เช้าวันรุ่งขึ้น ผมก้าวเท้าขึ้นรถไฟขบวน 909 ด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
รถไฟยังคงเป็นรถไฟขบวนเดิม เบาะไม้ยังคงแข็งกระด้าง และกลิ่นน้ำมันเครื่องผสมกลิ่นแดดยังคงลอยฟุ้ง แต่สำหรับผม… มันไม่ใช่แค่พาหนะไปทำงานอีกแล้ว มันคือ “ไทม์แมชชีน” ที่กำลังพาผมวิ่งสวนทางกับกาลเวลา
ผมนั่งลงที่ริมหน้าต่างหมายเลข 12 ที่ประจำ หัวใจเต้นโครมครามจนต้องยกมือกดหน้าอกไว้ ในกระเป๋าเสื้อเชิ้ต ผมพกปากกาเมจิกสีน้ำเงินติดตัวมาด้วย
ผมวางแผนไว้แล้ว… ถ้าการพูดคุยกันตรงๆ มักถูกขัดจังหวะด้วยเสียงหวูดรถไฟ หรือทำให้เขาหายไป ผมก็ต้องใช้วิธีอื่น
ไม่นานนัก ร่างสูงโปร่งในชุดเครื่องแบบสีกากีก็ปรากฏตัวขึ้นที่ประตูตู้รถไฟ
วันนี้ ศิลา ดูแปลกไปกว่าทุกวัน ใบหน้าคมคายนั้นซีดเซียวจนเกือบไร้สีเลือด ใต้ตาหมองคล้ำเหมือนคนไม่ได้นอนติดต่อกันมาหลายคืน และที่สำคัญ… ท่าทางการเดินของเขาดูโงนเงนเล็กน้อย เหมือนคนกำลังทรงตัวไม่อยู่ แต่เขาก็ยังพยายามฝืนยิ้มทักทายผู้โดยสารคนอื่นๆ อย่างสุภาพ
เขาก้าวเข้ามาหยุดที่ข้างเก้าอี้ผม กลิ่นหอมจางๆ ประจำตัวเขาวันนี้… เจือไปด้วยกลิ่นคาวสนิมจางๆ ที่ทำให้ผมรู้สึกหนาวสะท้าน
“อรุณสวัสดิ์ครับ…” เสียงของเขาแหบพร่ายิ่งกว่าเดิม “วันนี้… อากาศร้อนหน่อยนะครับ”
ผมเงยหน้ามองเขา จ้องลึกลงไปในดวงตาคู่สวยที่ดูหม่นหมองคู่นั้น “คุณศิลา… คุณไม่สบายหรือเปล่า?”
เขาชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ “ผมสบายดีครับ แค่… งานหนักนิดหน่อยช่วงนี้”
โกหก… พี่ชัยบอกว่าเขาหายไปตั้งแต่ปี 63 งานหนักอะไรกันที่ทำให้คนหายไป 6 ปีมีสภาพแบบนี้?
“ขอตรวจตั๋วด้วยครับ” เขาตัดบทตามสเต็ปเดิม ยื่นมืออกมาหาผม
วินาทีนั้น ผมตัดสินใจทำตามแผน ผมไม่ได้ยื่นตั๋วให้เขาเฉยๆ แต่ผมใช้ปากกาเมจิกที่เตรียมมา แอบเขียนตัวเลขลงบนหลังมือตัวเองอย่างรวดเร็วก่อนหน้านี้แล้ว
ผมแบมือยื่นตั๋วให้เขา โดยหงายฝ่ามือขึ้นให้เห็นข้อความสีน้ำเงินเข้มชัดเจน
[ ปีนี้ 2569 ]
ศิลาชะงักกึก ร่างสูงแข็งทื่อไปราวกับถูกสาป ดวงตาของเขาเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นตัวเลขบนฝ่ามือผม ริมฝีปากที่แห้งผากสั่นระริก
เขามองตัวเลข 2569 สลับกับหน้าผม ความเจ็บปวดรวดร้าวฉายชัดในแววตาคู่นั้น มันคือสายตาของคนที่มองเห็น “อนาคต” ที่ตัวเองไม่มีวันไปถึง
“คุณ…” เขาพยายามจะเอ่ยปาก แต่เสียงกลับขาดหายไปในลำคอ
จังหวะนั้นเอง รถไฟกระชากตัวเล็กน้อยเพราะเปลี่ยนราง ศิลาเซถลาจะล้ม ผมรีบพุ่งตัวไปคว้าข้อมือเขาไว้เพื่อพยุง
“ระวังครับ!”
มือผมกำรอบข้อมือเขาแน่น… และสัมผัสที่ได้รับไม่ใช่แค่ผิวหนังเย็นเฉียบ แต่ผมรู้สึกถึงความขรุขระบางอย่างใต้แขนเสื้อเครื่องแบบ
ศิลารีบชักมือกลับอย่างรวดเร็วด้วยความตกใจ ชายแขนเสื้อของเขาเลิกขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่
รอยช้ำสีม่วงคล้ำขนาดใหญ่รอบข้อมือ… และรอยแผลเป็นทางยาวเหมือนถูกของมีคมหรือเศษเหล็กบาดลึก เลือดซึมออกมาจากผ้าพันแผลเก่าๆ ที่ซ่อนอยู่ข้างใน
“คุณบาดเจ็บ!” ผมตะโกนลั่น “นี่มันแผล…”
ปู๊นนนนนน!!!!
เสียงหวูดรถไฟดังแทรกขึ้นมาอย่างถูกจังหวะอีกครั้ง ดังจนแก้วหูแทบแตก ศิลาถอยหลังกรูด สีหน้าเขาดูตื่นตระหนกและหวาดกลัว ไม่ใช่กลัวผม… แต่เหมือนกลัว “เวลา” ที่กำลังไล่ล่าเขา
“อย่า…” เขาพูดเสียงสั่น แข่งกับเสียงล้อเหล็กบดราง “อย่าพยายามรู้เลยครับ นาวิน… ยิ่งคุณรู้ คุณจะยิ่งอันตราย”
“แต่ผมต้องรู้! คุณหายไปไหนมา? เกิดอะไรขึ้นในปี 63?” ผมไม่ยอมแพ้ ลุกขึ้นยืนประจันหน้าเขา
ศิลามองผมด้วยสายตาอ้อนวอน น้ำตาเอ่อคลอในดวงตาคมเข้มคู่นั้น “ผมไม่ได้หายไปไหนครับ… ผมยังอยู่ที่เดิม”
เขาหยิบคีมเจาะตั๋วขึ้นมาอย่างรวดเร็ว คว้าตั๋วในมือผมไปเจาะ กริ๊ก! แล้วยัดใส่มือผมคืน
“ผมรออยู่ที่เดิมเสมอ… รอให้ใครสักคนมาพาผมออกไป”
สิ้นคำพูดนั้น รถไฟก็เข้าสู่เขตอุโมงค์ลอดใต้สะพานข้ามแยก ความมืดปกคลุมโบกี้ชั่วขณะ แสงไฟในตู้รถไฟกระพริบดับวูบ
เมื่อรถไฟแล่นพ้นอุโมงค์ แสงสว่างกลับมาอีกครั้ง…
ตรงหน้าผมว่างเปล่า
ศิลาหายไปแล้ว ทิ้งไว้เพียงกลิ่นคาวสนิมจางๆ และความว่างเปล่าที่โหวงเหวงในอกผม
ผมทรุดตัวลงนั่งบนเบาะ หอบหายใจถี่รัวเหมือนเพิ่งผ่านการวิ่งมาราธอน มือข้างหนึ่งยังกำตั๋วแน่น ส่วนมืออีกข้าง… ตัวเลข 2569 ยังคงปรากฏชัดเจน เป็นเครื่องยืนยันว่าเมื่อกี้ผมไม่ได้ฝันไป
ผมก้มลงมองตั๋วในมือด้วยมือที่สั่นเทา
รอยเจาะวันนี้ไม่ใช่รูปดาว ไม่ใช่วงกลม แต่มันเป็นรอยเจาะที่ดูบิดเบี้ยว… เหมือนรูป ‘หยดน้ำ’
และตำแหน่งที่เจาะ… ไม่ได้เจาะทับวันที่เหมือนทุกครั้ง แต่เจาะทับตรงคำว่า ‘เที่ยวล่อง’ (Return Trip)
ผมพลิกดูด้านหลังตั๋ว หวังว่าจะมีข้อความเหมือนครั้งก่อน และครั้งนี้… ข้อความที่เขียนด้วยลายมือสั่นๆ เหมือนคนไม่มีแรง ทำให้หัวใจผมหยุดเต้น
‘ระวังวันที่ 13 กุมภา’
13 กุมภาพันธ์? ก่อนวันวาเลนไทน์ 1 วัน?
ผมเงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้มลงอีกครั้งทั้งที่ยังเป็นตอนเช้า ราวกับว่าลางร้ายกำลังคืบคลานเข้ามา ถ้าปี 63 เขาเป็นพนักงานดีเด่น… และวันวาเลนไทน์คือวันที่บนตั๋วใบแรก… งั้นวันที่ 13 กุมภา ก็อาจจะเป็น “วันสุดท้าย” ก่อนที่เขาจะหายไปตลอดกาล?
ผมกำหมัดแน่น ผมมีเวลาเหลืออีกไม่มาก ถ้าจะช่วยเขา… ผมต้องรู้ให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563



