HomeChapterตอนที่ 6 : ความจริงก่อนวันวาเลนไทน์

ตอนที่ 6 : ความจริงก่อนวันวาเลนไทน์

ผมนั่งอยู่ในห้องสมุดประชาชนประจำเขตที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศครางหึ่งๆ และเสียงพลิกหน้ากระดาษเบาๆ รอบตัว บนโต๊ะตรงหน้าผมคือกองหนังสือพิมพ์เก่าปี 2563 ที่ผมไปขอเบิกจากเจ้าหน้าที่บรรณารักษ์มาด้วยข้ออ้างว่า “ทำวิจัยประวัติศาสตร์ชุมชน”

หลังจากที่ได้คำใบ้ ‘ระวังวันที่ 13 กุมภา’ จากศิลาเมื่อเช้า ผมก็ตัดสินใจลางานครึ่งวันบ่ายทันที ความอยากรู้อยากเห็นมันรุนแรงจนผมไม่มีสมาธิจะลงบัญชีงบดุลบริษัทอีกต่อไป

ผมเริ่มไล่เปิดหนังสือพิมพ์ฉบับวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 เป็นต้นมา…

ข่าวการเมือง… ข่าวเศรษฐกิจ… ข้าวดาราเลิกกัน… ทุกอย่างดูเป็นเรื่องปกติของโลกใบนี้ แต่ไม่ใช่สำหรับโลกของผม

นิ้วผมไล่ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงฉบับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 (วันวาเลนไทน์) ถ้าเหตุการณ์เกิดขึ้นวันที่ 13 ข่าวน่าจะลงในเช้าวันถัดมา

หัวใจผมเต้นแรงขึ้นเมื่อหยิบหนังสือพิมพ์ฉบับนั้นขึ้นมา กลิ่นหมึกเก่าและกระดาษเหลืองกรอบทำให้รู้สึกเหมือนกำลังสัมผัสอดีต

และแล้ว… ผมก็เจอมัน

ไม่ใช่พาดหัวข่าวใหญ่โตหน้าหนึ่ง แต่เป็นกรอบข่าวเล็กๆ ในหน้าอาชญากรรมสังคม ที่เกือบจะถูกกลืนหายไปท่ามกลางข่าวอุบัติเหตุรถชนช่วงเทศกาล

“สลด! นายตรวจหนุ่มรถไฟพลีชีพช่วยผู้โดยสารตกราง ก่อนถูกรถด่วนทับเสียชีวิตคาที่”

มือผมสั่นระริกขณะอ่านเนื้อหาข่าว สายตาไล่กวาดไปทุกตัวอักษร

> เมื่อเวลา 19.30 น. ของวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่สถานีรถไฟ xxx เกิดเหตุสลดเมื่อ นายศิลา วรโชติ (อายุ 26 ปี) พนักงานตรวจตั๋วประจำขบวน ตัดสินใจกระโดดลงไปช่วยชายหนุ่มไม่ทราบชื่อที่เกิดอาการวูบพลัดตกลงไปในราง ขณะที่รถไฟขบวนด่วนพิเศษกำลังวิ่งเข้าเทียบชานชาลา

> พยานในที่เกิดเหตุเล่าว่า นายศิลาสามารถผลักผู้โดยสารคนดังกล่าวให้พ้นจากรางได้สำเร็จอย่างเฉียดฉิว แต่ตนเองกลับหนีออกมาไม่ทัน จึงถูกรถไฟชนเสียชีวิตในที่เกิดเหตุทันที ท่ามกลางความตกตะลึงของผู้โดยสารจำนวนมาก…

ผมอ่านย่อหน้านั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เสียชีวิตทันที… 13 กุมภาพันธ์… 19.30 น.

ภาพศิลาที่มีรอยแผลเหวอะหวะและรอยช้ำเลือดเมื่อเช้านี้ย้อนกลับเข้ามาในหัวผม นี่สินะคือสาเหตุ… เขาไม่ได้แค่ประสบอุบัติเหตุธรรมดา แต่เขาตายเพราะช่วยคนอื่น

แต่เดี๋ยวนะ… “ชายหนุ่มไม่ทราบชื่อ”?

ทำไมข่าวถึงไม่ระบุชื่อคนที่รอดชีวิต? ปกติข่าวแบบนี้ต้องมีการสัมภาษณ์ผู้รอดชีวิตเพื่อสดุดีวีรกรรมไม่ใช่เหรอ?

ผมรีบพลิกหน้าหนังสือพิมพ์ไปดูฉบับวันต่อๆ ไป เผื่อจะมีสกู๊ปข่าวติดตามผล แต่กลับเงียบกริบ ไม่มีชื่อผู้รอดชีวิต ไม่มีบทสัมภาษณ์ มีเพียงข่าวงานศพของศิลาที่จัดขึ้นอย่างเรียบง่ายที่วัดแถวบ้านเกิด

ความสงสัยใหม่ผุดขึ้นมาแทนที่ความเศร้า ใครคือคนที่ศิลาช่วยไว้? และทำไมคนคนนั้นถึงหายเงียบไป?

ผมปิดหนังสือพิมพ์ลง เก็บข้อมูลทั้งหมดใส่สมอง ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังสถานที่แห่งหนึ่งที่น่าจะให้คำตอบได้ดีกว่ากระดาษเปื้อนหมึก

. .

สถานีรถไฟ xxx (สถานที่เกิดเหตุ)

เวลา 17.00 น. แดดร่มลมตก ผมกลับมาที่สถานีรถไฟต้นทางอีกครั้ง แต่คราวนี้ผมไม่ได้มาขึ้นรถไฟ ผมเดินตรงไปที่ร้านขายข้าวแกงและกาแฟโบราณเพิงสังกะสีที่ตั้งอยู่ริมชานชาลา

“ป้าหมวย ข้าวแกงรสเด็ด”

ป้าเจ้าของร้านรูปร่างท้วม ผิวคล้ำแดด กำลังตักแกงใส่ถุงให้ลูกค้า ผมจำได้ว่าแกขายอยู่ที่นี่มานานมาก ตั้งแต่ผมเริ่มทำงานใหม่ๆ

“ป้าครับ… ขอโอเลี้ยงแก้วหนึ่งครับ” ผมสั่งพลางนั่งลงบนเก้าอี้พลาสติกสีแดง

ป้าหมวยตักน้ำแข็งใส่แก้วอย่างคล่องแคล่ว “วันนี้เลิกงานเร็วเหรอพ่อหนุ่ม ปกติเห็นวิ่งขึ้นรถไฟตอนเช้าหน้าตาตื่นทุกวัน”

ป้าจำผมได้ด้วย… นี่แหละพยานชั้นดี

“ครับป้า… พอดีวันนี้ผมมีเรื่องอยากถามป้าหน่อยครับ” ผมรับแก้วโอเลี้ยงมา ดูดไปอึกหนึ่งเพื่อเรียกความกล้า “ป้าขายของที่นี่มานานหรือยังครับ?”

“โอ๊ย นานจ้ะ ตั้งแต่สาวๆ จนลูกโตหมดแล้ว” ป้าหัวเราะ

“งั้นป้า… จำนายตรวจที่ชื่อ ศิลา ได้ไหมครับ? คนที่เคยเป็นข่าวเมื่อ 6 ปีก่อน…”

ทันทีที่ได้ยินชื่อ “ศิลา” รอยยิ้มบนหน้าป้าหมวยจางหายไปทันที แกวางทัพพีลงช้าๆ แววตาที่เคยสดใสเปลี่ยนเป็นเศร้าสร้อย

“จำได้สิ… จะจำไม่ได้ได้ยังไง พ่อศิลาเขาเป็นคนดี ขยันขันแข็ง ชอบมาซื้อกาแฟป้ากินก่อนเข้ากะทุกวัน” ป้าถอนหายใจยาว “น่าเสียดาย… อายุยังน้อยแท้ๆ ไม่น่าด่วนจากไปเลย”

“วันนั้น… ป้าเห็นเหตุการณ์ไหมครับ?” ผมถามเสียงเบา

ป้าหมวยพยักหน้าช้าๆ สายตามองเหม่อไปที่รางรถไฟชานชาลาที่ 2 ราวกับภาพในอดีตกำลังฉายซ้ำ “เห็นสิ… วันนั้นมันวันสุกดิบก่อนวาเลนไทน์ คนเยอะแยะไปหมด พ่อศิลาเขาดูอารมณ์ดีเป็นพิเศษ เดินยิ้มมาบอกป้าว่า ‘ป้าครับ พรุ่งนี้ผมจะลาหยุดนะ จะไปสารภาพรักกับเขาแล้ว'”

หัวใจผมกระตุกวูบ สารภาพรัก?

“เขามีคนที่ชอบด้วยเหรอครับ?”

“มีสิ… เขาเคยเล่าให้ป้าฟังบ่อยๆ ว่าเขาแอบมองผู้โดยสารคนหนึ่งมาเป็นปีแล้ว คนที่ชอบนั่งริมหน้าต่าง อ่านหนังสือเงียบๆ ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร…” ป้าหมวยเล่าพลางยิ้มเศร้าๆ “วันนั้นเขาซื้อดอกกุหลาบช่อโตมาฝากไว้ที่ร้านป้าด้วยนะ บอกว่ากะเลิกงานแล้วจะเอาไปให้เขาคนนั้น”

ผมนิ่งอึ้ง… ผู้โดยสารริมหน้าต่าง? ทำไมฟังดูคุ้นๆ…

“แล้ว… เกิดอะไรขึ้นครับ?”

“ก็ตอนค่ำๆ นั่นแหละ รถด่วนขบวนสุดท้ายกำลังจะเข้า… จู่ๆ ก็มีผู้ชายคนหนึ่ง ไม่รู้เป็นลมหรือสะดุดขาตัวเอง ร่วงลงไปในราง พ่อศิลาแกยืนอยู่แถวนั้นพอดี แกไม่คิดหน้าคิดหลังเลยนะ โดดลงไปผลักไอ้หนุ่มนั่นกลิ้งออกมา…”

ป้าหมวยเสียงสั่นเครือ ยกผ้ากันเปื้อนขึ้นซับน้ำตา “ป้าได้ยินเสียงโครม! แล้วก็เสียงหวีดร้อง… ป้าไม่กล้าดูเลย พอลืมตาอีกที พ่อศิลาก็…”

ป้าพูดต่อไม่ไหว ผมเองก็นั่งตัวชา มือที่จับแก้วโอเลี้ยงเย็นเฉียบจนไร้ความรู้สึก

“แล้วคนที่รอดล่ะครับป้า? เขาเป็นใคร?” ผมถามคำถามสำคัญ

ป้าหมวยส่ายหน้า “ไม่รู้สิ… วันนั้นมันชุลมุน วุ่นวายไปหมด ไอ้หนุ่มนั่นหัวกระแทกพื้นสลบไป กู้ภัยก็รีบหามส่งโรงพยาบาล หลังจากนั้นป้าก็ไม่เห็นมันอีกเลย… แต่คุ้นๆ ว่าหน้าตามันเหมือน…”

ป้าหมวยชะงัก หันมาจ้องหน้าผมเขม็ง แกหรี่ตาลงเล็กน้อยเหมือนกำลังเพ่งพินิจอะไรบางอย่าง

“พ่อหนุ่ม…” ป้าเรียกผมเสียงเบาหวิว “พอป้าดูใกล้ๆ… เอ็งนี่หน้าตาคล้ายไอ้หนุ่มคนที่ตกรางวันนั้นเลยนะ… คล้ายมาก”

เพล้ง!

แก้วโอเลี้ยงในมือผมร่วงหล่นลงพื้น แตกกระจาย น้ำสีดำไหลนองเต็มพื้นซีเมนต์

คล้ายผม?

ความทรงจำบางอย่างที่ถูกปิดตายในส่วนลึกของสมองเริ่มสั่นสะเทือน ภาพแสงไฟหน้ารถไฟสว่างจ้า… เสียงเบรกบาดหู… แรงกระแทกที่ศีรษะ… และกลิ่นคาวเลือด

อาการปวดหัวรุนแรงเล่นงานผมจนต้องยกมือกุมขมับ ภาพตรงหน้าพร่ามัว

ทำไมผมจำไม่ได้? 6 ปีก่อน… ปี 63… ช่วงนั้นผมเพิ่งเรียนจบใหม่ๆ… ผมเคยเกิดอุบัติเหตุจนความจำเสื่อมช่วงสั้นๆ หมอบอกว่าผมตกบันได…

หรือว่า… หรือว่าจริงๆ แล้ว…

“ผม… คือคนที่ศิลาช่วยไว้เหรอครับ?”

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments