HomeTagsตั๋วรถไฟสายกาลเวลา

Tag: ตั๋วรถไฟสายกาลเวลา

spot_imgspot_img

ตอนที่ 9 : ชานชาลาที่ไร้เสียง

13 กุมภาพันธ์ 2569 วันแห่งความรักเวียนมาบรรจบอีกครั้ง... แต่มันกลับเป็นวันที่ผมรู้สึกหนาวเหน็บที่สุดในชีวิต ผมลางานวันนี้ทั้งวัน ไม่ใช่เพื่อไปเดตกับใคร แต่เพื่อเตรียมตัวสำหรับการเดินทางครั้งสุดท้าย ผมใช้เวลาช่วงเช้าจัดการเคลียร์เอกสารสำคัญที่บริษัท เขียนจดหมายลาทิ้งไว้ให้พ่อแม่สั้นๆ ว่า "ผมจะไปตามหาความฝัน" โดยไม่ลงรายละเอียด เพราะผมไม่รู้ว่า... หากผมแก้ไขอดีตสำเร็จ โลกใบนี้จะเปลี่ยนไปในทิศทางไหน หรือผมจะได้กลับมาในฐานะอะไร เวลา 18.30 น. ผมมายืนรออยู่ที่ชานชาลาสถานีรถไฟจุดเกิดเหตุ บรรยากาศยามพลบค่ำวันนี้ดูวังเวงชอบกล ฟ้ามืดเร็วกว่าปกติ ลมหนาวพัดกรูเกรียวผ่านร่องไม้ของม้านั่งยาว หอบเอากลิ่นธูปจางๆ ลอยมาแตะจมูก คงมีใครบางคน... อาจจะเป็นป้าหมวย หรือเพื่อนพนักงานรถไฟเก่าๆ...

ตอนที่ 8 : ใต้เบาะที่นั่งกับความลับในกล่องเหล็ก

รถไฟเคลื่อนตัวเข้าสู่สถานีปลายทางหัวลำโพง ผู้โดยสารคนอื่นๆ ทยอยลุกจากที่นั่ง เก็บสัมภาระ และเดินลงจากรถไปจนหมด ความวุ่นวายจางหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงความเงียบและความว่างเปล่าของขบวนรถไฟที่จอดนิ่งสนิท ผมนั่งรอจนแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่แล้ว จึงรีบลุกจากที่นั่ง เดินย้อนกลับไปยัง ตู้ที่ 3 ตามคำบอกใบ้ในตั๋ว ตู้ที่ 3 เป็นตู้รถไฟชั้นสามรุ่นเก่า พื้นปูด้วยไม้กระดานที่เริ่มผุกร่อนตามกาลเวลา กลิ่นอับชื้นและกลิ่นน้ำมันเครื่องอบอวลอยู่ในอากาศ ‘ใต้หมอนรถไฟ... ตู้ที่ 3’ คำว่า "หมอนรถไฟ" ปกติแล้วหมายถึงไม้หมอนรองรางรถไฟข้างล่าง แต่ศิลาคงไม่ได้ให้ผมลงไปขุดรางแน่ๆ ในภาษาคนรถไฟเก่าๆ บางทีอาจจะหมายถึง... สายตาผมกวาดไปรอบๆ จนไปสะดุดเข้ากับที่นั่งเดี่ยวตรงมุมสุดของตู้...

ตอนที่ 7 : คนในความทรงจำ

อาการปวดหัวตุบๆ เล่นงานผมอย่างหนักจนแทบประคองตัวไม่ไหว ผมเดินโซซัดโซเซออกจากร้านป้าหมวยราวกับคนไร้สติ เสียงรถไฟวิ่งผ่านไปมากลายเป็นเสียงหวีดหวิวที่บาดลึกเข้าไปในความทรงจำที่ถูกปิดตาย ภาพเหตุการณ์เมื่อ 6 ปีก่อนเริ่มฉายชัดขึ้นมาในสมองเหมือนม้วนฟิล์มที่ถูกกรอด้วยความเร็วสูง... เย็นวันนั้น... ผมเลิกงานดึก ยืนรอรถไฟด้วยความอ่อนล้า ร่างกายโอนเอนเพราะพิษไข้... แสงไฟหน้ารถด่วนสาดเข้ามาแยงตา... โลกหมุนคว้าง... ขาผมสะดุด... วินาทีที่ร่างผมร่วงลงสู่ความว่างเปล่าข้างล่าง ผมได้ยินเสียงตะโกน... แรงกระแทกจากมือใครบางคนผลักผมอย่างแรงจนกระเด็นออกไปกระแทกพื้นคอนกรีต... และภาพสุดท้ายก่อนที่สติจะดับวูบ... คือแผ่นหลังกว้างในชุดเครื่องแบบสีกากีที่ยืนบังแสงไฟหน้ารถไฟให้ผม... น้ำตาผมไหลพรากออกมาโดยไม่รู้ตัว ท่ามกลางผู้คนที่เดินขวักไขว่ในสถานียามเย็น ไม่ใช่ตกบันได... พ่อแม่กับหมอโกหกผม... หรือไม่พวกเขาก็คงไม่อยากให้ผมต้องจมอยู่กับความรู้สึกผิดที่รอดชีวิตมาได้ ในขณะที่คนช่วยต้องตาย "ศิลา..." ผมเรียกชื่อเขาเสียงสั่นเครือ ความรู้สึกเจ็บปวดแล่นริ้วขึ้นมาจุกที่อก เขาตายเพื่อผม... เขาแอบชอบผม......

ตอนที่ 6 : ความจริงก่อนวันวาเลนไทน์

ผมนั่งอยู่ในห้องสมุดประชาชนประจำเขตที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศครางหึ่งๆ และเสียงพลิกหน้ากระดาษเบาๆ รอบตัว บนโต๊ะตรงหน้าผมคือกองหนังสือพิมพ์เก่าปี 2563 ที่ผมไปขอเบิกจากเจ้าหน้าที่บรรณารักษ์มาด้วยข้ออ้างว่า "ทำวิจัยประวัติศาสตร์ชุมชน" หลังจากที่ได้คำใบ้ 'ระวังวันที่ 13 กุมภา' จากศิลาเมื่อเช้า ผมก็ตัดสินใจลางานครึ่งวันบ่ายทันที ความอยากรู้อยากเห็นมันรุนแรงจนผมไม่มีสมาธิจะลงบัญชีงบดุลบริษัทอีกต่อไป ผมเริ่มไล่เปิดหนังสือพิมพ์ฉบับวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นมา... ข่าวการเมือง... ข่าวเศรษฐกิจ... ข้าวดาราเลิกกัน... ทุกอย่างดูเป็นเรื่องปกติของโลกใบนี้ แต่ไม่ใช่สำหรับโลกของผม นิ้วผมไล่ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงฉบับวันที่ 14...

ตอนที่ 5 : รอยแผลและความจริงที่ซ่อนอยู่

เช้าวันรุ่งขึ้น ผมก้าวเท้าขึ้นรถไฟขบวน 909 ด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง รถไฟยังคงเป็นรถไฟขบวนเดิม เบาะไม้ยังคงแข็งกระด้าง และกลิ่นน้ำมันเครื่องผสมกลิ่นแดดยังคงลอยฟุ้ง แต่สำหรับผม... มันไม่ใช่แค่พาหนะไปทำงานอีกแล้ว มันคือ "ไทม์แมชชีน" ที่กำลังพาผมวิ่งสวนทางกับกาลเวลา ผมนั่งลงที่ริมหน้าต่างหมายเลข 12 ที่ประจำ หัวใจเต้นโครมครามจนต้องยกมือกดหน้าอกไว้ ในกระเป๋าเสื้อเชิ้ต ผมพกปากกาเมจิกสีน้ำเงินติดตัวมาด้วย ผมวางแผนไว้แล้ว... ถ้าการพูดคุยกันตรงๆ มักถูกขัดจังหวะด้วยเสียงหวูดรถไฟ หรือทำให้เขาหายไป ผมก็ต้องใช้วิธีอื่น ไม่นานนัก ร่างสูงโปร่งในชุดเครื่องแบบสีกากีก็ปรากฏตัวขึ้นที่ประตูตู้รถไฟ วันนี้ ศิลา ดูแปลกไปกว่าทุกวัน ใบหน้าคมคายนั้นซีดเซียวจนเกือบไร้สีเลือด...

ตอนที่ 4 : ห้องเก็บของหายและรูปถ่ายสีซีด

ความสงสัยเป็นเหมือนเมล็ดพันธุ์พืชประหลาด ยิ่งทิ้งไว้นานมันยิ่งหยั่งรากลึกและเติบโตจนกัดกินพื้นที่ในใจ หลังจากเลิกงาน ผมไม่ได้รีบตรงดิ่งกลับหอพักเหมือนทุกวัน ในมือผมกำร่มคันสีดำด้ามไม้แกะสลักแน่น ร่มที่ ‘คุณศิลา’ ให้ไว้เมื่อวันก่อน ผมตัดสินใจแล้วว่าจะเอามันไปคืน... หรืออย่างน้อยที่สุด ก็เพื่อหาข้ออ้างไปเจอเขาให้รู้เรื่อง ผมเดินย้อนกลับมาที่สถานีรถไฟต้นทางในเวลาโพล้เพล้ ผู้คนบางตากว่าช่วงเช้ามาก แสงไฟสีส้มจากหลอดทังสเตนเริ่มติดสว่างตามชานชาลา ให้บรรยากาศเหงาจับใจ เป้าหมายของผมไม่ใช่ชานชาลา แต่เป็นอาคารไม้เก่าๆ ด้านข้างที่เขียนป้ายว่า ‘ที่ทำการนายสถานี / ห้องแจ้งของหาย’ ก๊อก ก๊อก... ผมเคาะประตูไม้บานเกล็ดเบาๆ ก่อนจะผลักเข้าไป กลิ่นกระดาษเก่า กลิ่นกาแฟ และกลิ่นอับจางๆ ของห้องแอร์รุ่นเก่าลอยมาปะทะจมูก “ติดต่อเรื่องอะไรครับ?” เจ้าหน้าที่หนุ่มรุ่นน้องเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสาร...

ตอนที่ 3 : รหัสลับบนกระดาษ

ร่มคันสีดำด้ามจับไม้แกะสลักถูกวางพิงไว้ข้างโต๊ะทำงานของผมในออฟฟิศย่านสาทร เพื่อนร่วมงานสาวๆ เดินผ่านมาทักว่าร่มดู "วินเทจ" และ "คลาสสิก" จัง ซื้อที่ไหน? ผมได้แต่ยิ้มแห้งๆ ตอบกลับไปว่า "มีคนให้มา" ให้ตายสิ... ผมไม่กล้าบอกหรอกว่าเจ้าของร่มคือคนที่หายวับไปกับตาพร้อมเสียงหวูดรถไฟ ตลอดทั้งวัน ผมทำงานด้วยใจที่ลอยไปไกลกว่าหน้าจอเอ็กเซล สายตามักจะเหลือบมองร่มคันนั้นสลับกับตั๋วรถไฟใบเมื่อวานที่ผมหนีบไว้ใต้กระจกโต๊ะ 14 ก.พ. 63 ตัวเลขนั้นยังคงกวนใจผมไม่เลิก ผมลองค้นหาข่าวอุบัติเหตุรถไฟหรืออะไรทำนองนั้นในอินเทอร์เน็ตช่วงปี 63 แต่ก็ไม่พบอะไรที่ดูเกี่ยวข้องกับ "ศิลา" เลย . . เช้าวันต่อมา ผมมายืนรอที่ชานชาลาเร็วกว่าปกติ 15 นาที...

Subscribe

- Never miss a story with notifications

- Gain full access to our premium content

- Browse free from up to 5 devices at once

Must read

spot_img