HomeChapterบทที่ 17: ร่ายรำทรายมรณะ (The Dance of Deadly Sands)

บทที่ 17: ร่ายรำทรายมรณะ (The Dance of Deadly Sands)

“โฮก!!!!!!”

เจ้าปีศาจเงาร่างยักษ์คำรามลั่น แรงสั่นสะเทือนทำเอาเศษกระจกบนพื้นสั่นกราว มันง้างกรงเล็บขนาดมหึมาเตรียมตบพวกเราให้แบนแต๊ดแต๋เหมือนยุง

“วิน! สร้างเกราะ!” กาลตะโกนสั่ง

“เกราะเหรอ… เกราะ… เกราะ…” ผมหลับตาปี๋ จินตนาการถึงสิ่งที่แข็งแกร่งที่สุดเท่าที่เด็กสถาปัตย์ฯ จะนึกออก ไม่ใช่กำแพงอิฐ… ไม่ใช่คอนกรีต… แต่มันคือ “โครงสร้าง Truss (โครงถักเหล็ก)!”

ผมสะบัดมือออกไป ฟุ่บ! ละอองทรายสีทองพุ่งขึ้นจากพื้น ถักทอกันอย่างรวดเร็วกลายเป็นโครงสร้างรูปสามเหลี่ยมซ้อนกันหลายชั้น ก่อตัวเป็นโดมขนาดยักษ์ครอบตัวพวกเราไว้

ตูม!!! กรงเล็บปีศาจฟาดลงบนโดมทรายเสียงสนั่นหวั่นไหว โดมสั่นสะเทือนแต่ไม่พัง! แรงกระจายออกไปตามโครงสร้างสามเหลี่ยมอย่างสมบูรณ์แบบ (ขอบคุณวิชา Statics ที่อาจารย์สอนมา!)

“โห… แข็งกว่าที่คิดแฮะ!” ผมลืมตามองผลงานตัวเองอย่างทึ่งๆ

“เยี่ยมมาก…” กาลกัดฟัน ยันตัวลุกขึ้นยืนข้างผม “ทีนี้… เปิดช่องให้ข้าหน่อย”

“จัดไป!” ผมวาดมือฉีกโดมทรายออกเป็นช่องว่าง กาลพุ่งตัวออกไปทันที! แม้ร่างกายจะร้าวราน แต่ท่วงท่าของเขายังคงเฉียบคม เคียวสีดำที่สร้างจากเงาปรากฏขึ้นในมือ

ฉวับ! กาลฟันเข้าที่ขาหน้าของมันจนขาดกระเด็น ปีศาจร้องโหยหวน เสียหลักล้มลง

“วิน! ตรึงมันไว้!” กาลสั่งการต่อเนื่อง

“ได้เลย!” ผมจินตนาการต่อ… คราวนี้ขอเป็น “เสาเข็ม!” ผมตบมือลงบนพื้น ทรายสีทองพุ่งขึ้นมาจากใต้เท้าของปีศาจ กลายเป็นเสาปลายแหลมนับสิบต้น แทงสวนขึ้นไปตรึงร่างของมันไว้กับที่เหมือนแมลงสตัฟฟ์

“ปิดจ๊อบล่ะนะ…” กาลกระโดดลอยตัวขึ้นสูง (แม้จะดูทุลักทุเลกว่าปกติ) เขาเงื้อเคียวขึ้นเหนือหัว รวบรวมพลังเฮือกสุดท้าย “จงกลับคืนสู่ความว่างเปล่า!”

ฉับ!!! เคียวตวัดผ่านลำคอของปีศาจเงา หัวของมันหลุดกระเด็น… ร่างกายสลายกลายเป็นควันดำพวยพุ่งและจางหายไปในอากาศ

กาลร่วงลงสู่พื้น… ขาของเขาหมดแรงจนทรุดฮวบ “กาล!” ผมรีบวิ่งเข้าไปรับตัวเขาไว้ได้ทันก่อนที่หน้าจะกระแทกพื้น

“แฮ่ก… แฮ่ก…” กาลหอบหายใจรุนแรง ตัวร้อนจี๋เหมือนไฟ ผมสีขาวของเขาดูลู่ลงแนบแก้มที่เปื้อนคราบเลือดสีดำ “จบ… แล้วสินะ…”

“จบแล้ว… เราชนะ” ผมกอดประคองเขาไว้แน่น “เก่งมาก… นายเก่งที่สุดเลย”

กาลยิ้มบางๆ ก่อนจะหมดสติคาอ้อมกอดผม

ณ หอพักชาย (เวลา 02.00 น.)

ภารกิจที่ยากกว่าการสู้กับปีศาจ คือการ “ลักลอบพาผู้ชายสภาพเหมือนซอมบี้เข้าหอ” โชคดีที่ลุงยามกำลังหลับน้ำลายยืด ผมเลยแบกเพื่อนร่วมห้อง (ที่เอาผ้าคลุมหัวมิดชิด) วิ่งจู๊ดขึ้นบันไดหนีไฟมาถึงห้อง 404 ได้อย่างปลอดภัย

ผมวางร่างของกาลลงบนเตียง (เตียงชั้นล่างของผม เพราะเขาปีนไม่ไหวแน่) สภาพเขาดูแย่กว่าที่คิด… ผิวขาวซีดมีรอยร้าวเป็นลายงาเหมือนเครื่องปั้นดินเผาเก่าๆ ตามแขนและลำคอ เส้นเลือดปูดโปนเป็นสีดำคล้ำตัดกับผิว และเส้นผม… ที่กลายเป็นสีขาวโพลนไปหมดแล้ว

“กาล…” ผมนั่งลงข้างเตียง เอื้อมมือไปลูบผมเขาเบาๆ เส้นผมที่เคยนุ่มลื่น ตอนนี้แห้งกรอบและหยาบกระด้าง

ผมรีบไปเอากะละมังใส่น้ำอุ่นกับผ้าขนหนูมา ค่อยๆ เช็ดคราบเลือดสีดำออกจากใบหน้าและลำตัวของเขาอย่างเบามือที่สุด กลัวว่าถ้าแรงไป ผิวเขาจะแตกหลุดออกมา

“อือ…” กาลครางเบาๆ ในลำคอ คิ้วขมวดมุ่นด้วยความเจ็บปวด

“ทนหน่อยนะ… เดี๋ยวก็ดีขึ้น” ผมกระซิบปลอบ เช็ดไป… น้ำตาผมก็หยดลงไปผสมในกะละมัง

จู่ๆ มือเย็นเฉียบของเขาก็คว้าข้อมือผมไว้ กาลลืมตาขึ้นช้าๆ… ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นดูหม่นแสงลง แต่ยังคงฉายแววอ่อนโยน

“ร้องไห้… อีกแล้ว…” เสียงเขาแหบพร่า

“ก็สภาพนายมันน่าร้องไหมล่ะ!” ผมดุเขาทั้งน้ำตา “ดูตัวเองสิ… ผมหงอกหมดหัวแล้วเนี่ย จะกลายเป็นคุณปู่โสมเฝ้าทรัพย์แล้วนะ”

กาลหัวเราะในลำคอเบาๆ “ผมขาว… ก็เท่ดีออก… อินเทรนด์แบบ… แจ็ค ฟรอสต์ ไง”

“ยังจะมีอารมณ์มาตลก!” ผมบิดผ้าขนหนูแรงๆ “แล้วรอยแตกพวกนี้… มันจะหายไหม?”

กาลมองแขนตัวเอง “คงไม่หาย… มันคือร่องรอยของการฝืนกฎธรรมชาติ” เขาเงยหน้ามองผม “รังเกียจไหม?”

ผมส่ายหน้าทันที โน้มตัวลงไปจูบเบาๆ ที่หน้าผากเขา และจูบซับลงบนรอยร้าวที่แก้ม “ไม่รังเกียจ… ต่อให้นายแตกเป็นเสี่ยงๆ ฉันก็จะเอากาวตราช้างมาต่อให้เหมือนเดิม”

กาลยิ้ม… รอยยิ้มที่ไปถึงดวงตา “ขอบใจนะ… วิน”

เขาลูบแก้มผม “พลังที่เจ้าใช้เมื่อกี้… ทรายนั่น…”

“อ๋อ… สร้อยเส้นนี้ไง” ผมชูสร้อยนาฬิกาทรายให้ดู “ตอนที่ฉันอยากปกป้องนาย… มันก็ร้อนวูบ แล้วทรายก็พุ่งออกมาเอง”

กาลมองสร้อยนิ่งๆ แววตาครุ่นคิด “นั่นคือ ‘เถ้าแห่งดวงดาว’… พลังชีวิตส่วนหนึ่งของข้าที่ถ่ายทอดให้เจ้า” “ตอนนี้… เราสองคนเชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์แล้ว วิน” “ชีวิตข้า… คือชีวิตเจ้า”

คำพูดนั้นฟังดูโรแมนติก แต่ก็แฝงความน่ากลัว ถ้าชีวิตเราเชื่อมกัน… แปลว่าถ้าเขาตาย ผมก็อาจจะตายด้วย? หรือถ้าผมตาย เขาก็จะตาย?

“ช่างมันเถอะเรื่องนั้น” ผมตัดบท “ตอนนี้นายต้องพักผ่อน กินอะไรหน่อยไหม? ต้มมาม่าให้”

“ข้าไม่หิว…” กาลขยับตัวเว้นที่ว่างบนเตียงแคบๆ “มานอนนี่สิ… หนาว”

ผมลังเลนิดหน่อย (เตียงมัน 3.5 ฟุต เบียดกันตาย) แต่สุดท้ายก็ยอมแทรกตัวลงไปนอนข้างๆ กาลดึงผมเข้าไปกอดทันที ซุกหน้าลงกับซอกคอผม สูดดมกลิ่นสบู่ “อุ่น…” เขาพึมพำ

ผมนอนนิ่ง ให้เขาใช้แขนผมหนุนต่างหมอน “กาล…”

“หือ?”

“สัญญาได้ไหม… ว่าจะไม่หนีไปไหนอีก”

“อืม… สัญญา” เสียงเขางัวเงียเต็มที “พรุ่งนี้… พาไปกินหมูกระทะอีกนะ… อยากกินเบคอน…”

“ตะกละจริงๆ พ่อคุณ…” ผมยิ้ม “ได้เลย… จะเลี้ยงให้พุงแตกตายไปเลย”

กาลหลับไปแล้ว… ลมหายใจสม่ำเสมอ ผมมองดูนาฬิกาทรายที่สร้อยคอ… ทรายสีเงินข้างในเหลืออยู่ประมาณครึ่งหนึ่ง เวลากำลังนับถอยหลัง… แต่คืนนี้… ขอแค่คืนนี้… ที่เราได้นอนกอดกันโดยไม่ต้องกังวลเรื่องวันพรุ่งนี้ก็พอ

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments