไม้ในสวนนี้ไม่ได้มีผลเป็นรูปร่างคน แต่เป็นต้นไม้แก้วที่ใบใสโปร่งแสง ลำธารสีฟ้าครามไหลเอื่อยๆ ผ่านโขดหินมอสสีทอง ฝูงผีเสื้อราตรีตัวเท่าฝ่ามือที่มีปีกเรืองแสงบินวนเวียนหยอกล้อกับดอกไม้ที่ส่งเสียงดนตรีคล้ายกระดิ่งลมยามต้องลม

“สวยเหลือเกิน…” นลินอุทาน ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ ความเหนื่อยล้าจากการต่อสู้ดูจะจางหายไปเมื่อได้สัมผัสพลังธรรมชาติบริสุทธิ์

“พักที่นี่เถิด” นางพญาผายมือไปที่ศาลาริมน้ำที่สร้างจากเถาวัลย์ถักทอ “ที่นี่ไม่มีใครเข้ามาได้ พรุ่งนี้เช้าข้าจะเปิดทางลัดไปส่งที่อาศรมพระฤาษี”

เมื่อนางพญาจากไปเพื่อให้ความเป็นส่วนตัว ความเงียบสงบที่หาได้ยากยิ่งก็โอบล้อมทั้งสองไว้

เข้มวางโหลแก้วบรรจุหัวใจสุริยกาลลงบนโต๊ะกลางศาลา แสงสีทองจากหัวใจส่องสว่างราวกับตะเกียงดวงน้อย สร้างบรรยากาศโรแมนติกและอบอุ่น

เข้มนั่งลงพิงเสาเถาวัลย์ เหยียดขายาวด้วยความเมื่อยล้า นลินเห็นดังนั้นจึงเดินไปตักน้ำจากลำธารใส่กระบอกไม้ไผ่มายื่นให้ “ดื่มหน่อยสิพี่เข้ม น้ำที่นี่หวานฉ่ำชื่นใจนัก”

เข้มรับมาดื่ม รสชาติหวานล้ำของน้ำทิพย์ทำให้สดชื่นขึ้นทันตา เขาตบที่ว่างข้างตัว “มานั่งนี่สิ… เจ้าเองก็คงเหนื่อยไม่น้อย”

นลินลังเลเล็กน้อย ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งข้างๆ พิงไหล่กว้างของพรานหนุ่มอย่างถือวิสาสะ ในเวลานี้ ยศถาบรรดาศักดิ์หรือความแตกต่างระหว่างเผ่าพันธุ์ไม่มีความหมายอีกต่อไป เหลือเพียงชายหนุ่มสองคนที่ผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน

“นลิน…” เข้มเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ สายตาทอดมองออกไปที่ทุ่งดอกไม้เรืองแสง “ถ้าจบงานนี้… เจ้าจะไปไหนต่อ?”

คำถามนั้นทำให้นลินชะงัก กินนรหนุ่มเงียบไปครู่ใหญ่ “ข้าก็คง… กลับไปอยู่ที่ถ้ำเดิม อยู่คนเดียวเหมือนที่เคยเป็น” น้ำเสียงของเขาเจือความเศร้าลึกๆ “ภารกิจจบ ท่านก็ต้องกลับไปโลกมนุษย์… โลกที่ข้าอยู่ไม่ได้”

เข้มหันมามองหน้าคนข้างกาย เอื้อมมือไปจับมือเรียวของนลินมากุมไว้แน่น “ใครบอกว่าข้าจะปล่อยให้เจ้าอยู่คนเดียว”

นลินเงยหน้าสบตา หัวใจเต้นรัวแรง “แต่ท่าน…”

“โลกมนุษย์อาจจะวุ่นวาย แต่ป่าดงพญาไฟบ้านข้าก็สงบไม่แพ้ที่นี่…” เข้มยิ้มอ่อนโยน “ถ้าเจ้าไม่รังเกียจกระท่อมพรานจนๆ… ข้าอยากให้เจ้าไปอยู่ด้วยกัน”

“ท่านบ้าไปแล้ว…” นลินหัวเราะทั้งน้ำตาที่เริ่มคลอเบ้า “พรานล่าสัตว์ กับกินนรผู้พิทักษ์สัตว์… ชาวบ้านคงลือกันให้แซ่ด”

“ช่างหัวชาวบ้านสิ” เข้มตอบเสียงหนักแน่น “ข้าสนแค่เจ้า… ตั้งแต่วันแรกที่ข้าเห็นเจ้าที่ริมธาร ข้าก็รู้แล้วว่าชีวิตข้าคงกลับไปเป็นเหมือนเดิมไม่ได้อีกแล้ว”

เข้มยกมือขึ้นเกลี่ยไรผมทัดหูให้นลิน นิ้วมือหยาบกร้านสัมผัสแก้มเนียนอย่างทะนุถนอม บรรยากาศในสวนสนธยาเป็นใจ แสงสีทองจากหัวใจในโหลแก้วเต้นตุบๆ เป็นจังหวะเดียวกับหัวใจของทั้งสองคน

นลินหลับตาพริ้ม เอียงหน้าซบฝ่ามืออุ่นนั้น “ข้าสัญญา… ไม่ว่าท่านจะไปที่ไหน ข้าจะบินตามท่านไป… แม้ปีกข้าจะมีตำหนิ แต่ข้าจะใช้มันบังแดดบังฝนให้ท่านตลอดไป”

เข้มค่อยๆ โน้มหน้าลงมา หน้าผากชนหน้าผาก ลมหายใจอุ่นรินรดกัน ไม่มีคำพูดใดๆ เอื้อนเอ่ยอีก มีเพียงความรู้สึกรักและผูกพันที่ถ่ายทอดผ่านความเงียบงัน

คืนนั้น ทั้งสองหลับใหลไปในอ้อมกอดของกันและกัน ท่ามกลางเสียงเพลงแผ่วเบาของดอกไม้และแสงดาวระยิบระยับของสวนสวรรค์

มันเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขสั้นๆ… ก่อนที่พายุลูกใหญ่ลูกสุดท้ายจะพัดกระหน่ำ เพราะพวกเขายังไม่รู้ตัวว่า “พรานสิงห์” นั้นหนังเหนียวกว่าที่คิด และความแค้นของมนุษย์นั้นน่ากลัวกว่าพิษของนารีผล

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments