รถไฟเคลื่อนตัวเข้าสู่สถานีปลายทางหัวลำโพง ผู้โดยสารคนอื่นๆ ทยอยลุกจากที่นั่ง เก็บสัมภาระ และเดินลงจากรถไปจนหมด ความวุ่นวายจางหายไป เหลือทิ้งไว้เพียงความเงียบและความว่างเปล่าของขบวนรถไฟที่จอดนิ่งสนิท
ผมนั่งรอจนแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่แล้ว จึงรีบลุกจากที่นั่ง เดินย้อนกลับไปยัง ตู้ที่ 3 ตามคำบอกใบ้ในตั๋ว
ตู้ที่ 3 เป็นตู้รถไฟชั้นสามรุ่นเก่า พื้นปูด้วยไม้กระดานที่เริ่มผุกร่อนตามกาลเวลา กลิ่นอับชื้นและกลิ่นน้ำมันเครื่องอบอวลอยู่ในอากาศ
‘ใต้หมอนรถไฟ… ตู้ที่ 3’
คำว่า “หมอนรถไฟ” ปกติแล้วหมายถึงไม้หมอนรองรางรถไฟข้างล่าง แต่ศิลาคงไม่ได้ให้ผมลงไปขุดรางแน่ๆ ในภาษาคนรถไฟเก่าๆ บางทีอาจจะหมายถึง…
สายตาผมกวาดไปรอบๆ จนไปสะดุดเข้ากับที่นั่งเดี่ยวตรงมุมสุดของตู้ ซึ่งมีป้ายติดไว้ว่า ‘ที่นั่งพนักงาน’
เบาะนั่งตรงนั้นดูเก่าและยุบตัวกว่าที่อื่น พนักพิงมีรอยถลอกจากการใช้งาน ผมเดินตรงเข้าไปหา หัวใจเต้นระทึก มือไม้สั่นเทาขณะเอื้อมไปจับเบาะรองนั่ง (หรือหมอนรองนั่ง) ที่ทำจากหนังเทียมสีเข้ม
ผมออกแรงงัดเบาะที่นั่งนั้นขึ้น…
กึก!
มันขยับ… ใต้เบาะที่นั่งนั้นไม่ใช่ช่องว่างโล่งๆ แต่มีช่องเก็บของเล็กๆ ซ่อนอยู่ข้างใต้โครงเหล็ก ซึ่งปกติเอาไว้เก็บอุปกรณ์ฉุกเฉินของนายตรวจ
ในความมืดสลัวของช่องเก็บของนั้น มีกล่องเหล็กใบเล็กๆ ขนาดเท่ากล่องคุกกี้ ซ่อนอยู่ลึกสุด สภาพของมันดูเก่าเขรอะสนิม เหมือนถูกวางลืมไว้ตรงนั้นมานานหลายปี
ผมกลั้นหายใจ เอื้อมมือลงไปหยิบมันขึ้นมา กล่องเหล็กเย็นเฉียบหนักอึ้งในมือผม ผมใช้แขนเสื้อเช็ดฝุ่นหนาเตอะออก เผยให้เห็นสติกเกอร์ที่แปะอยู่บนฝากล่อง เขียนด้วยลายมือที่ผมคุ้นเคย
S. Sila
น้ำตาผมรื้นขึ้นมาอีกครั้ง ผมค่อยๆ เปิดฝากล่องออก… เสียงบานพับฝืดๆ ดังเอี๊ยดบาดหู
ข้างในมีของอยู่ไม่กี่อย่าง
- นกหวีดเงินผูกเชือกสีแดง
- ปากกาหมึกซึมด้ามโปรด
- สมุดบันทึกเล่มหนาปกหนังสีน้ำตาล ที่กระดาษเริ่มเหลืองกรอบ
ผมหยิบสมุดบันทึกเล่มนั้นขึ้นมาเปิดอ่านด้วยความระมัดระวัง กลัวว่ากระดาษจะเปื่อยยุ่ยคามือ
หน้าแรกระบุวันที่ 1 มกราคม 2562 มันคือไดอารี่… ไดอารี่ของศิลา
ผมเริ่มอ่านเนื้อหาข้างใน ตัวหนังสือของเขาเป็นระเบียบ สวยงาม เหมือนหน้าตาของเขา
… 14 กุมภาพันธ์ 2562 วันนี้เจอผู้โดยสารคนหนึ่ง… นั่งริมหน้าต่างเบาะ 12 ตู้ 3 เขาดูเหงาจัง นั่งมองวิวแล้วก็ถอนหายใจตลอดทาง อยากรู้จังว่าเขามีเรื่องทุกข์ใจอะไร…
20 มีนาคม 2562 เขามาขึ้นรถไฟทุกวันเลย ชื่ออะไรนะ? แอบได้ยินเพื่อนเขาโทรมาเรียกว่า ‘วิน’ หรือ ‘นาวิน’ สักอย่าง… ชื่อเพราะดีแฮะ เข้ากับหน้าตาซื่อๆ ของเขา
15 พฤษภาคม 2562 วันนี้ฝนตกหนัก เขาไม่ได้เอาร่มมา ยืนเปียกปอนอยู่ที่สถานี อยากเอาร่มไปให้จัง แต่ไม่กล้า… เดี๋ยวเขาจะหาว่านายตรวจอย่างเราไปยุ่งวุ่นวาย ได้แต่มองอยู่ห่างๆ… หวังว่าพรุ่งนี้จะไม่เป็นหวัดนะคุณนาวิน
…
ผมอ่านข้อความเหล่านั้นด้วยความรู้สึกจุกจนพูดไม่ออก ตลอดเวลา 1 ปีเต็มๆ ก่อนที่เขาจะตาย… เขาเฝ้ามองผมมาตลอด ใส่ใจทุกรายละเอียด ทั้งที่ผมไม่เคยสังเกตเห็นเขาเลย
ผมพลิกหน้ากระดาษไปเรื่อยๆ จนถึงช่วงท้ายๆ ลายมือเริ่มดูตื่นเต้นและมีความหวังมากขึ้น
1 กุมภาพันธ์ 2563 ตัดสินใจแล้ว! วาเลนไทน์ปีนี้จะลองคุยกับเขาดู จะไม่เป็นแค่นายตรวจที่เดินผ่านแล้ว เก็บเงินซื้อดอกกุหลาบเตรียมไว้แล้ว หวังว่าเขาจะยังไม่มีใครนะ…
10 กุมภาพันธ์ 2563 ตื่นเต้นชะมัด ซ้อมพูดหน้ากระจกทุกวัน “สวัสดีครับคุณผู้โดยสาร…” ตลกตัวเองว่ะ แต่เอาวะ ศิลา… แกต้องทำได้!
และหน้าสุดท้าย… 13 กุมภาพันธ์ 2563
ลายมือในหน้านี้ดูรีบเร่ง เขียนด้วยหมึกสีน้ำเงินเข้ม
วันนี้เป็นวันสุกดิบ พรุ่งนี้ก็ถึงเวลาแล้ว… แต่ทำไมวันนี้รู้สึกใจคอไม่ดีแปลกๆ ตาขวากระตุกตลอดวัน แถมฝันเห็นรางรถไฟขาดเมื่อคืน… ช่างเถอะ คงเพราะตื่นเต้นเกินไป พรุ่งนี้เจอกันนะ นาวิน… ผมมีตั๋วพิเศษจะให้คุณด้วย ตั๋วที่จะพาเราเดินทางไปด้วยกันตลอดไป
ข้อความจบลงแค่นั้น.
ไม่มีบันทึกของวันที่ 14… เพราะเจ้าของบันทึกไม่มีโอกาสได้เขียนมันอีกแล้ว
“ฮึก…” ผมกอดสมุดบันทึกเล่มนั้นไว้แนบอก ร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายผีสางเทวดาในตู้รถไฟร้าง ความรักของเขาบริสุทธิ์และยิ่งใหญ่ขนาดนี้ แต่ผมกลับเป็นต้นเหตุให้มันพังทลาย
ทันใดนั้น สายตาผมก็เหลือบไปเห็นซองจดหมายเล็กๆ ที่สอดอยู่ท้ายเล่มสมุด ซองจดหมายสีขาวที่ปิดผนึกไว้ เขียนหน้าซองว่า ‘ตั๋วพิเศษ’
ผมรีบแกะซองออกดู ข้างในไม่ใช่ตั๋วรถไฟกระดาษธรรมดา แต่มันคือ ตั๋วรถไฟรุ่นเก่าแบบแข็ง (ตั๋วหนา) ที่เลิกผลิตไปนานแล้ว พิมพ์ด้วยตัวอักษรสีทอง
ต้นทาง: ปัจจุบัน ปลายทาง: อดีตที่แก้ไขได้ วันที่: 13 กุมภาพันธ์ 2563 ขบวน: 909 (เที่ยวพิเศษ)
ผมเบิกตากว้าง… นี่มันอะไรกัน? ตั๋วใบนี้… ศิลาเตรียมไว้ให้ผมเหรอ? ไม่สิ… เขาบอกว่าจะให้ตั๋วที่จะพาเราเดินทางไปด้วยกัน
แต่ทำไมปลายทางถึงเขียนว่า ‘อดีต’?
พลิกดูด้านหลังตั๋ว มีข้อความเขียนด้วยลายมือศิลา แต่หมึกดูใหม่กว่าในไดอารี่มาก เหมือนเพิ่งเขียนเมื่อไม่นานมานี้… หรืออาจจะเขียนโดย ‘ศิลาในลูปเวลา’
“นาวิน… ถ้าคุณเจอสิ่งนี้ แสดงว่าคุณรู้ความจริงแล้ว” “ตั๋วใบนี้มีอำนาจพาคุณย้อนกลับไปได้เพียงครั้งเดียว… ในคืนที่เกิดเหตุ” “จงไปรอที่ชานชาลา ในเวลา 19.00 น. เมื่อรถไฟขบวน 909 เที่ยวพิเศษมาถึง… จงขึ้นไป” “แต่จำไว้… การแก้ไขอดีตมีราคาที่ต้องจ่าย คุณอาจจะไม่ได้กลับมาเป็นนาวินคนเดิม หรือเราอาจจะไม่ได้เจอกันอีกเลย” “เลือกให้ดี… ด้วยรักเสมอ, ศิลา”
ผมกำตั๋วแข็งใบนั้นแน่นจนเจ็บมือ ราคาที่ต้องจ่ายงั้นเหรอ? ผมไม่สนหรอกว่าจะต้องจ่ายด้วยอะไร ขอแค่ได้ช่วยเขา… ขอแค่ให้เขาไม่ต้องตายเพราะผม
ผมลุกขึ้นยืน ปาดน้ำตาจนแห้งสนิท วันนี้วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2569… พรุ่งนี้คือวันที่ 13 กุมภาพันธ์
วันครบรอบวันตายของเขา… และวันที่ผมจะย้อนกลับไปลิขิตชะตาชีวิตใหม่ของเราสองคน
“รอผมนะศิลา… พรุ่งนี้ผมจะไปหาคุณ”



