HomeChapterตอนที่ 4 : ห้องเก็บของหายและรูปถ่ายสีซีด

ตอนที่ 4 : ห้องเก็บของหายและรูปถ่ายสีซีด

ความสงสัยเป็นเหมือนเมล็ดพันธุ์พืชประหลาด ยิ่งทิ้งไว้นานมันยิ่งหยั่งรากลึกและเติบโตจนกัดกินพื้นที่ในใจ

หลังจากเลิกงาน ผมไม่ได้รีบตรงดิ่งกลับหอพักเหมือนทุกวัน ในมือผมกำร่มคันสีดำด้ามไม้แกะสลักแน่น ร่มที่ ‘คุณศิลา’ ให้ไว้เมื่อวันก่อน ผมตัดสินใจแล้วว่าจะเอามันไปคืน… หรืออย่างน้อยที่สุด ก็เพื่อหาข้ออ้างไปเจอเขาให้รู้เรื่อง

ผมเดินย้อนกลับมาที่สถานีรถไฟต้นทางในเวลาโพล้เพล้ ผู้คนบางตากว่าช่วงเช้ามาก แสงไฟสีส้มจากหลอดทังสเตนเริ่มติดสว่างตามชานชาลา ให้บรรยากาศเหงาจับใจ

เป้าหมายของผมไม่ใช่ชานชาลา แต่เป็นอาคารไม้เก่าๆ ด้านข้างที่เขียนป้ายว่า ‘ที่ทำการนายสถานี / ห้องแจ้งของหาย’

ก๊อก ก๊อก…

ผมเคาะประตูไม้บานเกล็ดเบาๆ ก่อนจะผลักเข้าไป กลิ่นกระดาษเก่า กลิ่นกาแฟ และกลิ่นอับจางๆ ของห้องแอร์รุ่นเก่าลอยมาปะทะจมูก

“ติดต่อเรื่องอะไรครับ?”

เจ้าหน้าที่หนุ่มรุ่นน้องเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสาร เขาดูเหนื่อยหน่ายกับงานและอยากกลับบ้านเต็มแก่

“เอ่อ… ผมเอาของมาคืนเจ้าหน้าที่น่ะครับ” ผมยกูร่มขึ้นโชว์ “พอดีเมื่อวานนายตรวจชื่อ ศิลา เขาให้ผมยืมไว้ตอนฝนตก ผมเลยเอามาคืน”

เจ้าหน้าที่หนุ่มเลิกคิ้ว ขยับแว่นสายตาเล็กน้อย ก่อนจะทวนชื่อ “ศิลา? แผนกไหนครับ? นายตรวจเหรอ?”

“ครับ นายตรวจบนขบวน 909 คนตัวสูงๆ ผิวเข้มๆ หน้าตาดีๆ หน่อย” ผมพยายามอธิบายลักษณะ

เจ้าหน้าที่เกาหัวแกรกๆ แล้วหันไปตะโกนถามพี่อีกคนที่นั่งอยู่โต๊ะด้านใน “พี่ชัย! นายตรวจเรามีคนชื่อศิลาด้วยเหรอพี่?”

พี่ชัย ชายวัยกลางคนที่กำลังซดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเงยหน้าขึ้นมาทำหน้ามึนงง “ศิลา? ไม่มีนะเว้ย นายตรวจขบวน 909 มีแค่ลุงสมหมาย กับไอ้จวบ แล้วก็เด็กฝึกงานใหม่ชื่อท็อป… เอ็งไปจำชื่อผิดมาจากไหนหรือเปล่าพ่อหนุ่ม?”

คำตอบนั้นเหมือนค้อนปอนด์ทุบลงกลางแสกหน้าผม

“ไม่ผิดนะครับ!” ผมเถียงเสียงดังขึ้นเล็กน้อยด้วยความร้อนใจ “เขาเพิ่งตรวจตั๋วผมเมื่อเช้านี้เอง ป้ายชื่อเขาก็ติดอยู่ว่าศิลา… เขาให้ร่มคันนี้ผมมาด้วย”

ผมวางร่มลงบนเคาน์เตอร์ พี่ชัยลุกเดินมาดูร่มใกล้ๆ เขาหยิบมันขึ้นมาพลิกดูด้ามจับไม้แกะสลัก แล้วสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป

“เฮ้ย… ร่มรุ่นนี้มัน…” พี่ชัยพึมพำเสียงแผ่ว “นี่มันร่มประจำตำแหน่งรุ่นเก่า เลิกผลิตไปตั้ง 5-6 ปีแล้วนี่หว่า เดี๋ยวนี้เขาเปลี่ยนเป็นร่มพับสีกรมท่ากันหมดแล้ว… น้องไปเอามาจากไหน?”

“ก็เขาให้ผมมาไงครับ!” ผมเริ่มสับสนไปหมด “ตกลงไม่มีคนชื่อศิลาทำงานที่นี่จริงๆ เหรอครับ?”

“ไม่มีจริงๆ น้อง” พี่ชัยยืนยันหนักแน่น “พี่ทำงานที่นี่มา 10 ปี ถ้ามีคนหน้าตาดีขนาดน้องว่า พี่ต้องจำได้แล้ว”

บรรยากาศในห้องเงียบสงัดลงถนัดตา ความเย็นยะเยือกแล่นพล่านไปทั่วร่างผม ไม่ใช่เพราะแอร์ แต่เพราะความจริงที่กำลังตีแสกหน้า

ถ้าไม่มีคนชื่อศิลา… แล้วคนที่คุยกับผมเมื่อเช้าคือใคร? ผี? ภาพหลอน? หรือผมบ้าไปเอง?

“เดี๋ยวนะ…”

จู่ๆ พี่ชัยก็ทำท่าเหมือนนึกอะไรออก เขาหันไปมองที่ผนังห้องด้านหลัง ซึ่งเต็มไปด้วยกรอบรูปกิจกรรมต่างๆ ของสถานีรถไฟที่แขวนเรียงรายจนฝุ่นจับ

“ศิลา… ชื่อคุ้นๆ เหมือนเคยได้ยินที่ไหนวะ”

พี่ชัยเดินไปที่บอร์ดไม้เก่าๆ ริมห้อง ซึ่งติดป้ายตัวอักษรสีทองลอกๆ ว่า ‘ทำเนียบพนักงานดีเด่น’ ผมรีบเดินตามไปดูด้วยใจระทึก

สายตาผมไล่กวาดไปตามรูปถ่ายขาวดำและรูปสีซีดๆ ของพนักงานในแต่ละปี จนกระทั่ง…

สายตาของผมไปสะดุดกึกอยู่ที่กรอบรูปไม้ขนาดเล็ก แถวที่สามจากล่างสุด รูปถ่ายใบนั้นเริ่มเหลืองกรอบตามกาลเวลา แต่ใบหน้าของคนในรูปยังคงชัดเจน

ชายหนุ่มในชุดเครื่องแบบนายตรวจสีกากีเต็มยศ ยืนยิ้มกว้างให้กล้อง รอยยิ้มที่สดใสและมีชีวิตชีวากว่ารอยยิ้มเศร้าๆ ที่ผมเคยเห็น แต่ดวงตาคู่นั้น… จมูกโด่งเป็นสันนั้น…

คือเขา!

ผมชี้มือไปที่รูปนั้นทันที มือสั่นระริก “คนนี้ครับ! คนนี้แหละคุณศิลา!”

พี่ชัยขยับแว่นเพ่งมองตามนิ้วผม ก่อนจะอุทานออกมาเบาๆ “อ๋อ… ไอ้ศิลา! เออว่ะ ลืมไปได้ไง… แต่มันนานมากแล้วนะ”

“นานแค่ไหนครับพี่?” ผมถามเสียงเครียด

พี่ชัยเพ่งมองป้ายชื่อใต้รูป พลางใช้นิ้วปาดฝุ่นออก

นายศิลา วรโชติ – พนักงานดีเด่น ประจำปี 2563

“ปี 63…” พี่ชัยพึมพำ “ก็ 6 ปีมาแล้วนี่หว่า… น้องไปเจอมันได้ไง? มันลาออกไปตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอ… หรือย้ายไปไหนนะ จำไม่ได้แล้วว่ะ รู้แต่ว่าอยู่ๆ ก็หายหน้าไปเลย ไม่เห็นมาทำงานอีก”

2563

ตัวเลขนี้อีกแล้ว…

ภาพตั๋วใบแรกที่ถูกเจาะรูทับวันที่ 14 ก.พ. 63 แวบเข้ามาในหัวผมทันที เหมือนจิ๊กซอว์ชิ้นใหญ่ถูกวางลงล็อกดัง กริ๊ก!

ศิลาในรูปถ่ายปี 63… ตั๋วรถไฟที่ระบุปี 63… ร่มรุ่นเก่าที่เลิกใช้ไปแล้ว… และคำพูดของพี่ชัยที่บอกว่า “อยู่ๆ ก็หายหน้าไปเลย”

“พี่แน่ใจเหรอครับว่าเขาแค่ลาออก?” ผมถามออกไป เสียงแหบแห้งจนน่าตกใจ

“ก็คงงั้นมั้ง” พี่ชัยยักไหล่ “ช่วงนั้นงานยุ่งๆ พี่ก็ไม่ได้ตามข่าว เห็นว่ามีอุบัติเหตุแถวรางตัดรถไฟบ่อยๆ ด้วยช่วงนั้น… เออ ช่างเถอะ เอาเป็นว่าร่มนี่น้องเก็บไว้เถอะ ที่นี่ไม่มีชื่อคนเบิกของชื่อศิลาในระบบปัจจุบันแล้ว คืนไปก็ไม่มีใครรับ”

ผมเดินออกจากห้องนายสถานีมาด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้งกว่าเดิม ร่มในมือเหมือนจะหนักขึ้นเป็นกอง

ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว แสงไฟนีออนสาดลงมากระทบรางรถไฟเหล็กที่ทอดยาวหายไปในความมืด

ผมไม่ได้บ้า… ศิลามีตัวตนจริง แต่เขาอยู่คนละช่วงเวลากับผม

เขาคือพนักงานดีเด่นปี 63 ที่หายสาบสูญไป… แล้วคนที่มาเจาะตั๋วผมทุกเช้าในปี 69 คือใคร?

และที่สำคัญกว่านั้น… ทำไมเขาถึงพยายามส่งสัญญาณหาผม? ทำไมต้องเป็นผม?

ลมกรรโชกแรงพัดผ่านชานชาลา หอบเอากลิ่นดอกราตรีจางๆ มาเตะจมูก ผมก้มมองร่มในมืออีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจแน่วแน่

พรุ่งนี้เช้า… ผมจะไม่ใช่แค่ผู้โดยสารที่นั่งมองวิวอีกต่อไป ผมจะถามเขาให้รู้เรื่อง ต่อให้ต้องคุยกับ ‘ผี’ หรือ ‘คนในอดีต’ ผมก็ต้องรู้ความจริงให้ได้

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments