HomeChapterตอนที่ 3 — “แผนที่ของลมหายใจ”

ตอนที่ 3 — “แผนที่ของลมหายใจ”

ค่ำคืนในคฤหาสน์วารีมาถึงเร็วกว่าที่คิด มันเป็นความมืดที่เหมือนถูกห่อหุ้มด้วยผ้ากำมะหยี่สีเข้ม… มืด แต่ไม่ได้หนาวเหน็บ เพราะบ้านหลังนี้มีวิธีรักษาอุณหภูมิของตัวเอง ทั้งด้วยเครื่องปรับอากาศและด้วย “กลิ่น”

เรนเดินตามกวินกลับเข้ามาในเรือนใหญ่ ไม่ใช่การเดินตามอย่างยอมรับ แต่เป็นการก้าวเท้าตามหลังอย่างคนที่กำลังกัดฟันอยู่กับคำว่า ‘จำเป็น’ โถงกลางเงียบงัน มีเพียงเสียงรองเท้าหนังของกวินที่ดังเป็นจังหวะสั้น เรียบ และเท่ากันทุกก้าว เหมือนเขาเป็นคนที่คิดคำนวณก่อนจะเหยียบย่างลงไปเสมอ

“คุณอยากเริ่มจากตรงไหน” กวินเอ่ยถามโดยไม่หันกลับมา ราวกับรู้ดีว่าเรนไม่ชอบการถูกจ้องมอง

เรนกวาดสายตาไปตามผนังที่กรุด้วยไม้สีเข้ม ลวดลายของมันคดเคี้ยวเหมือนเส้นทางน้ำในแผนที่เก่า เขาสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ ปล่อยให้บ้านเล่าเรื่องราวของตัวเองผ่านโพรงจมูก กลิ่นของโถงใหญ่คือกลิ่นแห่งการ “ต้อนรับ”—สะอาดสะอ้านอย่างจงใจ มีความนุ่มนวลของแป้งบาง ๆ และเงาเย็นเยียบของไม้แห้ง

เหมือนจะบอกผู้มาเยือนว่าที่นี่ปลอดภัย แต่เรนรู้ดีกว่าใครว่ากลิ่นแห่งการต้อนรับมักเป็นด่านแรกของการโกหก

“ผมไม่เคยมาที่นี่เพื่อเริ่มจากคน” เรนตอบน้ำเสียงราบเรียบ “ผมเริ่มจากสถานที่เสมอ”

กวินชะงักไปเพียงครู่ ราวกับจะยิ้มแต่ก็ไม่ได้ยิ้ม เขาพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะผายมือพาเรนเดินลึกเข้าไปทางปีกตะวันออกของตัวบ้าน ทางเดินเริ่มแคบลง แสงไฟสีเหลืองนวลถูกหรี่ลงให้พอดีกับสายตา ความหรูหราของโซนนี้ไม่ใช่สิ่งที่ตะโกนเรียกร้องความสนใจ แต่มันคือความหรูหราที่กระซิบแผ่วเบา

เรนหยุดยืนนิ่งตรงหัวมุมหนึ่ง ตรงจุดที่พื้นไม้เปลี่ยนเฉดสี รอยต่อนั้นแนบเนียนเสียจนคนทั่วไปไม่มีทางสังเกตเห็น แต่สำหรับเรน… กลิ่นมันเปลี่ยน

ตรงนี้กลิ่นไม่เหมือนเดิม ความสะอาดถูกแทนที่ด้วยกลิ่นโลหะจาง ๆ เหมือนฝุ่นผงของเครื่องจักรที่ลอยค้างอยู่ในอากาศมานานเกินไป และยังมีเงาหวานเลี่ยนบางอย่างเลื้อยผ่าน เป็นความหวานที่ไม่ได้ตั้งใจให้ใครดม แต่ตั้งใจให้ใครสักคน “เชื่อ”

เรนหันขวับไปมองกวิน “ตรงนี้… มีประตูลงไปข้างล่างใช่ไหม”

กวินไม่ถามว่าเรนรู้ได้อย่างไร เขาเพียงแค่ยอมรับความจริง “ใช่ เป็นทางลงไปห้องเก็บหัวน้ำหอม” ชายหนุ่มเสริมขึ้นช้า ๆ “ตอนแม่คุณอยู่… เธอชอบขลุกอยู่ที่นั่น”

คำว่า ‘แม่คุณ’ หลุดออกจากปากของกวินง่ายดายเกินไป ง่ายเสียจนเหมือนเป็นคำที่ถูกฝึกซ้อมมาอย่างดี เรนไม่รู้ว่าควรจะโกรธหรือรู้สึกเจ็บปวดดี เขาจึงเลือกที่จะนิ่งเฉย

“พาไป” เขาออกคำสั่งสั้น ๆ

กวินทาบนิ้วลงบนแผงสแกนที่ฝังอยู่กับผนัง ประตูไม้ที่พรางตัวไปกับข้างฝาค่อย ๆ เลื่อนเปิดออกอย่างเงียบเชียบ เผยให้เห็นบันไดหินที่ทอดตัวลงไปสู่ความเย็นเยียบเบื้องล่าง กลิ่นอายจากชั้นใต้ดินพุ่งสวนขึ้นมาปะทะใบหน้า เหมือนละอองฝนหยดแรกที่กระดอนจากพื้นดินแห้งผาก

มันคือกลิ่นของแล็บเก่า… ไม่ใช่กลิ่นของ “น้ำหอม” แต่เป็นกลิ่นของ “ความเพียร” กลิ่นฉุนของแอลกอฮอล์ กลิ่นขี้ผึ้ง กลิ่นดอกไม้อบแห้ง กลิ่นกระดาษที่ถูกเขียนทับจนหมึกซึมลึก และกลิ่นเลือนรางของใครบางคนที่เหมือนจะยังยืนอยู่ตรงมุมห้อง… ทั้งที่ไม่มีใครอยู่

เรนก้าวลงบันไดไปช้า ๆ เหมือนกำลังเดินย้อนกลับเข้าไปในความทรงจำของตัวเอง เขาไม่ชอบให้เรื่องเก่า ๆ ส่งเสียงดัง จึงย่างเท้าอย่างเงียบกริบ ห้องเก็บหัวน้ำหอมกว้างขวางกว่าที่เขาคาดไว้ ชั้นไม้ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ขวดแก้วเรียงรายนับพันใบ บางขวดเก่าคร่ำคร่าเสียจนสีของน้ำมันข้างในขุ่นมัวเหมือนน้ำตาที่ค้างปี

กวินเอื้อมมือไปเปิดไฟแถวสุดท้ายให้สว่างขึ้น “นี่เป็นโซนที่ปิดตายไว้” เขาพูดเหมือนเล่าเรื่องดินฟ้าอากาศ “เพราะเกี่ยวกับโปรเจกต์เก่า”

เรนก้าวเข้าไปใกล้ มือของเขาไม่ได้แตะต้องขวดแก้วเหล่านั้น เพียงแค่ยืนพิจารณาเหมือนนักสืบที่กำลังอ่านหนังสือด้วยจมูก จนกระทั่งสายตาไปสะดุดกับขวดหนึ่ง… ไม่มีฉลาก แต่มีรอยคราบบนคอขวด

คราบนั้นไม่ใช่ฝุ่น แต่มันเป็นรอยนิ้วมือที่ถูกจับซ้ำ ๆ จับอย่างกลัวหาย จับอย่างหวงแหน จับอย่างคนที่อยู่กับมันมาเนิ่นนานจนมันกลายเป็น “เพื่อน” มากกว่าจะเป็นเพียง “วัตถุ”

เรนก้มลงสูดอากาศรอบขวดนั้นอีกครั้ง กลิ่นบาง… บางเบามาก แต่ก็เพียงพอให้ปลายประสาทรู้สึกเหมือนถูกสะกิด กลิ่นเขียวสดหลังฝนตก ผสมผสานกับกลิ่นดอกไม้สีขาวที่หวานลึกผิดธรรมชาติ… กลิ่นเดียวกับที่ติดอยู่บนศพของพิชญ์ และกลิ่นเดียวกับในคืนที่แม่ของเขาหายตัวไป

เรนหลับตาลง ภาพเหตุการณ์ซ้อนทับขึ้นมาทีละชั้น เหมือนกลิ่นน้ำหอมที่ต้องรอเวลาให้ Base note ปรากฏตัวออกมาจนครบ

“คุณรู้จักขวดนี้?” กวินถามเสียงเบา น้ำเสียงของเขาไม่เร่งเร้า ไม่คาดคั้น เหมือนกลัวว่าลมหายใจของตัวเองจะไปเป่าให้ความจริงพังทลายลง

เรนลืมตาขึ้น “นี่เป็นงานของแม่ผม” เขาตอบเนิบช้า “แต่ไม่ใช่ขวดของเธอ”

กวินขมวดคิ้วด้วยความสงสัย เรนจึงชี้ไปที่ฝาโลหะ “แม่ผมใช้ฝาแก้ว เธอบอกเสมอว่าฝาโลหะทำให้กลิ่น ‘แก่’ เร็วเกินไป เพราะโลหะมีความทรงจำของตัวเอง”

กวินเงียบลง เขามองขวดใบนั้นเหมือนกำลังมองอดีตที่ตนไม่เคยรู้ว่ามีอยู่จริง

“ใครสักคนเอางานของเธอมาปิดฉลากใหม่ เหมือนพยายามทำให้มันกลายเป็นงานของบ้านหลังนี้” เรนพูดต่อด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่คมกริบ “และคนคนนั้นต้องเข้าใจวิธีของแม่ผมดีพอ ถึงรู้ว่า ‘ควรซ่อนอะไรไว้’”

กวินเอ่ยถามเพียงประโยคเดียว “คุณสงสัยใคร”

เรนไม่ได้ตอบทันที เขาหันไปมองชั้นวางขวดที่เรียงรายยาวเหยียด ห้องนี้เปรียบเสมือนมันสมองของตระกูลวารี ใครที่เข้าออกห้องนี้ได้ คนคนนั้นก็ย่อมแก้ไขความทรงจำของบ้านได้เช่นกัน

“ผมสงสัยทุกคน” เรนกล่าว ก่อนที่มุมปากจะยกขึ้นเพียงเสี้ยว “รวมถึงคุณด้วย เพราะคุณเป็นคนเดียวที่เพิ่งกลับมา และถูกจัดวางให้อยู่ใกล้ความจริงมากเกินไป”

กวินมองเขานิ่ง ไม่มีแววโกรธเคือง ไม่มีการปฏิเสธ มีเพียงความเหนื่อยล้าจาง ๆ เหมือนคนที่เพิ่งรู้ตัวว่าบ้านของตัวเองมีเงามืดซ่อนอยู่

“งั้นเราจะเริ่มจากการให้คุณเห็นทุกอย่าง” กวินตอบ เสียงของเขาหนักแน่นเหมือนลมหายใจที่ถูกปล่อยออกมาหลังจากการตัดสินใจเด็ดขาด “และให้ทุกอย่าง… ตัดสินผมแทนคำพูด”

เรนไม่ใช่คนที่ให้เครดิตใครง่าย ๆ แต่ประโยคนั้นทำให้เขารู้สึกแวบหนึ่งว่า ผู้ชายคนนี้อาจไม่ใช่ศัตรูที่แท้จริง ในวินาทีนั้นเอง เสียงล้อรถเข็นเบา ๆ ก็ดังมาจากหน้าประตูห้อง ไม่ดังพอให้คนตื่นกลัว แต่ดังพอให้คนข้างใน ‘รู้ว่าเธอมาแล้ว’

ลิลลี่นั่งอยู่ตรงกรอบประตู แสงไฟจากด้านหลังทำให้เธอดูเหมือนภาพวาดสีน้ำอ่อน ๆ บนกระดาษงาช้าง เธอยิ้มอย่างอ่อนโยน อ่อนโยนเสียจนความมืดไม่อาจจับต้องได้

“หนูขอโทษที่มารบกวนนะคะ” เสียงของเธอนุ่มนวลเหมือนกลีบดอกไม้แห้ง “หนูได้ยินว่าพี่กวินพาคุณเรนลงมา… หนูเลยอยากเอาชาร้อนมาให้”

เรนมองถาดชาในมือหญิงสาว แก้วพอร์ซเลนสีขาวสะอาดส่งไอน้ำลอยขึ้นเป็นเส้นบาง ๆ และกลิ่นจากถาดนั้นก็ลอยมาแตะจมูกเขาอย่างแผ่วเบา ชาเอิร์ลเกรย์… แต่มีโน้ตหนึ่งแทรกเข้ามา เป็นโน้ตที่หวานลึก ไม่ใช่น้ำตาล ไม่ใช่วานิลลา แต่เป็นความหวานแบบ “ผิวคน” หวานแบบที่ทำให้หัวใจเผลอเชื่อว่าคนตรงหน้าช่างบริสุทธิ์

เรนไม่แสดงสีหน้าใด ๆ ออกไป แต่ในใจเขากำลังปัก “หมุด” ลงบนแผนที่กลิ่นของบ้านเพิ่มอีกหนึ่งจุด

กวินรับถ้วยชามาจากน้องสาว “ขอบใจนะลิลลี่ เดี๋ยวพี่จัดการเอง”

ลิลลี่ส่ายหน้าช้า ๆ “หนูอยากอยู่ด้วยค่ะ หนู… คิดถึงคุณป้ารสา หนูอยากรู้ว่าคุณเรนจะหาความจริงให้ป้าได้ไหม”

เธอเอ่ยชื่อแม่ของเขาออกมาได้อย่างสะอาดหมดจด ราวกับเธอเป็นคนเดียวในบ้านที่กล้าพูดถึงชื่อนี้โดยไม่กลัวเงามืด เรนสบตาเธอ

“ผมหาความจริงให้แม่ผม ไม่ใช่เพื่อตระกูลนี้” เขาตอบกลับไปตรง ๆ แต่ไม่ได้ใช้น้ำเสียงแข็งกร้าว มันเป็นเสียงของคนที่เจ็บปวดจนไม่อยากเสียพลังงานไปกับการอธิบาย

ลิลลี่พยักหน้า แววตาของเธอใสกระจ่าง… ใสจนเหมือนน้ำที่มองเห็นก้นบ่อ แต่เรนรู้ดีว่าน้ำที่ใสที่สุด มักซ่อนความลึกที่คนมองไม่เห็นไว้เสมอ

“งั้นหนูจะช่วยเท่าที่ช่วยได้ค่ะ” เธอว่า “เพราะถ้าคนร้ายอยู่ที่นี่จริง หนูก็อยากให้เขาหยุด ก่อนที่กลิ่นของบ้านนี้จะกลายเป็นกลิ่นของศพไปเรื่อย ๆ”

ประโยคสุดท้ายของเธอช่างสวยงาม และหนาวเหน็บ เกินกว่าจะเป็นคำพูดของเด็กสาวที่ดูอ่อนแอธรรมดา

เรนไม่พูดอะไรต่อ เขาเพียงแค่ยกถ้วยชาขึ้นจิบช้า ๆ กลิ่นชาอุ่น ๆ ไหลลงคอ และในห้วงความคิด เขาเริ่มวาดแผนที่ของบ้านหลังนี้ขึ้นใหม่อีกครั้ง… แผนที่ที่ไม่ใช่เส้นทางเดิน แต่เป็นเส้นทางของ “ลมหายใจ” ของผู้คนที่อาศัยอยู่ร่วมกัน และของคนที่ใช้กลิ่น… เป็นอาวุธสังหาร

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments