HomeChapterบทที่ ๒๕ : ลานเลือดวัดสระเกศ

บทที่ ๒๕ : ลานเลือดวัดสระเกศ

แสงแดดบ่ายคล้อยแผดเผาลงมายังลานดินกว้างหน้า วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ฝุ่นแดงคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ เสียงเซ็งแซ่ของชาวพระนครนับพันที่แห่แหนมามุงดู “มหรสพแห่งความตาย” ดังอื้ออึงแข่งกับเสียงร้องแกว๊กๆ ของ ฝูงแร้ง ที่บินวนเวียนอยู่เหนือยอดภูเขาทอง รอคอยเวลาอาหารอันโอชะ

ตรงกลางลานประหาร นักโทษการเมืองและแพะรับบาปเจ็ดคนถูกมัดตราสังนั่งคุกเข่าเรียงหน้ากระดาน เพชฌฆาตในชุดแดงถือดาบวาววับกำลังร่ายรำเพลงดาบข่มขวัญ ท่ามกลางเสียงปี่พาทย์มอญที่บรรเลงเพลงโศก บีบคั้นหัวใจคนฟัง

บนปะรัมพิธี พระยาไกรสีห์ นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ไม้สักแกะสลัก สีหน้าเรียบเฉยแต่แววตาพึงพอใจ ข้างกายมี ไอ้สอน (ที่รอดตายมาได้แต่พันแผลเต็มตัว) ยืนกระซิบกระซาบอยู่ไม่ห่าง

ถัดไปไม่ไกล ท่านเจ้าคุณกรมท่า นั่งหน้าเครียด โดยมี คุณพุ่ม และ หลวงเทพ ยืนขนาบข้าง ทั้งสองคนมีเหงื่อกาฬไหลพลั่ก ไม่ใช่เพราะความร้อน แต่เพราะเวลาที่งวดเข้ามาทุกที

“ท่านเจ้าคุณกลาโหม…” พุ่มตัดสินใจเอ่ยขึ้นเสียงดัง “ฤกษ์ประหารคือเวลาบ่ายสามโมงตรง มิใช่หรือขอรับ? นี่เพิ่งจะบ่ายสอง… เหตุใดจึงรีบเร่งนัก?”

พระยาไกรสีห์ปรายตามองพุ่ม แล้วเหยียดยิ้ม “กบฏแผ่นดิน… ตายเร็วตายช้าก็มีค่าเท่ากัน จะรอให้พวสมิงมันยกพวกมาชิงตัวนักโทษรึพ่อพุ่ม?”

“แต่ตามกฎมณเฑียรบาล…”

“กฎมีไว้สำหรับคน… ไม่ใช่สำหรับปีศาจ!” พระยาไกรสีห์ตวาดลั่น ตัดบททันที “เพชฌฆาต! ลงดาบ!”

เสียงฮือฮาดังไปทั่วลาน เพชฌฆาตคนแรกเงื้อดาบขึ้นสุดแขน แสงแดดสะท้อนคมโลหะวาววับ เป้าหมายคือคอของชายชราคนหนึ่งที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นสายลับ

“หยุดเดี๋ยวนี้!!!”

เสียงตะโกนก้องกัมปนาทดังมาจากยอดเจดีย์ภูเขาทอง ทุกคนแหงนหน้าขึ้นไปมองเป็นตาเดียว ร่างชายหนุ่มในชุดดำสวมหน้ากากเสือ ยืนตระหง่านอยู่บนราวระเบียง ตัดกับแสงอาทิตย์ยามอัสดง

“ถ้าอยากได้หัวกบฏ… ก็มาเอาหัวข้านี่!”

ร่างนั้นกระโดดลอยตัวลงมาจากความสูงกว่าสิบวา! ชาวบ้านกรีดร้อง คิดว่าเขาต้องตกลงมาคอหักตายแน่ๆ แต่ชายหนุ่มผู้นั้นกลับใช้เล็บจิกครูดลงมาตามผนังเจดีย์เพื่อชะลอความเร็ว เสียง ครืดดดด ดังแสบแก้วหู ก่อนจะม้วนตัวลงสู่พื้นดินกลางลานประหารอย่างสวยงาม จนฝุ่นตลบ

เขาค่อยๆ ยืดตัวขึ้น… ถอดหน้ากากเสือออกแล้วโยนทิ้ง เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มของ พี่กล้า ดวงตาสีอำพันสว่างวาบจ้องตรงไปที่พระยาไกรสีห์

“ข้า กล้า… บุตรแห่งเจ้าเมืองเวียงผาหมอก มาทวงความยุติธรรม!”

“นั่นไง! ไอ้สมิง!” ชาวบ้านแตกฮือถอยหนี

“ฆ่ามัน!” พระยาไกรสีห์ลุกขึ้นชี้หน้า “ทหาร! ยิงมันให้พรุน!”

ทหารปืนยาวรอบลานประหารหันปากกระบอกปืนใส่กล้าทันที แต่ก่อนที่จะได้เหนี่ยวไก…

ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!

เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว… แต่ไม่ใช่ปืนทหาร กลุ่มควันสีขาวพวยพุ่งออกมาจากฝูงชนที่มุงดู ชายฉกรรจ์นับร้อยคนที่ปลอมตัวเป็นชาวบ้าน กระชากผ้าคลุมออก เผยให้เห็นรอยสักยันต์และอาวุธครบมือ!

“เพื่อเวียงผาหมอก! เพื่อเสือดำ!”

กองทัพโจรของ เสือดำ เปิดฉากโจมตี! พวกเขายิงปืนคาบศิลาใส่แถวทหารจนแตกกระเจิง แล้วชักดาบวิ่งเข้าตะลุมบอน ความโกลาหลเกิดขึ้นทันที ลานประหารกลายเป็นสนามรบ

“คุ้มกันท่านเจ้าคุณ!” หลวงเทพตะโกน ชักปืนพกออกมายิงสกัดทหารที่พยายามจะเข้ามาทำร้ายพุ่มและพ่อ

กลางวงล้อม พี่กล้า ยืนหยัดอย่างโดดเดี่ยว ทหารองครักษ์ฝีมือดีสิบนายพุ่งเข้าใส่เขาพร้อมหอกยาว “เข้ามา!” กล้าคำราม เล็บมืองอกยาว เขี้ยวโง้งงอกออกมา เขาปัดป้องคมหอกด้วยหลังมือที่แข็งแกร่งดั่งเหล็กไหล แล้วสวนกลับด้วยกรงเล็บที่รวดเร็ว ฉับ! หอกหักสะบั้น ผัวะ! ทหารกระเด็นไปคนละทิศละทาง

กล้าแหวกวงล้อมทหาร มุ่งหน้าตรงไปที่ปะรัมพิธี เป้าหมายคือ พระยาไกรสีห์

“พ่อพุ่ม! ไปช่วยชาวบ้านหลบลูกหลง!” ท่านเจ้าคุณสั่งลูกชาย “ตรงนี้พ่อกับหลวงเทพจัดการเอง!”

พุ่มมองกล้าด้วยความเป็นห่วง แต่เขารู้หน้าที่ตัวเองดี “ระวังตัวนะพี่กล้า!” พุ่มวิ่งไปตะโกนบอกชาวบ้านให้ออกทางประตูข้าง

กล้าวิ่งฝ่าดงกระสุนและคมดาบ เลือดทหารและเลือดตัวเองเปรอะเปื้อนเสื้อผ้า แต่ไม่มีอะไรหยุดยั้งพยัคฆ์คลั่งได้ เขามาหยุดยืนอยู่หน้าปะรัมพิธี ห่างจากพระยาไกรสีห์เพียงไม่กี่ก้าว

“จบกันแค่นี้แหละ… ท่านอา” กล้าเรียกสรรพนามตามศักดิ์ (เพราะพระยาไกรสีห์เคยเป็นเพื่อนพ่อ) “สารภาพความจริงออกมาซะ!”

พระยาไกรสีห์ไม่ได้ดูหวาดกลัวเลยสักนิด เขากลับหัวเราะร่า “ข้านึกแล้วว่าเอ็งต้องมา… หลานรัก” เขาดีดนิ้ว เปาะ!

ทันใดนั้น พื้นกระดานรอบปะรัมพิธีก็เปิดออก! เสาไม้ลงอาคมสี่ต้นพุ่งขึ้นมาจากใต้ดิน ล้อมรอบตัวกล้าไว้ บนยอดเสาแต่ละต้น มี กะโหลกเสือ วางอยู่

“ข่ายมนตร์… จตุรทิศสยบสมิง!” ไอ้สอนที่แอบอยู่หลังเสา ตะโกนร่ายคาถา “โอม… มัด!”

เส้นแสงสีแดงฉานพุ่งออกมาจากกะโหลกเสือทั้งสี่ พุ่งเข้าพันธนาการร่างของกล้าเหมือนโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น!

“อ๊ากกกกก!” กล้าร้องลั่น ร่างกายทรุดลงกับพื้น ขยับตัวไม่ได้ เหมือนถูกภูเขาทับ ความร้อนจากอาคมแผดเผาผิวหนังจนเกิดควัน

“คิดจะสู้กับข้า เอ็งยังอ่อนหัดนัก!” พระยาไกรสีห์เดินลงมาจากแท่น ชักดาบประจำตระกูลที่ฝักดาบทำจากทองคำออกมา “ดาบเล่มนี้… คือเล่มเดียวกับที่ข้าใช้ตัดหัวพ่อเอ็ง”

เขาเดินเข้าไปหากล้าที่ถูกตรึงอยู่ ง้างดาบขึ้นสูง “และวันนี้… ข้าจะใช้มันตัดหัวลูกมัน เพื่อปิดตำนานเวียงผาหมอกให้สิ้นซาก!”

“พี่กล้า!!!” พุ่มที่หันมาเห็นเหตุการณ์พอดี กรีดร้องสุดเสียง พยายามจะวิ่งฝ่าวงล้อมเข้าไป แต่ถูกทหารกันไว้

เสือดำและลูกน้องพยายามจะเข้ามาช่วย แต่ก็ถูกกองกำลังเสริมของพระยาไกรสีห์ที่ซ่อนไว้ตีโอบล้อมจนมุม

นาทีชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย… ดาบมัจจุราชกำลังจะฟาดฟันลงมา กล้ากัดฟัน เงยหน้ามองศัตรูด้วยดวงตาที่ไม่ยอมแพ้ แต่ร่างกายขยับไม่ได้เลยแม้แต่นิ้วเดียว

ทันใดนั้น… เสียงแตรวงของทหารมหาดเล็กหลวงก็ดังขึ้น! “พระราชโองการ!”

ขบวนเสด็จของ เจ้านายชั้นผู้ใหญ่จากวังหลวง เคลื่อนขบวนเข้ามาหยุดการต่อสู้! ทุกคนชะงักกึก ไม่เว้นแม้แต่พระยาไกรสีห์

แต่ทว่า… พระยาไกรสีห์รู้ดีว่า ถ้าเขาหยุดตอนนี้ เขาจบเห่แน่ แววตาอำมหิตฉายวาบ “ไม่มีพระราชโองการอะไรทั้งนั้น!” เขาตะโกน “นี่คือกบฏ! ข้าต้องประหารมันเดี๋ยวนี้!”

เขาไม่ฟังเสียงทัดทาน… ฟันดาบลงมาเต็มแรง!

เคร้ง!

เสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นจนแก้วหูแทบแตก! ดาบของพระยาไกรสีห์ไม่ได้ตัดคอกล้า… แต่ปะทะเข้ากับ “กำไลทองคำ” ที่ข้อมือของใครบางคนที่พุ่งเข้ามารับดาบไว้ได้ทัน

ผู้ที่เข้ามารับดาบ… ไม่ใช่คน แต่เป็น “เสือโคร่งยักษ์สีขาวปลอด” ขนาดมหึมา ตัวใหญ่กว่าม้าศึก มันยืนคร่อมร่างของกล้าไว้ ดวงตาสีฟ้าครามจ้องมองพระยาไกรสีห์ด้วยอำนาจที่เหนือชั้นกว่า

“นะ… นี่มัน…” พระยาไกรสีห์หน้าซีดเผือด มือสั่นจนดาบร่วงหลุดมือ “พญา… พญาเสือขาว!”

ตำนานเล่าว่า ผู้พิทักษ์ที่แท้จริงของเวียงผาหมอก ไม่ใช่เสือดำ หรือเสือลายพาดกลอน แต่คือ สมิงขาว ผู้ทรงศีล ที่จะปรากฏตัวเมื่อสายเลือดบริสุทธิ์ตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต

และเสือขาวตัวนั้น… กำลังค่อยๆ คลายมนตร์จำแลงร่าง กลับกลายเป็นชายชราผมขาวโพลนในชุดขาวห่มขาว… ปู่ ของกล้า… อดีตเจ้าเมืองเวียงผาหมอกตัวจริง ที่ทุกคนคิดว่าตายไปแล้ว!

“ไกรสีห์…” ชายชราเอ่ยเสียงกังวาน “สามสิบปีที่ผ่านมา… เจ้าสนุกพอหรือยัง?”

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments