เย็นวันนั้น บรรยากาศที่ลานกิจกรรมคณะบริหารตึงเครียดขึ้นถนัดตา เมื่อรุ่นพี่ปี 2 เริ่มเรียกรวมพลน้องใหม่เพื่อทำกิจกรรมเชียร์
ผม… ในฐานะรุ่นพี่วิศวะ (ที่เสือกตามมาเฝ้าเด็ก) ยืนกอดอกพิงเสาอยู่ห่างๆ มองดู ‘กระทิง’ ที่นั่งขัดสมาธิอยู่แถวหน้าสุดด้วยความเป็นห่วง มันดูตื่นเต้นเหมือนเด็กได้มาดูละครสัตว์ ไม่ได้รู้ร้อนรู้หนาวกับเสียงตะคอกของรุ่นพี่ว้ากเกอร์เลย
“น้องคนนั้นน่ะ! คนที่ตัวใหญ่ๆ น่ะ ลุกขึ้นซิ!”
เสียงตะโกนดังมาจาก ‘ไอ้แบงค์’ หัวหน้าว้ากเกอร์ ซึ่งเป็นคู่อริเก่าสมัยมัธยมของผม มันคงเห็นกระทิงเด่นเกินหน้าเกินตา (แถมใส่เสื้อช็อปวิศวะของผมคลุมไหล่อยู่) เลยหมั่นไส้
กระทิงลุกขึ้นยืน “เรียกข้าเหรอจ๊ะพ่อหนุ่มเสียงดัง?”
“ใครเพื่อนเล่นมึง! กูเป็นรุ่นพี่!” ไอ้แบงค์เดินเข้าไปประชิด “แต่งกายผิดระเบียบ! เอาเสื้อใครมาใส่? ถอดออก!”
“ถอดไม่ได้จ้ะ” กระทิงตอบหน้าตาย กอดเสื้อช็อปผมแน่น “ลูกพี่วินสั่งไว้ ห้ามถอดเดี๋ยวคนอื่นเห็นนมข้า”
เสียงฮือฮาดังลั่นลานเกียร์ สาวๆ กรี๊ดกร๊าดกันคอแตก ไอ้แบงค์หน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ
“งั้นโดนทำโทษ! วิดพื้น 50 ที! ปฏิบัติ!”
ผมนึกว่าจะเห็นกระทิงหน้าเสีย แต่ผิดคาด… มันยิ้มกว้าง “แค่นี้เองเหรอจ๊ะ? นึกว่าจะให้ไปแบกหินเหมือนตอนคัดเลือกหัวหน้าเผ่า”
พรึ่บ! กระทิงทิ้งตัวลงวิดพื้นด้วยความเร็วแสง แถมยัง… วิดด้วยมือเดียว! ร่างกายขยับขึ้นลงอย่างมั่นคงเหมือนเครื่องจักร กล้ามแขนข้างที่รับน้ำหนักปูดเกร็งสวยงามจนคนมองตาค้าง
“พอครบ 50 ที กระทิงกระโดดผึงลุกขึ้นยืน หน้าไม่แดงสักนิด “ขออีกสักร้อยทีได้ไหมจ๊ะ? ข้ากำลังเครื่องติดเลย เหมือนได้ยืดเส้นยืดสาย”
ไอ้แบงค์ยืนอ้าปากค้าง ผมเลยตัดสินใจเดินอาดๆ เข้าไปดึงกระทิงมาหลบข้างหลัง “พอได้แล้วไอ้แบงค์! น้องกูเพิ่งลงมาจากดอย มึงจะแกล้งอะไรนักหนา”
“อ้าว… ออกโรงปกป้องเลยเหรอวะวิน นี่เด็กมึงหรือ… ผัวเด็กมึงวะ?”
เปรี้ยงงงงง! ⚡
เสียงฟ้าผ่าดังสนั่นหวั่นไหว ท้องฟ้าแผดแสงแลบแปลบปลาบ ฝนห่าใหญ่เทลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ตัวผมสะดุ้งโหยง ขาแข็งทื่อทันที… ชิบหาย… ผมกลัวเสียงฟ้าร้อง!
⛈️ บ้านที่มืดมิด
ตัดภาพมาที่บ้าน… ไฟดับทั้งหมู่บ้านเพราะพายุเข้า ผมนั่งตัวสั่นงันงกอยู่บนโซฟาห้องรับแขก กอดเข่าแน่นพยายามอุดหูตัวเอง น้ำตาเริ่มคลอด้วยความกลัว
“ลูกพี่…” เสียงทุ้มๆ ดังขึ้นข้างหู
“อย่า… อย่าเข้ามา…” ผมเสียงสั่น
“ลูกพี่กลัว ‘กลองสวรรค์’ เหรอจ๊ะ?” กระทิงถามซื่อๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งขัดสมาธิบนพื้นตรงหน้าผม
เปรี้ยง!
“เฮือก!” ผมสะดุ้งสุดตัว เผลอโผเข้ากอดคนตรงหน้าแน่นโดยไม่รู้ตัว กระทิงรับตัวผมไว้ กอดตอบแน่น… อ้อมกอดของมันอุ่นมาก อุ่นจนทำให้ความหนาวเหน็บจากความกลัวลดลงอย่างประหลาด
“ไม่ต้องกลัวนะจ๊ะลูกพี่…” กระทิงกระซิบ มือหนาลูบหลังผมเบาๆ เป็นจังหวะ “ถ้าลูกพี่กลัว ข้าจะสร้าง ‘รัง’ ให้”
“ระ… รังอะไร?”
กระทิงผละออกนิดหน่อย แล้วลากผ้าห่มนวมผืนหนามาคลุมโปงเราทั้งคู่ ขดตัวเข้ามาใกล้ผม จนเราเหมือนอยู่ในเต็นท์ผ้าห่มเล็กๆ ที่มืดสนิท มีแค่เสียงลมหายใจของกันและกัน
“นี่ไงจ๊ะ… รังนก ในนี้เสียงเบาลงแล้ว ปลอดภัยแล้วนะ” กระทิงยิ้มเห็นฟันขาวในความมืด สายตาที่เคยดูซื่อบื้อ ตอนนี้กลับดูอบอุ่นและพึ่งพาได้อย่างไม่น่าเชื่อ
“ขอบใจนะ… ไอ้เด็กยักษ์”
“ข้าชอบตอนลูกพี่อ้อนจัง…” กระทิงขยับหน้าเข้ามาใกล้ขึ้นอีก ปลายจมูกโด่งๆ เฉียดแก้มผมไปนิดเดียว “ตัวลูกพี่นิ่มเหมือนกระต่ายตื่นตูมเลย… ข้าอยาก…”
“อยาก… อะไร?” ผมกลั้นหายใจ หัวใจเต้นแรงยิ่งกว่าเสียงฟ้าผ่า
กระทิงจ้องปากผม ตาเป็นประกายวิบวับ “ข้าอยาก… เลีย เพื่อปลอบขวัญ เหมือนที่แม่แมวเลียลูกแมว ได้ไหมจ๊ะ?”
“ห๊ะ!?”
ยังไม่ทันที่ผมจะห้าม ลิ้นร้อนๆ ชื้นๆ ของมันก็ลากไล้ผ่านแก้มผมเบาๆ หนึ่งที! แผล่บ…
“เฮ้ยยยยยยย! ไอ้บ้า! สกปรก!” ผมผลักหน้ามันออก หน้าผมร้อนจนแทบระเบิด “ใครเขาสั่งสอนให้ปลอบคนแบบนี้วะ!”
“ก็แม่แมวทำแบบนี้นี่นา…” กระทิงทำหน้าจ๋อย “ไม่ชอบเหรอจ๊ะ? งั้น… เปลี่ยนเป็น ‘เอาแก้มชนกัน’ แบบชาวเผ่าข้าแทนไหม?”
มันไม่รอคำตอบ จับหน้าผมล็อกไว้ แล้วเอาแก้มสากๆ มาถูไถกับแก้มผมแรงๆ อย่างมันเขี้ยว
“อื้อออ! เจ็บ! หนวดมึงทิ่มหน้ากู!”
ถึงปากจะบ่น… แต่ผมก็ไม่ได้ผลักไสมันออกไป คืนนั้น… ท่ามกลางพายุฝนโหมกระหน่ำ ผมหลับไปใน “รัง” ใต้ผ้าห่ม โดยมีไอ้เด็กยักษ์นอนกอดเป็นหมอนข้างที่มีชีวิต… และหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ


