admin

spot_img

บทที่ 17: ร่ายรำทรายมรณะ (The Dance of Deadly Sands)

"โฮก!!!!!!" เจ้าปีศาจเงาร่างยักษ์คำรามลั่น แรงสั่นสะเทือนทำเอาเศษกระจกบนพื้นสั่นกราว มันง้างกรงเล็บขนาดมหึมาเตรียมตบพวกเราให้แบนแต๊ดแต๋เหมือนยุง "วิน! สร้างเกราะ!" กาลตะโกนสั่ง "เกราะเหรอ... เกราะ... เกราะ..." ผมหลับตาปี๋ จินตนาการถึงสิ่งที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เด็กสถาปัตย์ฯ จะนึกออก ไม่ใช่กำแพงอิฐ... ไม่ใช่คอนกรีต... แต่มันคือ "โครงสร้าง Truss (โครงถักเหล็ก)!" ผมสะบัดมือออกไป ฟุ่บ! ละอองทรายสีทองพุ่งขึ้นจากพื้น ถักทอกันอย่างรวดเร็วกลายเป็นโครงสร้างรูปสามเหลี่ยมซ้อนกันหลายชั้น ก่อตัวเป็นโดมขนาดยักษ์ครอบตัวพวกเราไว้ ตูม!!! กรงเล็บปีศาจฟาดลงบนโดมทรายเสียงสนั่นหวั่นไหว โดมสั่นสะเทือนแต่ไม่พัง! แรงกระจายออกไปตามโครงสร้างสามเหลี่ยมอย่างสมบูรณ์แบบ (ขอบคุณวิชา...

บทที่ ๒๗ (ปัจฉิมบท) : รอยตีตราพยัคฆ์

หนึ่งเดือนต่อมา สายลมหนาวพัดผ่านแม่น้ำเจ้าพระยา นำพาความเยือกเย็นมาเยือนพระนคร แต่ภายในห้องนอนเรือนแพหลังใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างมิดชิดท้ายสวนของท่านเจ้าคุณกรมท่า... อากาศกลับร้อนระอุราวกับถูกไฟสุม แสงจันทร์วันเพ็ญสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างบานเกล็ด ลงมากระทบผิวเนียนละเอียดของ คุณพุ่ม ที่นอนหอบหายใจอยู่บนเตียงกว้าง ร่างกายท่อนบนเปลือยเปล่า มีเพียงผ้าแพรผืนบางปิดบังช่วงล่างไว้อย่างหมิ่นเหม่ เม็ดเหงื่อผุดพรายตามไรผมและลำคอขาวผ่อง "อื้อ... พี่กล้า..." เสียงครางหวานหูหลุดรอดจากริมฝีปากบาง เมื่อลิ้นสากร้อนชื้นของใครบางคนลากไล้ไปตามแนวสันหลัง พี่กล้า ในร่างมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อแข็งแกร่งดั่งหินผา คร่อมทับอยู่เหนือร่างของคนรัก ดวงตาสีอำพันสว่างวาบในความมืด จ้องมอง 'เหยื่อ' ใต้อาณัติด้วยความหิวกระหายที่อัดอั้นมานาน คืนนี้เป็นคืนพระจันทร์เต็มดวง... คืนที่สัญชาตญาณสัตว์ป่าตื่นตัวถึงขีดสุด แต่คราวนี้ เขาไม่ต้องออกไปล่าใคร... เพราะเหยื่อของเขา...

บทที่ ๒๖ : อวสานทรราช

บรรยากาศกลางลานประหารวัดสระเกศเงียบกริบจนได้ยินเสียงลมหายใจ ทหารและชาวบ้านต่างยืนตะลึงกับภาพชายชราผมขาวในชุดขาวห่มขาว ที่ยืนสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางวงล้อม โดยมี พี่กล้า นอนหอบหายใจอยู่แทบเท้า "เจ้า..." พระยาไกรสีห์ ชี้นิ้วสั่นเทาไปที่ชายชรา "เจ้าอินทา! มึงตายไปแล้ว! กูเห็นกับตาว่ามึงถูกเผาไปพร้อมคุ้มหลวง!" "สิ่งที่ถูกเผา คือร่างจำแลงของข้า" เจ้าอินทา (ปู่ของกล้า) เอ่ยเสียงเรียบ ทรงอำนาจ "ข้าละทิ้งกายหยาบ หนีเข้าสู่ป่าหิมพานต์เพื่อรักษา 'หน่อเนื้อเชื้อไข' สุดท้ายของตระกูล... แต่บัดนี้ ถึงเวลาที่ข้าต้องกลับมาสะสางบัญชี" เจ้าอินทาหันไปทางขบวนเสด็จที่เพิ่งมาถึง ชายสูงศักดิ์บนเสลี่ยงก้าวลงมา... พระองค์คือ...

บทที่ ๒๕ : ลานเลือดวัดสระเกศ

แสงแดดบ่ายคล้อยแผดเผาลงมายังลานดินกว้างหน้า วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ฝุ่นแดงคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ เสียงเซ็งแซ่ของชาวพระนครนับพันที่แห่แหนมามุงดู "มหรสพแห่งความตาย" ดังอื้ออึงแข่งกับเสียงร้องแกว๊กๆ ของ ฝูงแร้ง ที่บินวนเวียนอยู่เหนือยอดภูเขาทอง รอคอยเวลาอาหารอันโอชะ ตรงกลางลานประหาร นักโทษการเมืองและแพะรับบาปเจ็ดคนถูกมัดตราสังนั่งคุกเข่าเรียงหน้ากระดาน เพชฌฆาตในชุดแดงถือดาบวาววับกำลังร่ายรำเพลงดาบข่มขวัญ ท่ามกลางเสียงปี่พาทย์มอญที่บรรเลงเพลงโศก บีบคั้นหัวใจคนฟัง บนปะรัมพิธี พระยาไกรสีห์ นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ไม้สักแกะสลัก สีหน้าเรียบเฉยแต่แววตาพึงพอใจ ข้างกายมี ไอ้สอน (ที่รอดตายมาได้แต่พันแผลเต็มตัว) ยืนกระซิบกระซาบอยู่ไม่ห่าง ถัดไปไม่ไกล ท่านเจ้าคุณกรมท่า นั่งหน้าเครียด โดยมี...

บทที่ ๒๔ : ชุมโจรหลังป่าช้า

สายลมยามดึกพัดเอากลิ่นธูปและกลิ่นซากศพจางๆ ลอยมาแตะจมูก พี่กล้า ที่กำลังเดินย่ำเท้าเปล่าเข้าไปในความมืดมิดของ ป่าช้าวัดดอน (วัดบรมสถล) สถานที่แห่งนี้ขึ้นชื่อว่าเป็น "ดินแดนผีสิง" ที่น่ากลัวที่สุดในพระนคร เป็นที่ฝังศพไร้ญาติและชาวจีนอพยพนับหมื่น หลุมศพแบบ "ฮวงซุ้ย" เรียงรายสลับกับเนินดินนูนต่ำสูงๆ ต่ำๆ สุดลูกหูลูกตา บรรยากาศเงียบสงัดจนได้ยินเสียงใบไผ่เสียดสีกันดัง แกรก... แกรก... เหมือนเสียงกระดูกกระทบกัน กล้ากระชับผ้าขาวม้าที่เจ๊กง้วนให้มาพันเอวไว้แน่น สายตาสีอำพันกวาดมองไปรอบตัว สัญชาตญาณสัตว์ป่าบอกเขาว่า... เขาไม่ได้เดินอยู่คนเดียว มีสายตาหลายคู่จับจ้องมาจากหลังป้ายหลุมศพและบนยอดไม้ "ออกมา..." กล้าหยุดเดิน เอ่ยเสียงเรียบ...

บทที่ ๒๓ : ตรอกคนบาป

ฝนหลงฤดูตกลงมาอย่างหนักในยามวิกาล ราวกับฟ้าดินต้องการชะล้างความโสมมของเมืองหลวง แต่สำหรับ พี่กล้า สายฝนเย็นเยียบนี้คือเครื่องอำพรางชั้นดีที่ช่วยลบรอยเลือดและกลิ่นสาบสางไม่ให้สุนัขล่าเนื้อตามเจอ ร่างสูงใหญ่ในสภาพเสื้อผ้าขาดวิ่นเปียกปอน วิ่งลัดเลาะเข้าไปในตรอกแคบๆ แถบ สำเพ็ง-พาหุรัด ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของชาวจีนอพยพและกรรมกรแบกหาม กลิ่นฝิ่น กลิ่นน้ำเน่า และกลิ่นเหงื่อไคลของชนชั้นแรงงาน คละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ช่วยกลบกลิ่นตัวของเขาได้เป็นอย่างดี "แฮ่ก... แฮ่ก..." กล้าทรุดตัวลงนั่งพิงกำแพงโรงฝิ่นเก่าซอมซ่อ แผลที่ถูกกระจกบาดและแผลเก่าที่เอวเริ่มอักเสบจนตัวร้อนรุ่ม เขาพยายามหดกรงเล็บและเขี้ยวที่งอกยาวกลับคืนสู่สภาพมนุษย์ แต่มันยากเหลือเกินเมื่อร่างกายอ่อนแอและจิตใจเต็มไปด้วยความหวาดระแวง "เฮ้ย! ดูซิเราเจอตัวอะไร..." เสียงแหบห้าวภาษาไทยปนจีนดังขึ้น เงาตะคุ่มสามสี่ร่างเดินออกมาจากเงามืด พวกมันเป็นพวก 'อั้งยี่' หรือนักเลงคุมตรอก ถือมีดพกและไม้หน้าสาม...

บทที่ ๒๒ : มายากลสีเลือด

เสียงไวโอลินจากวงมโหรีบรรเลงเพลงหวานซึ้ง แขกเหรื่อจับคู่กันเต้นรำกลางฟลอร์อย่างมีความสุข แต่สำหรับ พี่กล้า ทุกจังหวะดนตรีคือเสียงนับถอยหลังของระเบิดเวลา เขายืนตัวเกร็งอยู่ข้างเสา ตามประกบ คุณพุ่ม ไม่ห่าง สายตาสีอำพันกวาดมองไปในความมืดรอบนอกศาลา จมูกสัมผัสได้ถึงกลิ่น 'ดินปืน' และ 'กำมะถัน' ที่เริ่มเข้มข้นขึ้นจนกลบกลิ่นน้ำหอม "พี่กล้า... มือพี่เย็นเฉียบเลย" พุ่มกระซิบ พลางยื่นแก้วน้ำพั้นช์ให้ "ดื่มหน่อยแก้กระหาย" "ข้าดื่มไม่ลง..." กล้าตอบเสียงเครียด "คุณพุ่ม... ข้าว่าเราควรพาคุณพ่อคุณออกไปจากตรงนี้... เดี๋ยวนี้" ยังไม่ทันขาดคำ พรึ่บ! ไฟทุกดวงในงานเลี้ยงดับวูบลงพร้อมกัน! ไม่ใช่แค่ในตัวเรือน แต่รวมถึงไฟในสวนและไฟถนน...

Subscribe

- Never miss a story with notifications

- Gain full access to our premium content

- Browse free from up to 5 devices at once

Must read

spot_img