กลางดึกเมื่อเจ็ดปีก่อน…
เสียงฝนที่ซัดสาดกระทบหลังคากระจกของเรือนกลั่นดังก้องเป็นจังหวะหนักหน่วง มันไม่ใช่แค่เสียงของธรรมชาติที่เกรี้ยวกราด แต่คล้ายกับเสียงของนาฬิกาเรือนยักษ์ที่กำลังถูกตั้งไกให้เดินถอยหลังไปสู่จุดเริ่มต้นของจุดจบ
ดร.รสา บรรจงวางขวดแก้วทรงคอเรียวลงบนโต๊ะสแตนเลส แสงไฟนีออนเย็นเยียบสะท้อนเงาของเหลวสีใสที่บรรจุอยู่ข้างใน… สิ่งที่อยู่ในนั้นไม่ใช่แค่น้ำหอมราคาแพง แต่มันคือ “ความลับ” ที่ถูกกลั่นออกมาเป็นหยดแรก
เธอก้มลงสูดดมมันอีกครั้งอย่างตั้งใจ ดวงตาภายใต้กรอบแว่นจ้องมองขวดแก้วใบนั้นราวกับกำลังมองดูศัตรูคู่อาฆาต ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ เธอไม่เคยยอมเชื่อในสิ่งใด จนกว่าปลายจมูกของตนเองจะได้รับหลักฐานที่ชัดเจน
กลิ่นแรกพุ่งขึ้นมาปะทะประสาทสัมผัสอย่างรวดเร็ว… มันเริ่มด้วยความเขียวสดของใบไม้พืชคลุมดินหลังฝนพรำ (Galbanum) เป็นโน้ตแรกที่ทำหน้าที่ปลุกเร้าสติให้ตื่นตัว ก่อนจะตามมาด้วยความหอมหวานบางเบาของกุหลาบขาวสายพันธุ์โบราณที่ผสานเข้ากับดอกส้มเนโรลีจนทำให้กระแสเลือดในกายเริ่มอุ่นซ่าน
ทว่า… ในวินาทีถัดมา กลิ่นบางอย่างที่ ‘ผิดแปลก’ ก็สอดแทรกเข้ามา
มันไม่ใช่ความหวานที่คุ้นชิน และไม่ใช่ความเย็นที่แฝงเร้น แต่มันคือ “แรงดึงดูด” ที่มหาศาลจนอธิบายได้เพียงคำเดียวว่า… อยากเข้าใกล้
ดร.รสาหลับตาลงช้าๆ หัวใจของเธอเริ่มเต้นช้าลงอย่างประหลาด ราวกับกำลังถูกกล่อมด้วยท่วงทำนองที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยรังสรรค์ขึ้นมา
“นี่แหละ…” เธอพึมพำท่ามกลางความเงียบงัน “Eros Bloom”
กึก—
เสียงกลอนเหล็กที่ประตูแล็บด้านหลังถูกผลักเปิดออกช้าๆ มันเป็นเสียงที่ทำลายความเงียบสงบลงอย่างสิ้นเชิง
ร่างหนึ่งยืนตระหง่านอยู่ตรงกรอบประตูนั้น… เงาของเขาไม่ได้ก้าวเข้ามาสู่แสงสว่าง และไม่ได้ถอยกลับเข้าไปในความมืด เขาเพียงยืนอยู่อย่างนั้น ราวกับตั้งใจจะคงสถานะเป็น ‘เงา’ ที่เฝ้ารอเวลา
“คุณแน่ใจนะครับ ว่าจะรายงานผลการวิจัยนี้ให้ตระกูลวารีรับรู้”
น้ำเสียงนั้นเรียบเฉย ทว่าเย็นยะเยือกดุจเกล็ดน้ำแข็งที่กำลังละลายในแก้วคริสตัล “คุณก็รู้… ว่ากลิ่นแบบนี้มันสามารถเปลี่ยนโลกได้ทั้งใบ”
ดร.รสาเงยหน้าขึ้น จ้องลึกเข้าไปในเงามืดนั้น ริมฝีปากของเธอนิ่งสนิท ทว่าแววตาภายใต้แสงไฟกลับลุกโชนด้วยประกายแห่งความดื้อรั้น
“ถ้าโลกจะเปลี่ยนด้วยกลิ่น” เธอตอบกลับไปแผ่วเบาแต่หนักแน่น “มันก็ควรถูกเปลี่ยนด้วย ‘ความจริง’ ไม่ใช่ ‘ความโลภ’”
เงานั้นนิ่งงันไปครู่หนึ่ง คล้ายกำลังชั่งน้ำหนักคำพูดของเธอ ก่อนจะเริ่มก้าวเท้าเข้ามาอย่างเชื่องช้า
และในวินาทีนั้นเอง—
พรึ่บ!
ไฟทั้งเรือนกลั่นดับวูบลงในทันที ความมืดมิดเข้ากลืนกินทุกสรรพสิ่ง เหลือทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมรัญจวนที่ยังอบอวลอยู่ในอากาศ… ผสมปนเปไปกับเสียงขวดแก้วที่ร่วงหล่นแตกกระจายลงบนพื้นหินอ่อน
เพล้ง!
เสียงแก้วแตกที่แหลมคมนั้นเปรียบเสมือนการประกาศสงครามที่ไม่มีใครได้ยิน
คืนนั้น… ดร.รสาหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่มีร่างที่ถูกค้นพบ… ไม่มีบันทึกการวิจัยหลงเหลืออยู่ มีเพียง “กลิ่นใหม่” ที่มนุษย์ไม่ควรครอบครอง… ที่สูญหายไปตลอดกาล พร้อมกับจุดเริ่มต้นของความวิปลาสในบ้านวารีหอม


