แสงตะวันยามสายสาดส่องลงมายังชานเรือนแพ เผยให้เห็นร่องรอยความเสียหายจากค่ำคืนอันบ้าคลั่งได้อย่างชัดเจน รอยเล็บลึกห้าแถวที่กรีดลงบนบานประตูไม้สักนั้นลึกจนเห็นเนื้อไม้สีอ่อนด้านใน เศษไม้ร่วงกราวเกลื่อนพื้น บ่งบอกถึงพละกำลังมหาศาลของผู้กระทำ
หลวงเทพ ยืนกอดอกจ้องมองรอยเล็บนั้นด้วยสีหน้าเคร่งเครียด คิ้วขมวดมุ่นจนแทบผูกเป็นโบ “รอยเล็บ… ห้านิ้ว” เขาพึมพำ พลางทาบฝ่ามือตัวเองลงไปเทียบ “ใหญ่กว่ามือคนเกือบเท่าตัว แถมรอยเล็บยังคมกริบเหมือนใบมีดโกน… ไอ้พุ่ม เอ็งยังจะบอกว่านี่คือฝีมือของ ‘ของดี’ ที่ไอ้กล้ามันเลี้ยงไว้อีกรึ?”
คุณพุ่ม นั่งอยู่ไม่ไกล กำลังช่วย แม่หญิงจัน จัดเตรียมสำรับอาหารเช้าที่เหลือเพียงปลาแห้งกับข้าวต้มจางๆ พุ่มเงยหน้ามองรอยนั้นแล้วกลืนน้ำลาย “ก็… ของมันแรง บางทีครูอาจจะลงโทษศิษย์ที่ดูแลไม่ดี”
“ลงโทษประสาอะไรวะ จะพังประตูเข้ามาฆ่าพวกเราอยู่รอมร่อ!” หลวงเทพตวาด “ข้าไม่เชื่อน้ำหน้ามันอีกแล้ว วันนี้ข้าต้องรู้ความจริงให้ได้ว่ามันเป็นตัวอะไรกันแน่ ผีปอบ? ผีกระสือ? หรือ…”
เสียงฝีเท้าหนักๆ เดินขึ้นบันไดท่าน้ำมาขัดจังหวะบทสนทนา
ทุกคนหันขวับไปมองเป็นตาเดียว ร่างสูงใหญ่ของ พี่กล้า ปรากฏตัวขึ้นที่หัวบันได สภาพของเขาดูย่ำแย่กว่าทุกวัน ผมเผ้ายุ่งเหยิงเปียกลู่แนบแก้ม เสื้อม่อฮ่อมตัวเก่งขาดวิ่นเป็นริ้วๆ เผยให้เห็นแผงอกและไหล่กว้างที่มีรอยขีดข่วนแดงเถือกเต็มไปหมด ราวกับเพิ่งไปฟัดกับดงหนามมาทั้งคืน
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนชะงัก คือ ‘แววตา’ ดวงตาสีอำพันคู่นั้นดูโรยรา อ่อนล้า และแดงก่ำ เหมือนคนอดนอนมาหลายคืน หรือไม่ก็… เหมือนสัตว์ร้ายที่เพิ่งผ่านศึกหนักมาหมาดๆ
“พี่กล้า!” พุ่มร้องอุทาน ลืมตัวจะวิ่งเข้าไปหา แต่ถูกหลวงเทพคว้าแขนดึงไว้
“หยุดอยู่ตรงนั้น!” หลวงเทพตะโกนใส่กล้า มือข้างหนึ่งแตะด้ามดาบ “อย่าเพิ่งก้าวเข้ามา! บอกข้ามาก่อนว่าเมื่อคืนเอ็งหายไปไหน? แล้วรอยที่ประตูนั่น… ฝีมือเอ็งใช่หรือไม่?”
กล้ายืนนิ่ง หอบหายใจเบาๆ สายตามองผ่านหลวงเทพไปหยุดที่พุ่มเพียงคนเดียว “ข้า… ไปไล่มัน” เสียงของเขาแหบพร่า ฟังดูสากระคายคอ “ไอ้ตัวที่อยู่ข้างล่าง… มันพยายามจะขึ้นมา”
“โกหก!” หลวงเทพสวนทันควัน “เสียงคำรามเมื่อคืนมันดังมาจากบนระเบียงชัดๆ! เอ็งนั่นแหละที่พยายามจะพังประตูเข้ามา!”
“ถ้าข้าจะพังเข้าไปจริงๆ…” กล้าขยับตัวเล็กน้อย แสงแดดกระทบกับกล้ามเนื้อที่เกร็งตัวขึ้น “ไม้กระดานผุๆ แค่นั้น กันข้าไม่ได้ดอกขอรับคุณหลวง”
คำพูดนั้นเรียบง่าย แต่แฝงด้วยความจริงที่น่ากลัวจนหลวงเทพเถียงไม่ออก
“พอเถอะพ่อเทพ พี่กล้าเขาเจ็บอยู่เห็นไหม” แม่หญิงจันเอ่ยเสียงสั่น นางเป็นคนขี้กลัว แต่สัญชาตญาณความเป็นแม่ศรีเรือนทำให้นางทนเห็นคนเจ็บไม่ได้ “มาเถอะพ่อกล้า ข้าต้มข้าวไว้ กินเสียหน่อยจะได้มีแรง”
กล้าพยักหน้าขอบคุณเบาๆ แล้วเดินโขลกเขลกเข้ามานั่งที่มุมเรือน ห่างจากทุกคนพอสมควร เขารับชามข้าวต้มไป แต่กลับวางมันลงข้างตัวโดยไม่แตะต้อง มือไม้สั่นเทาเล็กน้อยเหมือนคนจับไข้
พุ่มสังเกตเห็นอาการนั้น… อาการของคนที่กำลัง ‘อดทน’ ต่อความหิวโหยบางอย่าง ไม่ใช่หิวข้าว… แต่เป็นความกระหายที่ลึกล้ำกว่านั้น
“พี่กล้า…” พุ่มเดินเข้าไปหา คราวนี้หลวงเทพไม่ห้าม แต่จับตามองตาไม่กระพริบ “แผลพี่… ให้ข้าดูหน่อย”
“อย่าเข้าใกล้ข้ามากนัก…” กล้าขยับตัวถอยหนี ก้มหน้าหลบสายตา “ตัวข้าสกปรก มีแต่กลิ่นโคลนสาบควาย”
“ข้าไม่รังเกียจ” พุ่มนั่งลงข้างๆ เอื้อมมือไปแตะไหล่หนา ทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสผิวเนื้อ พุ่มสะดุ้งเฮือก ร้อน! ตัวของกล้าร้อนจี๋ราวกับไฟสุม ร้อนผิดปกติมนุษย์มนา มันคือความร้อนจากการเผาผลาญพลังงานมหาศาลในร่างกาย
“ตัวร้อนขนาดนี้ พี่ไหวรึเปล่า?”
“ไหว…” กล้ากัดฟันตอบ เหงื่อเม็ดโป้งผุดพรายเต็มหน้าผาก “แค่… ขอข้าพักสักเดี๋ยว”
หลวงเทพมองภาพนั้นด้วยสายตาจับผิด เขากระซิบกับแม่หญิงจัน “แม่จัน… เอ็งมีไอ้นั่นติดมาด้วยใช่ไหม? ด้ายสายสิญจน์ที่หลวงพ่อวัดระฆังปลุกเสกมาให้น่ะ?”
“มีเจ้าค่ะ… คุณพี่จะเอาไปทำกระไร?” แม่หญิงจันล้วงหยิบด้ายขาวม้วนเล็กๆ ออกมาจากย่าม
“พิสูจน์ความจริง” หลวงเทพแสยะยิ้มเย็น “ถ้ามันเล่นของสายดำ หรือเป็นผีสางนางไม้จริงๆ มันต้องแพ้ของสูง”
หลวงเทพรับด้ายสายสิญจน์มาซ่อนไว้ในมือ แล้วเดินตรงเข้าไปหากล้าด้วยท่าทีที่เป็นมิตรขึ้น (แบบปลอมๆ) “ไอ้กล้า… ข้าขอโทษที่วู่วาม เอ็งอุตส่าห์ช่วยพวกข้า ข้าเห็นเอ็งเจ็บ เอ็งคงขวัญเสีย มา… ข้าจะผูกข้อมือเรียกขวัญให้”
พุ่มเงยหน้ามองเพื่อนอย่างรู้ทัน “หลวงเทพ เอ็งจะทำอะไร?”
“ก็แค่ผูกข้อมือตามธรรมเนียมไทย เอ็งจะขัดข้องอะไรวะไอ้พุ่ม?” หลวงเทพไม่รอช้า พุ่งเข้าไปคว้าข้อมือขวาของกล้าทันที
“อย่านะ!” พุ่มร้องห้าม
แต่ไม่ทันการ หลวงเทพพันด้ายสายสิญจน์รอบข้อมือใหญ่ของกล้าอย่างรวดเร็ว
ฉ่า!
เสียงเหมือนเนื้อย่างนาบกระทะร้อนดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับควันสีขาวจางๆ ลอยขึ้นมาจากจุดที่ด้ายสัมผัสผิวหนัง!
“อึก!” กล้ากัดฟันแน่น หน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด แต่เขาไม่ร้องออกมาสักแอะ สะบัดแขนอย่างแรงจนหลวงเทพเซถลา
“เห็นไหม!” หลวงเทพชี้มือตะโกนลั่น “มันแพ้สายสิญจน์! เนื้อมันไหม้! มันไม่ใช่คน!”
แม่หญิงจันกรีดร้อง ยกมือปิดปาก ไอ้จ้อยที่เพิ่งตื่นนอนเห็นเหตุการณ์พอดีถึงกับฉี่ราดซ้ำสอง
พุ่มรีบเข้าไปแกะด้ายสายสิญจน์ออกจากข้อมือกล้า โยนมันทิ้งไป รอยที่ข้อมือแดงเถือกเหมือนถูกน้ำร้อนลวก “พอได้แล้วหลวงเทพ! เอ็งจะฆ่าเขาหรือไง!”
“ข้าไม่ได้ฆ่า! ข้ากำลังเปิดโปงปีศาจ!” หลวงเทพชักดาบออกมาเต็มตัว ปลายดาบชี้ไปที่หน้าอกกล้า “บอกมาไอ้กล้า… เอ็งเป็นตัวอะไร! สมิงใช่ไหม!?”
กล้านั่งหอบหายใจหนักหน่วง ดวงตาที่เคยหลบต่ำค่อยๆ เงยขึ้นสบตาหลวงเทพ คราวนี้… นัยน์ตาของเขา เปลี่ยนสี ชัดเจน จากสีน้ำตาลเข้ม กลายเป็น สีเหลืองอำพันเรืองแสง แม้จะอยู่ในที่ร่ม และม่านตาหดเล็กลงเป็นขีดตั้งเหมือนตาแมว!
บรรยากาศในเรือนเย็นยะเยือกขึ้นมาทันที แม้แดดข้างนอกจะร้อนเปรี้ยง
“ถ้าข้าเป็นสมิง…” กล้าเอ่ยเสียงต่ำที่สั่นประสาทคนฟัง “ป่านนี้ดาบในมือเอ็ง คงหักเป็นสองท่อน แล้วคอเอ็งคงหลุดจากบ่าไปนานแล้ว… คุณหลวง”
เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืนช้าๆ เต็มความสูง เงาของเขาทอดทาบลงบนพื้นกระดาน… และในจังหวะที่แดดส่องผ่านช่องหน้าต่างมากระทบตัวกล้า พุ่มเหลือบไปเห็นเงาบนพื้น…
เงาของหลวงเทพ เป็นรูปคนปกติ เงาของแม่หญิงจัน เป็นรูปคนปกติ แต่เงาของพี่กล้า… ในเสี้ยววินาทีหนึ่ง มันวูบไหว… ช่วงไหล่ดูหนาผิดมนุษย์ และช่วงหัว… ดูเหมือนมี หูแหลมๆ งอกออกมา
“เงา…” พุ่มหลุดปากออกมาเบาๆ
กล้ารู้ตัวทันที เขาขยับตัวหลบเข้าไปในมุมมืดที่แดดส่องไม่ถึง “ข้าเป็นคน…” กล้ายืนยันเสียงแข็ง แต่ฟังดูอ่อนแรง “คนที่มีกรรม… และถ้าพวกเอ็งยังไม่อยากตาย ก็อย่ามายุ่งกับข้า”
เขาหันหลังเดินหนีเข้าไปในห้องนอนเล็กที่ว่างอยู่ แล้วปิดประตูกระแทกกลอนขังตัวเองไว้ข้างใน
ความเงียบเข้าปกคลุมโถงเรือนอีกครั้ง หลวงเทพลบดาบลงด้วยมือที่สั่นเทา เหงื่อกาฬแตกพลั่ก “เอ็งเห็นตาของมันไหมไอ้พุ่ม…” หลวงเทพกระซิบเสียงเครือ “ตาแมว… มันตาแมวชัดๆ”
พุ่มไม่ตอบ เขาจ้องมองไปที่ประตูห้องนั้นด้วยความรู้สึกที่ปั่นป่วน เขารู้ความจริงแล้ว… ไม่ใช่แค่สงสัย แต่แน่ใจ พี่กล้าคือสมิง… สัตว์ร้ายในตำนาน
แต่ทำไม… ทำไมใจของเขาถึงไม่นึกกลัวเลยสักนิด? กลับกัน… เขากลับรู้สึกเป็นห่วงเจ้าสัตว์ร้ายตัวโตที่กำลังขังตัวเองด้วยความเจ็บปวดในห้องนั้นมากกว่า
“เราต้องคุยกัน” พุ่มหันมาบอกเพื่อนๆ “ไม่ใช่เรื่องฆ่าเขา… แต่เรื่องที่เราจะรอดไปพร้อมกับเขาได้อย่างไร”


