HomeChapterตอนที่ 10 — “มือที่ถือไม้เท้า”

ตอนที่ 10 — “มือที่ถือไม้เท้า”

บ่ายวันเดียวกัน

สายฝนหยุดโปรยปรายแล้ว แต่ท้องฟ้ายังไม่ยอมปล่อยให้สีครามได้ทำหน้าที่ เมฆครึ้มยังคงปกคลุมหนาทึบ ราวกับบ้านหลังนี้ยังไม่อนุญาตให้แสงสว่างสาดส่องเข้ามาเห็นความลับอะไรมากนัก

กวินพาเรนเดินลึกเข้าไปยังห้องชั้นในสุดของเรือนใหญ่ ห้องที่แม้แต่คนรับใช้เก่าแก่ยังไม่กล้าเดินผ่านหากไม่มีเหตุจำเป็น ประตูไม้สีเข้มบานหนาแกะสลักลวดลายเป็นเถาไม้เลื้อยพันเกี่ยวกันยุ่งเหยิง เปรียบเสมือนกิ่งก้านของประวัติศาสตร์ที่รัดรึงอยู่รอบลำคอของทุกคนในตระกูล

“ท่านย่าอยากเจอคุณ” กวินเอ่ยบอกเสียงเบา น้ำเสียงของเขาเจือไปด้วยความระมัดระวัง เหมือนเด็กที่รู้ตัวดีว่า… ในบ้านหลังนี้ มีใครบางคนที่เขาไม่เคยเอาชนะได้จริง ๆ

เรนพยักหน้า เขารับรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณว่า คนที่อยู่หลังบานประตูนี้คือศูนย์กลางที่กำหนดจังหวะลมหายใจของคนทั้งบ้าน กวินเคาะประตูสามครั้ง… ไม่มากไม่น้อยไปกว่านั้น ก่อนจะผลักเปิดเข้าไป

ห้องนั้นไม่ได้กว้างขวางจนโอ่อ่า แต่มัน “หนักแน่น”

หนักแน่นด้วยกลิ่นไม้เก่าแก่ ด้วยผ้าม่านกำมะหยี่สีเข้มทึบ และด้วยความเงียบงันชนิดที่ไม่ต้องเอ่ยปากขออนุญาตใคร หญิงชราคนหนึ่งนั่งสงบนิ่งอยู่ริมหน้าต่าง แสงยามบ่ายทำได้เพียงแค่แตะลงบนไหล่ของเธอ ไม่กล้าอาจเอื้อมขึ้นไปถึงใบหน้า ราวกับใบหน้านั้นไม่ต้องการพึ่งพาแสงไฟเพื่อประกาศว่าตนเองคือใคร

ไม้เท้าในมือของเธอทำจากไม้มะเกลือสีดำสนิท หัวไม้เท้าถูกแกะสลักเป็นรูปดอกไม้ที่ดูแปลกตา… ไม่ใช่ดอกไม้ทั่วไปที่เบ่งบานรับแสงตะวัน แต่มันคือดอกไม้ที่ถูกแกะให้เหมือนกำลัง “บานสะพรั่งในวินาทีสุดท้ายก่อนความตายจะมาเยือน”

ท่านย่าเงยหน้าขึ้น สายตาของเธอคมกริบประดุจปลายเข็ม แต่กลับสงบนิ่งลึกล้ำปานน้ำมหาสมุทร

“เรน” เธอเรียกชื่อเขาออกมาได้โดยไม่ต้องรอให้ใครแนะนำ น้ำเสียงนุ่มนวล แต่ทุกถ้อยคำเหมือนผ่านพิธีชงมาอย่างยาวนานจนเข้มข้น “เด็กของรสา”

เรนไม่โค้งคำนับ ไม่กล่าวคำประจบสอพลอ เขายืนตรงอย่างสง่าผ่าเผย เหมือนคนที่ไม่ได้มาเพื่อขอความเมตตา แต่มาเพื่อทวงถามความจริง

“ท่านย่าจำผมได้?” เขาถามกลับด้วยความสุภาพ

ท่านย่ายิ้มจาง ๆ ที่มุมปาก “ฉันจำทุกคนที่เคยทิ้งกลิ่นไว้ในบ้านนี้ได้” สายตาของเธอเลื่อนผ่านไหล่เขาไปหยุดที่กวิน “รวมถึงคนที่คิดว่าตัวเองกลับมาจากฝรั่งเศสแล้วจะควบคุมบ้านหลังนี้ได้ด้วย”

กวินไม่โต้ตอบ เขาทำเพียงยืนเงียบยอมรับการฟาดฟันด้วยวาจานั้นโดยไม่ปริปาก เหมือนยอมรับอำนาจของไม้เท้าโดยไม่ต้องให้เลือดตกยางออก


ท่านย่าหันกลับมาสบตาเรนอีกครั้ง “รสาหายไป… แล้วคนในบ้านก็ตายต่อหน้าต่อตาเธอสองคน เธอคิดว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญหรือ”

เรนจ้องมองเธอ ตอบกลับช้า ๆ ชัดถ้อยชัดคำ “ถ้าเป็นบ้านหลังนี้… ไม่มีอะไรบังเอิญครับ”

“ดี” ท่านย่ากล่าวรับ “เพราะฉันก็ไม่เชื่อเรื่องบังเอิญเหมือนกัน”

เธอเอื้อมมือเหี่ยวย่นไปหยิบกล่องไม้เล็ก ๆ บนโต๊ะข้างตัว กล่องใบนั้นดูเก่าคร่ำคร่า แต่กลับไร้ฝุ่นจับ แสดงว่ามีคนเปิดดูมันบ่อยกว่าที่คิด เธอกดวางกล่องใบนั้นลงตรงหน้าเรน

“รู้ไหมว่านี่คืออะไร”

เรนสูดอากาศรอบ ๆ กล่องใบนั้น กลิ่นที่เล็ดลอดออกมาจากรอยต่อไม้ไม่ใช่น้ำหอม… แต่เป็นกลิ่นของกระดาษเก่า ผสมกับดอกไม้แห้ง และกลิ่นแอลกอฮอล์ที่บ่มจนสุกงอม

“กล่องเก็บสูตรเก่า” เรนตอบ “ของแม่ผม”

ท่านย่าพยักหน้าช้า ๆ “ใช่… ฉันเก็บไว้เอง เพราะวันนั้นก่อนรสาจะหายตัวไป เธอฝากมันไว้กับฉัน”

กวินหันขวับด้วยความตกใจ “ย่า… ย่าเคยเจอแม่เรนคืนนั้น?”

ท่านย่าไม่มองหน้าหลานชาย เธอพูดกับความว่างเปล่าเบื้องหน้า “เจอ… และฉันเป็นคนสุดท้ายที่เธอคุยด้วย ก่อนทุกอย่างจะดับลง”

เรนรู้สึกเหมือนพื้นไม้ใต้ฝ่าเท้ากำลังสั่นไหว แต่ใจเขาไม่ยอมสั่นคลอนตาม เขาเฝ้ารอ “ประโยคตกปลา” นี้มานานหลายปี “แม่ผมพูดอะไรกับท่านย่า” เขาถามเสียงต่ำ

ท่านย่าหลับตาลงสั้น ๆ เหมือนกำลังสูดดมกลิ่นอายของอดีตที่ลอยย้อนกลับมา “เธอบอกว่า… ถ้าวันหนึ่งกลิ่นนั้นถูกนำมาใช้ทำร้ายผู้คน ให้ฉันเอากล่องนี้ให้เธอ เพราะเธอจะเป็นคนเดียวที่หยุดมันได้… หรือถ้าเธอไม่อยู่แล้ว ก็ให้ลูกของเธอเป็นคนหยุดมันแทน”

เรนยืนนิ่งงัน คำพูดของแม่เปรียบเสมือนลมหายใจที่ยังไม่จางหายไปจากโลก ท่านย่าเปิดกล่องออกให้ดู ภายในมีสมุดโน้ตเล่มบาง และขวดแก้วตัวอย่างขนาดเล็กที่ติดฉลากด้วยคำสั้น ๆ เพียงคำเดียว

“Eros Bloom — Primer”

ท่านย่าเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอีกครั้ง “คนที่ตายไปสองคนนี้ ต่างเป็นคนที่รู้ว่ารสาทำอะไร และรู้ว่าเธอซ่อนอะไรเอาไว้ การตายของพวกเขาไม่ใช่ผลจากความเกลียดชังตื้นเขิน แต่มันคือการปิดปากและการแย่งชิง”

เรนมองขวดใบนั้น เหมือนมองกองไฟที่รู้ทั้งรู้ว่าร้อน แต่มีความจำเป็นต้องเอื้อมมือไปแตะ “ท่านย่ารู้อะไรอีกไหม” เขาถาม

ท่านย่ากระดิกปลายนิ้วลงบนหัวไม้เท้าเบา ๆ เสียง กึก ดังขึ้นเพียงครั้งเดียว แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนกระดานหมากรุกทั้งบ้านกำลังสะเทือนเลื่อนลั่น

“ฉันรู้ว่าใครบางคนในบ้านนี้ ไม่อยากให้กวินสืบ… ไม่อยากให้เธอสืบ… และไม่อยากให้ความจริงมีอายุอยู่เกินสามศพ”

เธอจ้องมองเรนเนิ่นนาน ก่อนจะเอ่ยประโยคสุดท้ายที่เหมือนการฝากมีดเล่มสำคัญไว้บนโต๊ะ

“ถ้าเธอจะล่า… จงล่าให้เร็วพอ ก่อนที่กลิ่นของรสาจะถูกทำให้ตายซ้ำอีกครั้ง”

เรนก้มศีรษะให้ท่านย่า… เพียงเล็กน้อย นี่ไม่ใช่การยอมจำนน แต่มันคือการรับไม้ต่อ เพื่อประกาศว่ากระดานนี้เพิ่งเปิดให้เขาได้ลงเล่นอย่างแท้จริง

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments