admin

spot_img

บทที่ 7 : วงสวิงแห่งความหึงหวง

บรรยากาศการซ้อมในช่วงเย็นวันนี้ดูคึกคักเป็นพิเศษ เพราะใกล้ถึงวันแข่งกระชับมิตรกับคณะวิศวะฯ เข้ามาทุกที สมาชิกทุกคนต่างขะมักเขม้นซ้อมกันอย่างหนัก รวมถึงน้ำเหนือที่กำลังพยายามหวดลมตีลูกทิพย์อยู่อย่างตั้งอกตั้งใจ "เอวแข็งไปนะเหนือ ผ่อนคลายหน่อยครับ" เสียงนุ่มทุ้มดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับสัมผัสอุ่นๆ ที่แตะลงบนไหล่ น้ำเหนือสะดุ้งโหยง หันขวับไปเจอรอยยิ้มพิมพ์ใจของพี่ซัน "พ...พี่ซัน!" น้ำเหนือหน้าแดงแปร๊ด "พี่ซันมาดูผมซ้อมเหรอครับ?" "ครับ พี่เดินตรวจดูเด็กๆ น่ะ เห็นเราเกร็งๆ เลยแวะมาดู" พี่ซันยิ้มหวาน ขยับเข้ามาใกล้จนน้ำเหนือได้กลิ่นน้ำหอมราคาแพง "จับไม้แบบนี้มันจะเจ็บข้อมือนะ มา... เดี๋ยวพี่จัดท่าให้" พี่ซันเอื้อมมือมาจับมือน้ำเหนือที่กำด้ามไม้ไว้ มือใหญ่นุ่มนิ่มของรุ่นพี่กุมทับมือน้ำเหนือ จัดองศาข้อศอกให้ใหม่อย่างอ่อนโยน "ย่อเข่านิดนึงครับ... นั่นแหละ...

บทที่ 6 : ซ้อนท้ายแลกตีน (ข่าวลือ)

เช้าวันรุ่งขึ้น... น้ำเหนือรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นซอมบี้ที่เพิ่งหลุดออกมาจากหลุมศพ อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ (DOMS) เล่นงานเขาอย่างหนักหน่วง ทุกย่างก้าวที่เดินลงบันไดหอพักคือความทรมานระดับสิบ ขาสั่นพั่บๆ เหมือนลูกนกเพิ่งหัดบิน แขนล้าจนแทบยกช้อนกินข้าวไม่ขึ้น "สภาพดูไม่จืดเลยนะมึง" จี้ทักทายด้วยสีหน้าเวทนาปนขำขันขณะที่น้ำเหนือลากสังขารมาถึงโต๊ะม้าหินอ่อนใต้คณะ "อย่า... อย่าเพิ่งซ้ำเติม" น้ำเหนือฟุบหน้าลงกับโต๊ะ "เมื่อวานไอ้ปีศาจแมงมันใช้งานกูหนักมาก กูเกือบตายคาอนาถ" "แต่กูได้ข่าวว่า... ตอนจบแฮปปี้เอนดิ้งไม่ใช่เหรอ?" โป้งพูดขึ้นลอยๆ พลางดูดน้ำปั่น "มีคนตาดีเห็นหนุ่มน้อยหน้ามน นั่งซ้อนท้าย 'ดูคาติ' คันใหญ่ของเดือนคณะวิศวะ กลับหอตอนสี่ทุ่มกว่าๆ... ใช่เพื่อนกูหรือเปล่าน้า?" น้ำเหนือสะดุ้งโหยง เงยหน้าขึ้นมาเลิ่กลั่ก "ม...มึงรู้ได้ไง!?" "รู้ทั้งมอนั่นแหละโว้ย!"...

บทที่ ๗ : คีตการประลองยุทธ์

การเดินทางออกจากดงกินรีเปรียบเสมือนการเดินออกจากความฝันอันหวานเลี่ยน เข้าสู่ความเป็นจริงที่หนาวเหน็บและเวิ้งว้าง คณะเดินทางของพรานเข้มลัดเลาะไต่ระดับความสูงขึ้นสู่ทิวเขาเบื้องหน้า สภาพภูมิประเทศเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ต้นไม้ที่มีสีสันฉูดฉาดและรูปทรงบิดเบี้ยวเริ่มหายไป แทนที่ด้วยป่าสนดึกดำบรรพ์ที่มีลำต้นสูงเสียดฟ้า ใบสนสีเขียวอมเทาลู่ลมส่งเสียงหวีดหวิวราวกับเสียงกรีดร้องของวิญญาณ หมอกหนาทึบสีเทาหม่นปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ ทำให้ทัศนวิสัยเหลือเพียงระยะไม่กี่ก้าว อากาศเริ่มเย็นลงอย่างรวดเร็วจนปากสั่น ควันสีขาวพวยพุ่งออกมาทุกครั้งที่หายใจ จ้อยและลูกทีมต้องกระชับผ้าขาวม้าและเสื้อผ้าให้แน่นหนาขึ้นเพื่อต้านทานความหนาวที่กัดกินไปถึงกระดูก "อีกไกลไหมนลิน..." พรานเข้มเอ่ยถามเสียงเบา ขณะใช้มีดเดินป่าฟันกิ่งไม้ที่ขวางทาง นลินเดินนำหน้าด้วยฝีเท้าที่แผ่วเบาบนพื้นหิมะโปรยปราย ปีกสีขาวหม่นของเขาถูกพับเก็บแนบชิดแผ่นหลังเพื่อสร้างความอบอุ่น กินนรหนุ่มหยุดเดิน ชี้มือไปที่หน้าผาสูงชันเบื้องหน้า ซึ่งมีสะพานไม้เก่าคร่ำคร่าทอดข้ามเหวลึกที่มองไม่เห็นก้นบึ้งไปยังอีกฝั่ง "นั่นคือ 'สะพานสายหมอก'..." นลินตอบ น้ำเสียงเจือความกังวล "ข้ามสะพานนี้ไปได้ ก็จะเข้าสู่ป่าชั้นกลาง... แต่ปัญหาคือ คนเฝ้าสะพานไม่ใช่สัตว์เดรัจฉานที่เราจะใช้กำลังสู้ได้ง่ายๆ" "ใคร?" เข้มถามพลางขมวดคิ้ว ยังไม่ทันที่นลินจะตอบ...

บทที่ ๖ : มายาแห่งป่าหิมพานต์และบาปในใจคน

รุ่งสางในป่าหิมพานต์มิได้เริ่มต้นด้วยแสงอาทิตย์สีทองอำไพเช่นโลกมนุษย์ หากแต่ท้องฟ้าเบื้องบนค่อยๆ เปลี่ยนเฉดสีจากสีน้ำเงินเข้มจัดเป็นสีม่วงระเรื่อ ไล่ระดับลงมาจนถึงขอบฟ้าที่เป็นสีชมพูหวานฉ่ำราวกับกลีบดอกบัวตูม หมอกจางๆ สีขาวขุ่นลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือยอดไม้ รูปร่างของมันบิดเบี้ยวเปลี่ยนทรงไปมาคล้ายเหล่าภูตพรายที่กำลังร่ายรำต้อนรับวันใหม่ ณ ปากถ้ำหลังม่านน้ำตก คณะเดินทางของพรานเข้มยืนตระเตรียมสัมภาระกันอย่างเงียบเชียบ ความชื้นเย็นจากละอองน้ำยังคงเกาะพราวอยู่ตามใบหน้าและเสื้อผ้า แต่สิ่งที่ทำให้บรรยากาศเช้านี้ดูตึงเครียดยิ่งกว่าเดิม มิใช่อากาศที่หนาวเหน็บ หากแต่เป็นสีหน้าของผู้นำทาง นลิน ยืนกอดอกพิงโขดหิน สายตาจับจ้องไปทางทิศตะวันออกด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวลระคนหวาดหวั่น ปีกคู่สวยที่ได้รับการรักษาจนอาการดีขึ้นมากแล้วถูกหุบแนบสนิทไปกับแผ่นหลังราวกับต้องการซ่อนมันไว้จากสายตาใครบางคน "พี่เข้ม... ดูท่าทางคุณนลินเขาจะไม่ค่อยอยากไปทางนี้นะพี่" จ้อยกระซิบกระซาบกับลูกพี่ ขณะกำลังเช็คดินปืนในกระบอก พรานเข้มพยักหน้าเล็กน้อย เขาสังเกตเห็นความผิดปกติของกินนรหนุ่มตั้งแต่ตื่นนอน นลินพูดน้อยลงและดูระแวดระวังตัวมากกว่าปกติ เข้มกระชับย่ามสะพายหลัง เดินตรงเข้าไปหาไกด์จำเป็นของพวกเขา "ถ้าเจ้าลำบากใจ..." เข้มเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ...

บทที่ ๖ : กรงขังวารี

ดวงตะวันบ่ายคล้อยลอยเด่นอยู่กลางฟ้า สาดแสงแรงกล้าลงมาแผดเผาจนไอน้ำระเหยขึ้นมาจากบึงเป็นหมอกจางๆ อบอ้าวเหนียวเหนอะหนะไปทั้งตัว บรรยากาศเงียบสงัดจนน่าอึดอัด ไม่มีแม้แต่เสียงนกร้อง มีเพียงเสียงหายใจหอบถี่ของคนในเรือนที่กำลังเผชิญกับความสิ้นหวัง "มันวนกลับมาที่เดิม... อีกแล้ว!" หลวงเทพ ตะโกนลั่น ฟาดไม้พายลงกับพื้นเรือนจนหักสะบั้นด้วยความโมโห ใบหน้าคมสันแดงก่ำเหงื่อท่วมตัว หลังจากที่เขาพยายามถ่อแพไม้ไผ่ที่ช่วยกันต่อขึ้นมาหยาบๆ ออกไปสำรวจหาทางหนีอยู่นานร่วมชั่วโมง "ข้าบอกแล้วขอรับ..." พี่กล้า เอ่ยขึ้นเรียบๆ ขณะนั่งเหลาไม้ไผ่ให้แหลมเปี๊ยบอยู่ตรงชานเรือน "ป่านี้มันมีเจ้าที่ น้ำในบึงนี้มันมีอาถรรพ์ ตราบใดที่ 'นาย' ของมันยังไม่อนุญาต... ไม่มีใครออกไปได้ดอกขอรับ" "นายบ้านนายบออะไรของเอ็ง!" หลวงเทพชี้หน้าด่า "นี่มันยุคไหนแล้ว ข้าไม่เชื่อเรื่องผีบังบดอะไรทั้งนั้น...

บทที่ ๘ : เงาลวงตา

แสงตะวันยามสายสาดส่องลงมายังชานเรือนแพ เผยให้เห็นร่องรอยความเสียหายจากค่ำคืนอันบ้าคลั่งได้อย่างชัดเจน รอยเล็บลึกห้าแถวที่กรีดลงบนบานประตูไม้สักนั้นลึกจนเห็นเนื้อไม้สีอ่อนด้านใน เศษไม้ร่วงกราวเกลื่อนพื้น บ่งบอกถึงพละกำลังมหาศาลของผู้กระทำ หลวงเทพ ยืนกอดอกจ้องมองรอยเล็บนั้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด คิ้วขมวดมุ่นจนแทบผูกเป็นโบ "รอยเล็บ... ห้านิ้ว" เขาพึมพำ พลางทาบฝ่ามือตัวเองลงไปเทียบ "ใหญ่กว่ามือคนเกือบเท่าตัว แถมรอยเล็บยังคมกริบเหมือนใบมีดโกน... ไอ้พุ่ม เอ็งยังจะบอกว่านี่คือฝีมือของ 'ของดี' ที่ไอ้กล้ามันเลี้ยงไว้อีกรึ?" คุณพุ่ม นั่งอยู่ไม่ไกล กำลังช่วย แม่หญิงจัน จัดเตรียมสำรับอาหารเช้าที่เหลือเพียงปลาแห้งกับข้าวต้มจางๆ พุ่มเงยหน้ามองรอยนั้นแล้วกลืนน้ำลาย "ก็... ของมันแรง...

บทที่ ๗ : กลิ่นสาบสาง

รัตติกาลเคลื่อนคล้อยเข้าสู่ยามสอง ความมืดมิดภายนอกหนาทึบราวกับน้ำหมึกที่สาดรดลงมาทั่วป่าพรุ เสียงลมกรรโชกแรงหวีดหวิวผ่านช่องลมไม้กระดาน ฟังดูคล้ายเสียงกรีดร้องของวิญญาณสัมภเวสีที่โหยหาส่วนบุญ ภายในโถงเรือนแพ แสงเทียนไขเล่มสุดท้ายที่ แม่หญิงจัน จุดไว้เริ่มละลายจนเกือบหมดแท่ง เปลวไฟวูบไหวทอดเงาบิดเบี้ยวไปตามผนังเรือน สร้างภาพหลอนให้จิตใจที่หวาดระแวงอยู่แล้วยิ่งฟุ้งซ่าน หลวงเทพ นั่งขัดสมาธิกอดปืนคาบศิลาอยู่หน้าประตู ปากขมุบขมิบบ่นพึมพำไม่หยุด "ไอ้กล้ามันจะเป็นตายร้ายดีเยี่ยงไรบ้างวะ... เงียบกริบไปนานสองนานแล้ว หรือมันจะโดนคาบไปกินแล้ว?" "ปากหรือนั่นคุณหลวง" คุณพุ่ม สวนกลับทันควัน เขานั่งพิงเสาอยู่ไม่ไกล สายตาจ้องมองบานประตูไม้สักที่ลงกลอนแน่นหนา "คนอย่างพี่กล้า หนังเหนียวยิ่งกว่าควายธนู เอ็งห่วงตัวเองเถิด" "ข้าก็แค่สงสัย..." หลวงเทพหันมาทำตาขวาง "เอ็งดูจะเชื่อใจมันเหลือเกินนะไอ้พุ่ม ทั้งที่มันเป็นคนแปลกหน้า...

Subscribe

- Never miss a story with notifications

- Gain full access to our premium content

- Browse free from up to 5 devices at once

Must read

spot_img