ร่มคันสีดำด้ามจับไม้แกะสลักถูกวางพิงไว้ข้างโต๊ะทำงานของผมในออฟฟิศย่านสาทร เพื่อนร่วมงานสาวๆ เดินผ่านมาทักว่าร่มดู “วินเทจ” และ “คลาสสิก” จัง ซื้อที่ไหน? ผมได้แต่ยิ้มแห้งๆ ตอบกลับไปว่า “มีคนให้มา”
ให้ตายสิ… ผมไม่กล้าบอกหรอกว่าเจ้าของร่มคือคนที่หายวับไปกับตาพร้อมเสียงหวูดรถไฟ
ตลอดทั้งวัน ผมทำงานด้วยใจที่ลอยไปไกลกว่าหน้าจอเอ็กเซล สายตามักจะเหลือบมองร่มคันนั้นสลับกับตั๋วรถไฟใบเมื่อวานที่ผมหนีบไว้ใต้กระจกโต๊ะ
14 ก.พ. 63
ตัวเลขนั้นยังคงกวนใจผมไม่เลิก ผมลองค้นหาข่าวอุบัติเหตุรถไฟหรืออะไรทำนองนั้นในอินเทอร์เน็ตช่วงปี 63 แต่ก็ไม่พบอะไรที่ดูเกี่ยวข้องกับ “ศิลา” เลย
. .
เช้าวันต่อมา
ผมมายืนรอที่ชานชาลาเร็วกว่าปกติ 15 นาที หัวใจเต้นรัวด้วยความคาดหวังระคนหวาดหวั่น วันนี้ท้องฟ้าแจ่มใส แดดอ่อนๆ ส่องกระทบรางเหล็กจนเป็นประกายวาววับ
รถไฟขบวน 909 เข้าเทียบชานชาลาตรงเวลาเป๊ะ ผมรีบก้าวขึ้นไปจับจองที่นั่งเดิม ริมหน้าต่างหมายเลข 12 ราวกับกลัวว่าถ้าเปลี่ยนที่นั่งแล้วเขาจะหาผมไม่เจอ
รถไฟเคลื่อนตัวออกจากสถานี ลมเย็นปะทะหน้า ผมแกล้งทำเป็นมองวิวข้างทาง แต่หางตากลับคอยสอดส่องไปที่ประตูตู้เชื่อมโบกี้ตลอดเวลา
10 นาทีผ่านไป… ยังไม่มีวี่แวว 20 นาทีผ่านไป… มีแต่ป้าขายผลไม้เดินผ่านมา
ใจผมเริ่มฝ่อ หรือว่าเขาจะไม่มาแล้ว? หรือว่าเมื่อวานคือครั้งสุดท้าย?
“รับน้ำเปล่าสักขวดไหมครับ?”
เสียงทุ้มคุ้นหูทำให้ผมสะดุ้งโหยง หันขวับไปมองทันที
ศิลายืนอยู่ตรงนั้น… ในชุดเครื่องแบบสีกากีชุดเดิม แต่ดูสะอาดสะอ้านเหมือนเพิ่งรีดมาใหม่ๆ ในมือเขาไม่ได้ถือคีมเจาะตั๋ว แต่ถือขวดน้ำเย็นเจี๊ยบที่มีหยดน้ำเกาะพราว
เขายื่นมันมาให้ผม ใบหน้าคมคายมีรอยยิ้มจางๆ แต่วันนี้… ใต้ตาเขาดูคล้ำลึกเหมือนคนอดนอนมาหลายคืน
“เห็นคุณดูเหนื่อยๆ ตั้งแต่เช้า” เขาเอ่ยเสียงนุ่ม
ผมรับขวดน้ำมา มือเราสัมผัสกันอีกครั้ง คราวนี้ความเย็นจากมือเขาน้อยลงกว่าเมื่อวานเล็กน้อย เหมือนเขามีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง
“คุณศิลา…” ผมเรียกชื่อเขาเบาๆ กลัวว่าถ้าพูดเสียงดังแล้วเขาจะหายไป “เมื่อวาน… คุณหายไปไหน ผมหันกลับไปคุณก็…”
ศิลาชะงัก รอยยิ้มบนหน้าจางลงเล็กน้อย เขาหลบสายตาผม มองออกไปนอกหน้าต่างรถไฟที่ทิวทัศน์กำลังไหลผ่านด้วยความเร็ว
“บางครั้ง… ผมก็หลงทางครับ” เขาตอบด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเจ็บปวดลึกๆ “หลงอยู่ในช่วงเวลาที่หาทางออกไม่เจอ จนกระทั่ง…”
เขาหันกลับมาสบตาผม แววตาคู่นั้นสื่อความหมายบางอย่างที่ผมแปลไม่ออก มันทั้งโหยหา ทั้งขอโทษ และดีใจระคนกัน
“…จนกระทั่งได้เจอคุณอีกครั้ง”
หัวใจผมกระตุกวูบวาบ ประโยคนั้นมันฟังดูเหมือนคำสารภาพรัก แต่ในขณะเดียวกันก็ฟังดูเหมือนคำลา
“ตั๋วครับ” เขาเปลี่ยนเรื่องดื้อๆ ล้วงมือไปหยิบคีมเจาะตั๋วออกมาจากกระเป๋าเสื้อ “ขออนุญาตตรวจตั๋วด้วยครับ”
ผมหยิบตั๋วใบใหม่ที่เพิ่งซื้อเมื่อเช้ายื่นให้เขา เขารับมันไป นิ้วโป้งของเขาเกลี่ยเบาๆ บนหลังมือผมอย่างทะนุถนอมราวกับกลัวว่าผมจะแตกสลาย
กริ๊ก!
เสียงเจาะกระดาษดังขึ้น ครั้งนี้เสียงมันดูหนักแน่นกว่าเดิม
เขายื่นตั๋วคืนให้ผม แต่ยังไม่ยอมปล่อยมือ “วันนี้อากาศดีนะครับ นาวิน”
เขาเรียกชื่อผม… ทั้งที่ผมไม่เคยบอกชื่อเขาเลยสักครั้ง!
“คุณรู้ชื่อผมได้ยังไง?” ผมถามออกไปเร็วปรื๋อ
ศิลาไม่ตอบ เขาเพียงแค่ยิ้ม… รอยยิ้มที่ดูเศร้าที่สุดเท่าที่ผมเคยเห็น “ขอโทษนะครับ… ที่ผมมาช้าไปเสมอ”
สิ้นคำนั้น เสียงหวูดรถไฟก็ดังแทรกขึ้นมา ปู๊นนนน! กลบเสียงรอบข้างจนหมด ผมกระพริบตาเพียงเสี้ยววินาที… และเมื่อลืมตาขึ้น
ศิลาก็เดินห่างออกไปไกลถึงอีกฝั่งของโบกี้แล้ว เขาหันหลังให้ผม เดินทะลุประตูเชื่อมตู้รถไฟออกไป ผมกำลังจะลุกตาม แต่ผู้โดยสารคนอื่นเดินสวนเข้ามาขวางทางไว้พอดี
ผมทิ้งตัวลงนั่งด้วยความสับสน อะไรกันแน่? ผู้ชายคนนี้คือใคร? รู้ชื่อผมได้ยังไง? แล้วทำไมต้องขอโทษ?
ผมก้มลงมองตั๋วในมือ หวังว่าจะเจอร่องรอยอะไรบางอย่าง
และมันก็มีจริงๆ
รูที่เจาะบนตั๋วใบนี้ ไม่ใช่รูปดาวเหมือนเมื่อวาน แต่มันเป็นรู วงกลม ธรรมดา และตำแหน่งที่เจาะ… ทับลงบนช่องวันที่อีกแล้ว
แต่คราวนี้ไม่ใช่ปี 63
14 ก.พ. 65
ตัวเลขปีเปลี่ยนไป… ขยับเข้ามาใกล้ปัจจุบันมากขึ้น และวันที่… ยังคงเป็น 14 กุมภาพันธ์ เหมือนเดิม
วันวาเลนไทน์?
ทำไมต้องเป็นวันนี้? วันแห่งความรัก? หรือมันเป็นวันอื่นที่มีความหมายมากกว่านั้น?
ผมพลิกตั๋วดูด้านหลัง มีรอยหมึกปากกาสีน้ำเงินจางๆ เขียนหวัดๆ ไว้ที่มุมล่างซ้าย แทบจะมองไม่เห็นถ้าไม่สังเกตดีๆ
‘อย่า-ลืม-ผม’
ลายมือขยุกขยิกเหมือนคนเขียนด้วยความรีบร้อน หรือไม่ก็เขียนในขณะที่รถไฟกำลังสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
น้ำตาผมรื้นขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ ความรู้สึกผูกพันประหลาดท่วมท้นในอก มันไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญแล้ว ตัวเลขวันที่ 14 กุมภาพันธ์… ปี 63… ปี 65… และข้อความนี้
เหมือนศิลากำลังพยายามส่ง “จิ๊กซอว์” มาให้ผมทีละชิ้น ผ่านรอยเจาะและลายมือหวัดๆ บนกระดาษตั๋วรถไฟราคาถูกๆ ใบนี้
ผมหยิบสมุดจดเล่มเล็กขึ้นมา จดบันทึกตัวเลขทั้งหมดลงไป ตั๋วใบที่ 1 : 14 ก.พ. 63 (รอยเจาะรูปดาว) ตั๋วใบที่ 2 : 14 ก.พ. 65 (รอยเจาะวงกลม + ข้อความ ‘อย่าลืมผม’) ร่ม : ปี 60
“คุณกำลังจะบอกอะไรผมกันแน่ ศิลา…”
ผมพึมพำกับตัวเอง มองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าที่เคยสดใสเมื่อครู่ จู่ๆ ก็มีเมฆครึ้มลอยเข้ามาบดบังแสงแดดจนมืดสลัว ราวกับว่าเวลากำลังบิดเบี้ยวไปตามอารมณ์ของรถไฟขบวนนี้


