หลังตำรวจกลับออกไป คฤหาสน์วารีก็จมดิ่งลงสู่ความเงียบงันอีกครั้ง เงียบเสียยิ่งกว่าเดิม… เพราะความตายครั้งที่สองทำให้บ้านทั้งหลังเปรียบเสมือนขวดน้ำหอมที่ถูกใครสักคนจับเขย่าอย่างรุนแรง ทุกอย่างภายในปั่นป่วน ขุ่นคลั่ก แต่ฝาขวดกลับถูกปิดเกลียวไว้แน่นหนาจนไม่มีหยดน้ำใดกระเด็นเล็ดลอดออกมาได้
เรนใช้เวลาตลอดทั้งวันนั้นเดิน “ช้า” เป็นพิเศษ ไม่ใช่เพราะไม่มีอะไรทำ แต่เพราะการเดินเร็วในบ้านหลังนี้มีค่าเท่ากับการตะโกนบอกคนร้ายว่า ‘ฉันกลัวแล้ว’
เขาเดินย้ำไปตามเส้นทางเดิม แต่จมูกกลับสูดดมอากาศใหม่ คอยจับสังเกตว่าลมหายใจของบ้านในวันนี้ผิดแปลกไปจากเมื่อวานอย่างไร และเขาก็พบว่า… กลิ่นประจำบ้านเปลี่ยนไป
ก่อนหน้านี้ โถงทางเดินและพื้นที่ส่วนกลางถูกคุมโทนด้วยกลิ่นสะอาดของไม้แห้ง เพื่อให้ความหรูหราทำหน้าที่เป็นเหมือนผ้าคลุมบาง ๆ ที่ปกป้องบ้านไว้ แต่วันนี้… กลับมีกลิ่นดอกไม้สีขาวที่หวานฉ่ำกว่าปกติลอยอบอวล เป็นความหวานที่จงใจปรุงแต่ง หวานแบบย้ำเตือนว่า ‘ฉันยังสวยสง่าอยู่ แม้จะมีศพนอนอยู่ในบ้านก็ตาม’
เรนหยุดยืนอยู่หน้าห้องควบคุมเครื่องกระจายกลิ่น (Diffuser) บริเวณโถงกลาง สายตาสำรวจขวดแก้วบนชั้นวางอย่างละเอียด ไม่มีขวดไหนถูกเปิดใช้ใหม่ แต่ระดับน้ำมันในขวด “ไอริสเบส” ลดพร่องลงอย่างผิดปกติ
เขาไม่ได้แตะต้องมัน เพียงแค่ยิ้มหยันในลำคอ
คนร้ายขยับกลิ่นของบ้านเพื่อตอบโต้เกมการเล่าเรื่อง (Narrative) ของเขา หากเรนปล่อยข่าวลวงว่าอารัญตายเพราะ “อาการแพ้สารเคมี” ตามปกติ กลิ่นประจำบ้านควรจะ “นิ่ง” ต่อไป เพื่อให้เรื่องราวค่อย ๆ จางหาย แต่คนร้ายกลับเลือกที่จะ “แต่งหน้าทาปาก” ให้บ้านดูสวยงามขึ้น ราวกับรู้อยู่แก่ใจว่าความตายครั้งนี้ ยิ่งจำเป็นต้องกลบเกลื่อนให้ทุกอย่างดูปกติที่สุด
เรนเดินกลับไปที่ห้องพักของตัวเอง เปิดลิ้นชักที่เขาแอบล็อกกุญแจไว้อย่างแน่นหนา ก่อนจะหยิบขวดแก้วใบเล็กสองใบออกมา
- ใบแรก: คือ “ฐานไร้กลิ่น” ที่เขาใช้สำหรับวางกับดัก
- ใบที่สอง: คือหัวน้ำหอมที่แม่ของเขาเคยปรุงไว้ให้เป็น “กลิ่นประจำบ้าน” ในอดีต
โทนไม้หอมแห้งสนิท ผสมใบชาเก่า และกลิ่นฝุ่นกระดาษ
มันไม่ใช่กลิ่นที่หอมหวาน ไม่ใช่กลิ่นที่ออดอ้อนเอาใจใคร แต่มันคือกลิ่นที่ทำให้บ้านหลังนี้ดูเป็น “บ้านจริง ๆ” ไม่ใช่โรงละครที่ถูกจัดฉาก
เรนถือขวดใบนั้นเดินลงไปหากวิน กวินนั่งอยู่ในห้องทำงาน บนโต๊ะของเขาเต็มไปด้วยกองแฟ้มเอกสารสูงพะเนิน แต่สายตาของเขากลับว่างเปล่า เหมือนคนที่กำลังนั่งอ่าน “ความพังพินาศ” ของตัวเองอยู่เงียบ ๆ
เรนวางขวดแก้วลงตรงหน้าเขา “วันนี้กลิ่นประจำบ้านถูกเปลี่ยน”
กวินเงยหน้าขึ้นช้า ๆ “คุณแน่ใจ?”
เรนพยักหน้า “และเป็นการเปลี่ยนแบบคนที่ ‘รู้ว่าเรากำลังมองอยู่’ เขากำลังแหย่ให้เรารีบร้อน หรือไม่ก็พยายามจะบอกว่าเขายังเป็นคนเดินเกมนำหน้าเรา”
กวินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามเสียงเบา “งั้นคุณจะทำยังไง”
เรนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบเหมือนกำลังวิจารณ์ดินฟ้าอากาศ แต่เนื้อความข้างในคือกับดักที่วางไว้อย่างแยบยล
“เราจะเปลี่ยนมันกลับเอง… ด้วยกลิ่นของแม่ผม แล้วมาดูกันว่าใครจะตื่นตระหนกก่อนกัน”
กวินมองหน้าเขา แววตาเหมือนคนกำลังลังเลที่จะเหยียบย่างลงบนเส้นด้ายบาง ๆ แต่สุดท้ายเขาก็พยักหน้า “ทำเลย”
คืนนั้น ระบบกระจายกลิ่นหลักของบ้านถูกตั้งโปรแกรมสูตรใหม่
กลิ่นไม้แห้ง ใบชา และกระดาษเก่า ค่อย ๆ ไหลเวียนไปตามท่อระบายอากาศ ลัดเลาะไปตามโถงทางเดิน ไต่ขึ้นบันได และลามไปถึงปีกตะวันตกที่เคยเป็นพื้นที่ของแล็บเก่า
กลิ่นแบบนี้ไม่ได้ทำให้คนทั่วไปแตกตื่น แต่มันจะทำให้คนที่ “รู้จักแม่ของเรนจริง ๆ” ต้องสะดุ้งวาบในใจ เรนไม่ต้องเสียเวลาเฝ้าดูคนทั้งบ้าน เขาเพียงแค่เฝ้าดู “คนที่กำลังเฝ้าดูบ้าน”
และในความมืดมิดนั้น คนที่ตื่นขึ้นมาก่อน… กลับไม่ใช่ใครที่เขาคาดคิด



