ดวงตะวันบ่ายคล้อยลอยเด่นอยู่กลางฟ้า สาดแสงแรงกล้าลงมาแผดเผาจนไอน้ำระเหยขึ้นมาจากบึงเป็นหมอกจางๆ อบอ้าวเหนียวเหนอะหนะไปทั้งตัว บรรยากาศเงียบสงัดจนน่าอึดอัด ไม่มีแม้แต่เสียงนกร้อง มีเพียงเสียงหายใจหอบถี่ของคนในเรือนที่กำลังเผชิญกับความสิ้นหวัง
“มันวนกลับมาที่เดิม… อีกแล้ว!”
หลวงเทพ ตะโกนลั่น ฟาดไม้พายลงกับพื้นเรือนจนหักสะบั้นด้วยความโมโห ใบหน้าคมสันแดงก่ำเหงื่อท่วมตัว หลังจากที่เขาพยายามถ่อแพไม้ไผ่ที่ช่วยกันต่อขึ้นมาหยาบๆ ออกไปสำรวจหาทางหนีอยู่นานร่วมชั่วโมง
“ข้าบอกแล้วขอรับ…” พี่กล้า เอ่ยขึ้นเรียบๆ ขณะนั่งเหลาไม้ไผ่ให้แหลมเปี๊ยบอยู่ตรงชานเรือน “ป่านี้มันมีเจ้าที่ น้ำในบึงนี้มันมีอาถรรพ์ ตราบใดที่ ‘นาย’ ของมันยังไม่อนุญาต… ไม่มีใครออกไปได้ดอกขอรับ”
“นายบ้านนายบออะไรของเอ็ง!” หลวงเทพชี้หน้าด่า “นี่มันยุคไหนแล้ว ข้าไม่เชื่อเรื่องผีบังบดอะไรทั้งนั้น มันต้องเป็นเพราะกระแสน้ำวนต่างหาก!”
แม่หญิงจัน นั่งพัดวีให้ ไอ้จ้อย ที่นอนซมเพราะพิษไข้หัวโกร๋น นางเงยหน้ามองหลวงเทพด้วยสายตาละห้อย “พี่เทพ… พอเถิดเจ้าค่ะ ขืนออกแรงไปมากกว่านี้ พี่จะเป็นลมเป็นแล้งไปอีกคน เสบียงเรายิ่งมีน้อยอยู่”
คำพูดของแม่หญิงจันทำให้หลวงเทพจำต้องสงบสติอารมณ์ลง เขาทรุดตัวลงนั่งพิงเสาอย่างหมดแรง “แล้วเราจะทำเยี่ยงไร? นั่งรอมันมาแหกอกกินทีละคนรึ?”
คุณพุ่ม ที่นั่งเงียบมาตลอด ลุกขึ้นเดินไปหากล้า “พี่กล้า…” พุ่มเรียกเสียงนุ่ม
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นจากงานเหลาไม้ สายตาคมกล้าสบกับดวงตาเรียวรีของลูกขุนนาง “มีกระไรหรือขอรับ?”
“ข้าขอดูแผลที่แขนพี่หน่อยได้ไหม?”
คำขอนั้นทำให้บรรยากาศในวงสนทนาเงียบกริบ หลวงเทพหันขวับมามองทันที ส่วนกล้าชะงักมือที่กำลังจับมีด
“ข้าบอกแล้วว่าไม่เป็นกระไร…”
“ข้าแค่อยากเปลี่ยนผ้าพันแผลให้” พุ่มขัดขึ้นเสียงแข็ง แฝงอำนาจแบบที่ยากจะปฏิเสธ “ผ้าเก่านั่นชุ่มเหงื่อสกปรกนัก ประเดี๋ยวแผลเน่าลามปามจะลำบากกันหมด… หรือพี่กลัวข้าจะเห็นอะไร?”
กล้านิ่งไปครู่หนึ่ง กรามขบกันแน่นจนเป็นสันนูน ก่อนจะถอนหายใจยาว แล้วยื่นแขนข้างซ้ายออกมาอย่างเสียไม่ได้ “ตามใจคุณพุ่มเถิดขอรับ”
พุ่มนั่งลงตรงหน้ากล้า ค่อยๆ แกะปมผ้าพันแผลที่เปื้อนคราบเลือดแห้งกรังออก มือของพุ่มสั่นเล็กน้อย… ไม่ใช่เพราะกลัว แต่เพราะลุ้นระทึกกับสิ่งที่จะได้เห็น
เมื่อผ้าพันแผลหลุดออกจนหมด… เผยให้เห็นท่อนแขนกำยำสีทองแดง
ไม่มีแผล
ผิวหนังตรงนั้นเรียบเนียนสนิท ไม่มีแม้แต่รอยแผลเป็น หรือรอยสะเก็ด ราวกับเมื่อวานไม่เคยมีไม้แหลมแทงทะลุเนื้อมาก่อน จะมีก็เพียงรอยเปื้อนเลือดแห้งๆ เท่านั้น
หลวงเทพที่ชะโงกหน้ามาดูถึงกับตาโต “เฮ้ย! เมื่อวานข้าเห็นเลือดโชกเลยไม่ใช่รึ? ทำไมหายเร็วยังกับเล่นกล!”
“ข้ามียาดี…” กล้าตอบหน้านิ่ง ดึงแขนกลับไปเช็ดถูกับเสื้อ “ยาของพรานป่า สมานแผลชะงัดนัก”
“ยาเทวดารึไง ทาคืนเดียวหายสนิท?” หลวงเทพไม่เชื่อ
“พอกันที!” พุ่มลุกขึ้นยืน ตัดบทก่อนที่หลวงเทพจะซักไซ้จนความแตก เขารู้แล้ว… สิ่งที่เขาเห็นเมื่อวานไม่ใช่ตาฝาด การฟื้นตัวของกล้าคือหลักฐานชั้นดี
พุ่มหันไปสั่งทุกคนด้วยน้ำเสียงจริงจังในฐานะผู้นำทางปัญญาของกลุ่ม “ทุกคนฟังข้า… สถานการณ์ตอนนี้เราหนีไม่ได้แน่ คืนนี้เราต้องเตรียมรับมือ หลวงเทพ เอ็งเอาดาบกับปืนไฟที่เปียกน้ำนั่นมาเช็ดให้แห้งพร้อมใช้ แม่หญิงจัน เอ็งไปรวบรวมเทียนไขกับน้ำมันตะเกียงทั้งหมดที่มี อย่าให้ไฟดับเด็ดขาด ส่วนไอ้จ้อย…”
พุ่มหันไปมองบ่าวคนสนิทที่นอนละเมอเพ้อพก “…ให้นอนเฝ้าเสบียงไว้ อย่าให้หนูหรือแมลงมากิน”
“แล้วข้าเล่า?” กล้าถาม เงยหน้ามองพุ่มด้วยแววตาที่อ่านยากขึ้น
พุ่มก้มลงมองกล้า สบตากันเนิ่นนาน สื่อความหมายบางอย่างที่รู้กันแค่สองคน “พี่… มาช่วยข้าลงกลอนหน้าต่างประตูทุกบาน ตอกไม้ให้แน่นหนาที่สุดเท่าที่จะทำได้”
…
ช่วงโพล้เพล้ ขณะที่คนอื่นๆ กำลังง่วนกับการเตรียมการป้องกัน พุ่มฉวยโอกาสที่กล้ากำลังตอกตะปูปิดหน้าต่างบานสุดท้าย เข้าไปกระซิบถาม
“พี่ไม่ใช่คนธรรมดาใช่ไหม?”
กล้าชะงัก ค้อนในมือค้างกลางอากาศ เขาไม่ได้หันมามองพุ่ม แต่ตอบเสียงเบา “แล้วคุณพุ่มคิดว่าข้าเป็นตัวอะไร?”
“ข้าไม่รู้…” พุ่มเสียงสั่น “แต่ข้ารู้ว่าสิ่งที่ฆ่าพี่มีเมื่อคืน… มันไม่ใช่จระเข้ และพี่… ก็มีกลิ่นเหมือนมัน”
กล้าหันขวับมาประจันหน้า ร่างสูงใหญ่ดันพุ่มจนหลังติดผนังเรือน แววตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีอำพันวาวโรจน์ในเงามืด “ถ้าข้าเป็นมันจริงๆ… ป่านนี้คุณพุ่มคงไม่ได้มายืนถามข้าอยู่เยี่ยงนี้ดอก คอคุณคงขาดไปตั้งแต่อยู่บนเรือแล้ว”
“งั้นก็พิสูจน์สิ” พุ่มเงยหน้าสู้สายตา ใจดีสู้เสือ “คืนนี้… ปกป้องพวกข้า อย่าให้ใครตายอีก”
กล้ามองใบหน้าขาวเนียนที่เชิดขึ้นอย่างถือดี ก่อนจะค่อยๆ ผ่อนลมหายใจร้อนผ่าวออกมา “ข้าสัญญาไม่ได้ว่าจะไม่มีใครตาย… แต่ข้าสัญญาว่า ตราบใดที่ข้ายังหายใจ ข้าจะไม่ยอมให้คมเขี้ยวไหนมาแตะต้องผิวเนื้อคุณพุ่มได้แม้แต่ปลายเล็บ”
ประโยคนั้นหนักแน่นราวกับคำสาบาน พุ่มรู้สึกร้อนวูบที่ใบหน้า หัวใจเต้นผิดจังหวะท่ามกลางความหวาดกลัว
ตึง!
เสียงไม้ลั่นดังมาจากใต้ถุนเรือนอีกครั้ง เหมือนสัญญาณเตือนว่า… เวลาของมนุษย์หมดลงแล้ว
“มันมาแล้ว…” กล้ากระซิบ แววตาเปลี่ยนเป็นดุดัน “เข้าข้างใน ล็อกประตู อย่าออกมาจนกว่าจะรุ่งสาง”
“แล้วพี่ล่ะ?”
“ข้าต้องอยู่ข้างนอก” กล้าหยิบมีดพร้าคู่กายขึ้นมากระชับมั่น “ข้างในเรือน… แคบเกินไปสำหรับข้า”
พุ่มจำใจต้องเดินกลับเข้าไปในโถงเรือน กล้ามองตามจนแผ่นหลังบางนั้นหายลับไปหลังบานประตูไม้สัก เขาเอื้อมมือไปลูบที่ประตูเบาๆ ราวกับจะร่ายมนตร์คุ้มครอง
ท้องฟ้ามืดสนิทลงแล้ว เสียงลมหวีดหวิวเริ่มดังขึ้นประสานกับเสียงคำรามต่ำๆ ที่ดังมาจากป่ารอบทิศ คืนที่สองของเกมล่าชีวิต… ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว



