เช้าวันถัดมาเป็นเช้าที่ไร้แสงแดด เมฆขาวทึบปิดทับท้องฟ้าประหนึ่งฝากล่องกำมะหยี่ที่ครอบลงมา ทำให้คฤหาสน์ทั้งหลังดูราวกับขวดน้ำหอมที่ถูกใครบางคนปิดฝาไว้แน่นหนา… เพื่อไม่ให้กลิ่นใดหลุดรอดออกไปโดยไม่ได้รับอนุญาต
เรนตื่นก่อนเสียงนาฬิกาปลุก เพราะเขาตื่นด้วย “กลิ่น”
กลิ่นของขิงอ่อนเจือใบส้มที่ลอยมาจากครัวด้านล่าง ไม่เข้มข้น ไม่ตะโกนเรียกร้องความสนใจ แต่สดชื่นพอที่จะทำให้จมูก “ลืมฝันร้าย” ได้ชั่วคราว เขาลุกขึ้นจากเตียงอย่างเชื่องช้า ไม่ใช่เพราะความง่วงงุน แต่เพราะร่างกายเพิ่งยอมรับความจริงว่า วันนี้เขาต้องใช้ชีวิตอยู่ในบ้านที่กลืนกินแม่ของเขาเข้าไป และต้องแสร้งทำเหมือนมันเป็นเพียงวันธรรมดาวันหนึ่ง
ในโถงอาหารเช้า โต๊ะยาวสีเข้มถูกจัดแต่งไว้อย่างเป็นระเบียบ เหมือนทุกอย่างในบ้านหลังนี้เกิดมาเพื่อถูกจัดวาง… และเกิดมาเพื่อซ่อนเร้น
สมาชิกในตระกูลนั่งกันครบองค์ประชุม ไร้เสียงพูดคุย ไม่มีการแสดงความเสียใจเกินความจำเป็น เหมือนทุกคนถูกสั่งสอนมาให้เชื่อว่าการตายคือข่าวสารประเภทหนึ่ง ไม่ใช่บาดแผลที่ต้องฟูมฟาย
ความเงียบในบ้านนี้มีน้ำหนักมาก หนักอึ้งกว่าสิ่งใด เรนรู้สึกได้จากกลิ่นของมัน… กลิ่นเงียบเชียบคล้ายโลหะเย็นเฉียบหลังฝนตก ซึ่งคนทั่วไปคงไม่รู้ว่ามันดมได้
กวินนั่งอยู่หัวโต๊ะ นิ่งสงบพอ ๆ กับแจกันดอกไม้ที่วางอยู่ตรงกลาง ต่างกันตรงที่แจกันยังมีกลิ่น แต่สำหรับเขา—เรนยังไม่แน่ใจ
“กินอะไรได้บ้างครับ” กวินเอ่ยถาม น้ำเสียงสุภาพเหมือนถามตามมารยาท ไม่ใช่เพราะอยากรู้จริง ๆ
“อะไรก็ได้ที่ไม่ติดกลิ่นบ้านนี้มาก” เรนตอบเสียงเรียบ แต่ถ้อยคำนั้นบาดลึกราวกับวางเศษแก้วลงบนผ้าขาว
คนบางคนบนโต๊ะยกช้อนค้าง มีบางคนจิบน้ำชาถี่ขึ้น แต่ไม่มีใครเงยหน้าขึ้นมอง นี่คือบ้านที่ฝึกคนให้ “ไม่ตอบโต้” ด้วยเสียง แต่ตอบโต้ด้วยสายตาและกลิ่น
“คุณเรนพูดเหมือนบ้านนี้เป็นโรค”
เสียงนั้นมาจาก มิลาน หญิงสาวที่แต่งตัวราวกับหลุดออกมาจากโปสเตอร์โฆษณาน้ำหอม เธอสวมชุดผ้าไหมสีครีม ประดับด้วยเครื่องทองชิ้นเล็ก ๆ รอยยิ้มของเธอบางเบา น้ำเสียงหวานหยดย้อยเหมือนน้ำตาลที่ละลายในกาแฟจนมองไม่เห็นเนื้อเดิม
เรนมองเธอ “โรคบางชนิดไม่ต้องแสดงอาการก็แพร่ได้ครับ”
มิลานหัวเราะเบา ๆ ในเสียงหัวเราะนั้นไม่มีเสียง… มีแต่กลิ่น กุหลาบแดงเข้มผสมพราลีนและพิมเสนจาง ๆ กลิ่นที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้คนรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ “สวยและอันตราย” และเธอก็รู้ตัวดี
“เรนแค่สืบคดี” กวินพูดแทรกขึ้น เสียงไม่ดัง แต่คั่นบทสนทนาด้วยความเรียบร้อยที่มีขอบเขตชัดเจน “ทุกคนอยากรู้ความจริงเหมือนกัน”
อารัญ ชายวัยห้าสิบที่มีบุคลิกเหมือนพกกกฎหมายไว้ในกระเป๋าตลอดเวลา วางแก้วน้ำชาลงช้า ๆ เสียงกระทบจานรองเบากว่าคำพูดที่จะตามมา
“ความจริงมีหลายแบบครับคุณกวิน และคนที่มาจากข้างนอก… มักเห็นความจริงแบบที่ตัวเองอยากเห็น”
เรนไม่ตอบทันที เขายกแก้วน้ำขึ้นดม ไม่ใช่เพราะอยากรู้รสชาติ แต่เพราะอยากรู้ถึง “คนที่เท”
กลิ่นในน้ำเป็นชาเจือส้มยูสุ แต่มีร่องรอยบางอย่างแห้งค้างอยู่ที่ขอบแก้ว เป็นกลิ่นที่ไม่ใช่ชา… กลิ่นไม้แห้งเก่าที่ถูกจุ่มในแอลกอฮอล์ คล้ายกลิ่นของหัวน้ำหอมที่ถูกเก็บผิดชั้น มันจางมาก แต่ก็เพียงพอให้เรนรู้ว่า มีคนในบ้านนี้ “ฉีดน้ำหอมบนมือก่อนจับแก้วให้เขา”
ทำไมต้องฉีดให้เขา? เรนตั้งคำถามในใจ แล้วทำไมต้องเป็นกลิ่นแบบนี้?
เขายกแก้วขึ้นจิบ แสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง แต่ขีดเส้นใต้ข้อมูลนี้ไว้ในสมอง สายตาของเขากวาดมองไปรอบโต๊ะ ไม่ได้มองที่ใบหน้า แต่มองที่ “อากาศรอบตัว” เพราะอากาศคือแผ่นกระดาษที่คนใช้ซ่อนตัวตนได้ยากที่สุด
และเขาก็พบสิ่งหนึ่ง… ที่ไม่ควรอยู่ตรงนั้น
ตรงข้อมือของลิลลี่มี “กลิ่นน้ำหอมติดตัว” ไม่ใช่กลิ่นที่เธอควรฉีด ไม่ใช่กลิ่นชนิดที่ใครจะเลือกให้เด็กป่วย
กลิ่นเขียวสดหลังฝน ผสานกับดอกไม้ขาวหวานลึกผิดธรรมชาติ Eros Bloom
อ่อนมาก ซ่อนตัวดีมาก แต่เรนรู้จักมันดีเกินไป ลิลลี่คุยกับเขาด้วยท่าทีงามสงบ แต่กลิ่นนั้น… เหมือนรอยยิ้มของคนที่พูดว่า “ช่วยฉันหน่อย” พร้อมกับเอามีดซ่อนไว้หลังเสื้อ
เรนไม่แสดงสีหน้า เขาแค่ถามออกไปเบา ๆ “ลิลลี่ชอบน้ำหอมเหรอครับ”
ลิลลี่ชะงักไปนิดเดียว นิดเดียวพอให้เรนจับสังเกตได้ ก่อนที่เธอจะยิ้มออกมาเหมือนเดิม “หนูไม่ค่อยได้ฉีดหรอกค่ะ” เธอตอบ “แต่พี่กวินชอบให้หนูมีกลิ่นอ่อน ๆ จะได้รู้สึกสดชื่น”
กวินหันขวับไปมองน้องสาว แววตาของเขาเหมือนคนที่เพิ่งรู้ตัวว่าถูกผลักขึ้นเวทีโดยไม่รู้บท “ผมไม่ได้ฉีดให้ลิลลี่นะ” เขาพูดช้า ๆ เหมือนเลือกเฟ้นคำพูดให้ห่างไกลจากความขัดแย้ง “ลิลลี่เลือกเอง”
เสียงนั้นไม่ใช่การปฏิเสธ แต่มันคือความจริงที่หลุดออกมาโดยไม่ตั้งใจ
ลิลลี่หัวเราะเบา ๆ “หนูจำกลิ่นจากคุณป้ารสาได้ค่ะ กลิ่นนี้ทำให้หนูหลับสบาย หนูกลัวฝันร้าย”
คำว่า ‘คุณป้ารสา’ ทำให้บรรยากาศบนโต๊ะเงียบกริบลงไปอีกครึ่งหนึ่ง ไม่มีใครอยากได้ยินชื่อแม่ของเรน เพราะมันเหมือนการยอมรับว่าเธอเคยมีตัวตนอยู่จริง และการยอมรับว่าเธอได้หายไปแล้วจริง ๆ
เรนวางช้อนลง น้ำเสียงของเขาไม่แข็งกร้าว แต่เย็นเยียบพอที่จะทำให้ใครก็ตามที่กำลังโกหกต้องขยับตัวด้วยความอึดอัดใจ
“กลิ่นนี้ไม่ทำให้หลับสบายหรอกครับ ถ้าใช้ผิด มันทำให้คน… ไม่เป็นตัวเอง”
ลิลลี่กะพริบตาเชื่องช้า เหมือนคนที่กำลังชั่งน้ำหนักคำพูดของเขา แล้วเธอก็แค่ยิ้ม “งั้นหนูจะระวังค่ะ”
ประโยคสั้น ๆ ไร้พิษสง แต่กลิ่นที่ลอยตามมากลับ “รู้ทันทุกอารมณ์”
เรนลุกขึ้นยืน “ผมขอตัว”
กวินลุกตาม ไม่ช้าไม่เร็ว เหมือนเขาไม่อยากให้เรนรู้ว่าตัวเองกำลังรีบ เรนเดินออกไปทางสวน เสียงฝีเท้าห่างจากโต๊ะอาหารออกมาเรื่อย ๆ
และในหัวของเขา หมุดบนแผนที่กลิ่นเริ่มลากเส้นต่อกันเป็นรูปร่าง
Eros Bloom อยู่บนศพ… และอยู่บนข้อมือของลิลลี่
มันอาจเป็นความบังเอิญ หรือไม่… บ้านหลังนี้ก็กำลังพยายามบอกอะไรบางอย่างกับเขา ด้วยภาษาที่มีแต่จมูกเท่านั้นที่จะอ่านออก


