สวนพฤกษาของตระกูลวารีไม่ใช่สวนที่ปลูกขึ้นเพื่อความรื่นรมย์ แต่มันถูกสร้างขึ้นเพื่อ “สกัดความหมาย” ต้นไม้แต่ละต้นมีชื่อเรียกขานราวกับรหัสลับ แต่ละแปลงมีป้ายเล็ก ๆ กำกับบอกวันเวลาที่ต้องเก็บเกี่ยว และระบุชื่อผู้ดูแลอย่างชัดเจน
เรนเดินทอดน่องอยู่ท่ามกลางกลิ่นอายของพืชสด พืชพรรณเหล่านี้มักซื่อสัตย์… ซื่อสัตย์กว่ามนุษย์ เพราะพวกมันไม่รู้จักการแสดงออกสองชั้น หรือการซ่อนเร้นเจตนา
เขาหยุดฝีเท้าลงตรงหน้าเรือนกระจกหลังหนึ่ง ผ้าม่านสีขาวถูกดึงปิดลงมาครึ่งบาน ฝ้ากระจกดูพร่ามัวเหมือนมีใครบางคนกำลังหายใจอยู่ข้างใน ทั้งที่ความจริงแล้วไม่มีใครอยู่
กวินเดินตามมาหยุดยืนข้าง ๆ เขาไม่รุกล้ำระยะห่างส่วนตัว ราวกับเรียนรู้แล้วว่าเรนต้องการพื้นที่ว่าง พอ ๆ กับที่ต้องการความจริง
“คุณมั่นใจแค่ไหนว่ากลิ่นบนตัวลิลลี่เกี่ยวกับคดี” กวินเอ่ยถามเสียงเบา แต่ทุกพยางค์กลับอัดแน่นไปด้วยความหวาดหวั่น
เรนยังไม่หันไปตอบ สายตาจับจ้องไปที่ต้นไม้เบื้องหน้า เขาเลือกที่จะปล่อยให้คำพูดหลุดออกมาทีละชั้น… เหมือนกลิ่นน้ำหอมที่ค่อย ๆ เผยตัว
“ผมยังไม่มั่นใจ” เขาตอบเรียบ ๆ “แต่ผมมั่นใจว่า… มันไม่ควรอยู่ที่นั่น”
กวินเงียบลง เรนจึงพูดต่อ “บ้านคุณมีคนฉีดกลิ่นนี้เป็น ‘กิจวัตร’ ไหม”
ชายหนุ่มส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน “ไม่… มันเป็นสูตรที่ถูกปิดตายตั้งแต่แม่คุณหายไป ทุกคนถูกสั่งห้ามแตะต้อง”
เรนหัวเราะในลำคอเบา ๆ “ยิ่งห้าม… ก็ยิ่งมีคนอยากแตะ คุณรู้อยู่แล้ว”
กวินไม่เถียง เขาเพียงแค่ทอดสายตามองเข้าไปในเรือนกระจก เหมือนกำลังยอมรับความจริงบางอย่างที่ขัดแย้งกับภาพลักษณ์ของบ้านที่เขาเชื่อมั่นมาตลอดชีวิต
เรนล้วงหยิบสมุดเล่มเล็กออกจากกระเป๋าเสื้อ เป็นสมุดที่ไม่มีชื่อ ไม่มีตราประทับ เหมือนแผนที่ลับที่เจ้าของไม่อยากให้ใครล่วงรู้ เขาเปิดหน้าหนึ่งให้กวินดู มันเป็นเส้นร่างหยาบ ๆ ของตัวคฤหาสน์ แต่แทนที่จะเขียนระบุห้องเป็นกรอบสี่เหลี่ยม เรนกลับเขียน “กลิ่น” เป็นวงกลม… วงใหญ่ วงเล็ก ซ้อนทับกันเป็นชั้น ๆ
“นี่คืออะไร” กวินถามด้วยความฉงน
“แผนที่ของลมหายใจ” เรนตอบ “ห้องไหนใช้กลิ่นเพื่อต้อนรับ ห้องไหนใช้กลิ่นเพื่อปิดบัง และห้องไหน… มีกลิ่นที่ไม่ควรอยู่”
กวินนิ่งมองสมุดเล่มนั้นอย่างคนที่เพิ่งตระหนักว่า “บ้าน” สามารถอ่านได้หลายภาษา และภาษาหนึ่งในนั้นกำลังพาเขาเดินลึกเข้าไปหาเงามืดในครอบครัวของตัวเอง
เรนยื่นขวดแก้วเล็ก ๆ ให้กวิน มันเป็นขวดไร้ฉลาก บรรจุของเหลวใสกระจ่าง
“นี่อะไร”
“น้ำหอมพื้นฐาน” เรนอธิบาย “ไม่มีกลิ่นเด่น มีแค่ความสะอาดที่ใคร ๆ มักใช้เป็นฐานก่อนเติมโน้ตอื่นลงไป”
กวินมองหน้าเขา รอคอยคำอธิบายต่อ
“ผมจะวางมันไว้ในสามจุด… จุดที่คนในบ้าน ‘คิดว่าไม่มีใครสนใจ’ ใครก็ตามที่แตะต้องมัน จะทิ้งกลิ่นของตัวเองลงไป เหมือนการเซ็นชื่อไว้ในน้ำ”
กวินเลิกคิ้วสูง “กับดัก?”
“ไม่ใช่กับดัก” เรนส่ายหน้าช้า ๆ “แค่คำเชื้อเชิญให้ความจริงเผยตัวออกมา ถ้าเขาไม่มีอะไรต้องซ่อน เขาก็จะไม่แตะ”
กวินนิ่งเงียบไปอึดใจ ก่อนจะถามเสียงต่ำ “คุณเชื่อว่าคนร้ายเป็นคนในบ้าน?”
คราวนี้เรนหันมาสบตาเขาตรง ๆ แววตาเปิดเผยเหมือนกลิ่นที่ตัดสินใจเผย Base note ออกมาจนหมดเปลือก
“ผมเชื่อว่าคนร้าย ‘เข้าออกบ้านนี้ได้โดยไม่มีใครสะดุ้ง’ และรู้จักนิสัยของคนในบ้านดีกว่าคนแปลกหน้า” เขาเว้นจังหวะ “ซึ่งก็นั่นแหละ… คุณเข้าใจใช่ไหม”
กวินพยักหน้าช้า ๆ ทว่าหนักแน่น เหมือนนักโทษที่รับฟังคำตัดสินของศาล ทั้งที่ยังไม่มีคำพิพากษาออกมา
เรนก้าวเท้าเข้าไปในเรือนกระจก กลิ่นด้านในเย็นเยียบและชื้นแฉะ เจือด้วยกลิ่นดินอุ่น ๆ ที่นี่มีแปลงพืชทดลองอยู่หลายแปลง ป้ายชื่อกำกับด้วยภาษาละติน แต่เรนไม่อ่านป้าย… เขาอ่านอากาศ
มีกลิ่นหนึ่ง… ไม่ใช่กลิ่นพืช แต่เป็นกลิ่น “มนุษย์” ที่เพิ่งเข้ามาและเพิ่งจากไปได้ไม่นาน
กลิ่นสบู่เด็ก ผสมแป้งอ่อน ๆ และโน้ตเขียวหวานลึกจาก Eros Bloom
จางมาก แต่เปลือกนอกนุ่มนวลเกินกว่าจะเป็นของผู้ใหญ่ เรนหยุดเดิน กวินที่ตามเข้ามาเห็นเรนหยุดก็หยุดตามโดยไม่ถาม
“มีคนมาเมื่อเช้า” เรนเปรยขึ้น “คนสวนหรือเปล่า”
เรนส่ายหน้า “กลิ่นนี้ไม่ใช่คนสวน คนสวนมือหยาบ กลิ่นเหงื่อกับใบไม้จะหนักกว่านี้ แต่นี่เป็นกลิ่นของคนที่ไม่เคยลงมาคลุกคลีกับดิน และไม่อยากให้ใครรู้ว่าเขาเข้ามา”
กวินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เหมือนกลิ่นของความหวาดระแวงกำลังไหลลงไปกัดกินความรู้สึก
เรนเดินตรงไปยังแปลงลึกสุดซึ่งถูกปิดกั้นด้วยผ้าม่านทึบ เขาไม่ได้เปิดมันออก เพียงแค่หลับตาลงแล้วสูดหายใจ อากาศตรงบริเวณนั้นเหมือนมี “อะไรบางอย่าง” กำลังหายใจอยู่ ไม่ใช่คน แต่เป็นดอกไม้ที่ยังไม่เบ่งบาน ทว่ากลิ่นของมันกลับลอยนำหน้าออกมาก่อนแล้ว เหมือนคำสารภาพที่หลุดออกมาก่อนริมฝีปากจะขยับ
“ที่นี่คือที่ที่แม่ผมทำ Eros Bloom ใช่ไหม” เรนถามเสียงเบา
กวินตอบช้า ๆ “ใช่… แต่ผ้าม่านนี่ถูกติดทีหลัง หลังจากแม่คุณหายไป”
เรนลืมตาขึ้น มองผ้าม่านสีทึบที่ปิดกั้นราวกับม่านเวที แล้วหัวเราะในลำคอเบา ๆ “น่าสนใจนะ” เขาว่า “คนที่อยากให้กลิ่นนี้ตาย กลับต้องลงทุนลงแรงทำให้มันยังคงอยู่… ในแบบที่ไม่มีใครมองเห็น”
กวินหันขวับมามองเขา คำถามหนึ่งไหวระริกอยู่ริมฝีปาก แต่เขาไม่ได้เอ่ยถาม เขาเลือกที่จะพูดประโยคที่ทำให้เรนต้องชะงักแทน
“ถ้าคุณเจอความจริงแล้ว… คุณจะทำยังไงกับบ้านนี้”
เรนเงียบ คำตอบที่แท้จริงน่าจะเป็น ทำลาย แต่เขาไม่พูด เพราะคำบางคำไม่ควรถูกใช้ก่อนเวลาอันควร
“ผมจะทำในสิ่งที่แม่ผมทำไม่สำเร็จ” เรนตอบในที่สุด “เอามันออกมาสู่แสงสว่าง ก่อนที่ใครจะใช้มันบอกให้คนอื่นตาย… แล้วเรียกมันว่า ‘ความหอม’”
กวินมองเขา นานกว่าที่ควรมองคนที่เกลียดขี้หน้ากัน สายตาของเขาไม่ได้อ้อนวอน ไม่ได้โกรธเคือง แต่มันเป็นสายตาที่กำลัง “ยอมรับว่าเรนคือทางออกเดียวของเขา”
เรนหันหน้าหนี เพราะเขาไม่อยากให้ตัวเองใจอ่อนลงในสายตาของผู้ชายคนนั้นเร็วเกินไป
และในเวลาเดียวกันนั้นเอง เขาได้ยินเสียงล้อรถเข็นดังมาจากไกล ๆ เบามาก… เบาจนเกือบเหมือนเสียงใบไม้เสียดสีกัน แต่กลิ่นที่ลอยตามเสียงนั้นมา เรนจำได้แม่นยำ
ชาเอิร์ลเกรย์… ความหวานแบบผิวคน… และ Eros Bloom ที่ซ่อนอยู่ใต้ท้ายโน้ต
ลิลลี่ไม่ได้เข้ามาใกล้ เธอแค่เข็นรถผ่านทางเดินด้านนอกเรือนกระจก เหมือนแค่แวะมา “สูดอากาศ” เล่น เรนกับกวินสบตากกันโดยไม่ได้นัดหมาย ไม่มีใครพูดออกมาว่า “สงสัยเธอ” เพราะคำพูดตรงไปตรงมาในบ้านหลังนี้คือสิ่งอันตราย แต่ความเงียบระหว่างทั้งคู่เริ่มก่อตัวเป็นรูปร่างของคำคำเดียวกัน
ทำไมเธอถึงอยู่ใกล้กลิ่นนี้… บ่อยเกินไป?
เรนยกขวด “ฐานไร้กลิ่น” ขึ้น ฝาขวดถูกเปิดออก เขาบรรจงหยดของเหลวลงบนผ้าขาวผืนเล็ก ๆ แล้ววางทิ้งไว้ในมุมที่ดูเหมือนเป็นเพียงมุมธรรมดา
กับดักไม่จำเป็นต้องซ่อน… หากคนร้ายกำลังตามหามันอยู่แล้ว



