HomeTagsล่าบุปผาอมตะ

Tag: ล่าบุปผาอมตะ

spot_imgspot_img

บทที่ ๑๖ : พันธมิตรในเงามืดและศัสตราอาคม

เสียงระเบิดกัมปนาทจากร้านของลุงทองอินยังคงดังก้องสะท้อนอยู่ในอุโมงค์ระบายน้ำที่มืดมิดและเหม็นอับ ฝุ่นผงร่วงกราวลงมาจากเพดานอุโมงค์ราวกับน้ำตาของแผ่นดิน เจ้าชายคีรีวิ่งนำหน้าด้วยใบหน้าที่เปรอะเปื้อนคราบน้ำตาและเขม่าควัน เขาพาพรานเข้มและนลินลัดเลาะไปตามเส้นทางที่สลับซับซ้อนราวกับเขาวงกต ผ่านท่อส่งไอน้ำที่รั่วซึมและกองขยะโลหะ จนกระทั่งมาถึงประตูเหล็กบานหนาที่ซ่อนอยู่หลังม่านน้ำเสีย คีรีหมุนวาล์วรหัสสามรอบ ประตูเหล็กส่งเสียงครืดคราดก่อนจะเปิดออก เผยให้เห็นห้องโถงขนาดใหญ่ที่ซ่อนอยู่ใต้ดิน "นี่คือห้องทดลองลับของข้า..." คีรีเอ่ยเสียงแผ่ว "ที่ซึ่งข้าเตรียมการปฏิวัติเงียบๆ มาตลอด" ภายในห้องเต็มไปด้วยแบบแปลนกระดาษไขที่แปะเต็มผนัง ชิ้นส่วนหุ่นยนต์ที่ถูกถอดแยกชิ้น และโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยเครื่องมือช่าง แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือ 'แผนที่โฮโลแกรม' (ฉายภาพด้วยระบบกระจกเงาและแสงเทียน) ที่แสดงผังเมืองนครมัตตราทั้งเมือง "เราไม่มีเวลาเสียใจให้ลุงทองอินแล้ว..." คีรีปาดน้ำตา หันมามองเข้มและนลินด้วยแววตาที่แข็งกร้าวขึ้น "โหรวิษณุรู้แล้วว่าพวกท่านอยู่ที่นี่ มันคงส่ง 'หน่วยล่าสังหารเงา' ออกมาแน่ เราต้องบุกไปที่ห้องเครื่องจักรหลวงก่อนรุ่งสาง" "แต่ปืนกับมีดของข้าทำอะไรเกราะพวกมันไม่ได้" เข้มแย้ง...

บทที่ ๑๕ : นครสนิมและบัลลังก์เลือด

ปักษาวายุร่อนลงจอดอย่างเงียบเชียบท่ามกลางกองภูเขาขยะโลหะที่ส่งกลิ่นเหม็นไหม้และน้ำมันเครื่อง นี่คือ 'สุสานหุ่นพยนต์' เขตชายขอบของนครมัตตรา ที่ซึ่งเศษเหล็กไร้ค่าและซากหุ่นที่พังเสียหายถูกนำมาทิ้งทับถมกันจนสูงเสียดฟ้า "ยินดีต้อนรับสู่บ้านของข้า..." เจ้าชายคีรีเอ่ยด้วยน้ำเสียงขมขื่น ขณะกระโดดลงจากหลังนกยักษ์ "หรือสิ่งที่เหลืออยู่ของมัน" พรานเข้มและนลินก้าวลงสู่พื้นดินที่เปรอะเปื้อนด้วยคราบน้ำมันสีดำ ท้องฟ้าเหนือเมืองนี้มิใช่สีฟ้าคราม แต่เป็นสีเทาหม่นจากการถูกปกคลุมด้วยควันพิษจากปล่องโรงงานนับพันที่พ่นเขม่าออกมาตลอดเวลา แสงอาทิตย์ส่องลงมาได้เพียงสลัวๆ ทำให้เมืองทั้งเมืองดูเหมือนตกอยู่ในยามโพล้เพล้ตลอดกาล "นี่น่ะหรือ... นครที่เจริญรุ่งเรืองด้วยปัญญา" นลินพึมพำ ยกมือปิดจมูก "ข้าได้กลิ่นแต่ความตายและการกดขี่" "ตามข้ามา... ใส่เสื้อคลุมนี้ไว้ อย่าให้ใครเห็นปีกของท่าน หรือรอยสักของพี่เข้ม" คีรีโยนผ้าคลุมสีมอซอเปื้อนคราบน้ำมันให้ทั้งสอง "เราจะเข้าเมืองผ่านทาง 'ท่อระบายน้ำใต้ดิน' เพื่อไปหาคนคนหนึ่ง... คนเดียวที่จะเล่าความจริงให้พวกท่านฟังได้" ... เขตเมืองชั้นล่าง...

บทที่ ๑๔ : เพลิงจักรกลและโทสะแห่งพงไพร

เสียงหวีดหวิวของเครื่องจักรไอน้ำดังก้องกังวานไปทั่วสระอโนดาต ทำลายความเงียบสงบศักดิ์สิทธิ์ลงอย่างสิ้นเชิง ฝูง 'แมลงปอเหล็ก' นับร้อยตัวบินโฉบลงมาจากท้องฟ้า ปีกโลหะบางเฉียบกระพือด้วยความเร็วสูงจนเกิดเสียงน่ารำคาญ พวกมันปล่อยตาข่ายลวดอาคมลงมาหมายจะจับตัวสิ่งมีชีวิตทุกอย่างเบื้องล่าง ขณะที่บนพื้นดิน 'ยักษ์หุ่นพยนต์' ร่างทองเหลืองสูงสามวา ก้าวเท้าหนักๆ เหยียบย่ำดอกไม้แก้วแตกละเอียด เฟืองยักษ์ที่หน้าอกหมุนติ้ว ส่งควันดำโขมงออกมา "พวกมันมากันเยอะเกินไป!" เจ้าชายคีรีตะโกนแข่งกับเสียงระเบิด มือคว้าปืนยิงฉมวกที่ประดิษฐ์เองขึ้นมายิงใส่แมลงปอเหล็กตัวหนึ่งจนร่วงลงน้ำ พรานเข้มผลักนลินไปหลบหลังโขดหิน แล้วกระโจนเข้าใส่หุ่นพยนต์ตัวหน้าสุด มีดหมอในมือตวัดฟันเข้าที่ขาโลหะอย่างแรง เคร้ง! ประกายไฟแลบแปลบปลาบ แต่คมมีดที่เคยตัดเหล็กไหลขาดสะบั้น กลับทำได้เพียงสร้างรอยขีดข่วนบนเกราะทองเหลืองอาคม "บ้าเอ้ย! ฟันไม่เข้า!" เข้มสบถ "หนังเหนียวยิ่งกว่าควายธนูอีก!" "พวกมันไม่มีเนื้อหนังให้ฟันพี่เข้ม!" คีรีร้องบอก...

บทที่ ๑๓ : นครมัตตราและพันธนาการแห่งกลไก

ณ หุบเขาเมฆา (ทิศตะวันตกของเขาไกรลาส - เส้นทางลับที่คนทั่วไปไม่รู้) ท่ามกลางทะเลหมอกที่หนาทึบจนมองไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน มีเมืองขนาดใหญ่เมืองหนึ่งซ่อนตัวอยู่ สิ่งก่อสร้างในเมืองนี้มิได้สร้างจากไม้หรือหินธรรมดา แต่สร้างจากโลหะสำริดและทองเหลืองที่สลักลวดลายไทยวิจิตรบรรจง เฟืองยักษ์ขนาดมหึมาหมุนขบกันส่งเสียงดังกึกก้องแผ่วเบาไปทั่วเมือง ท่อส่งไอน้ำสีขาวพวยพุ่งออกมาตามซอกตึก ราวกับเมืองนี้มีลมหายใจ นี่คือ 'นครมัตตรา' เมืองแห่งผู้ใช้อาคมควบคุมวัตถุ ที่ซึ่งตัดขาดจากโลกภายนอกมานับพันปี ในท้องพระโรงทองเหลือง 'พญาจันทรคราส' เจ้าเมืองผู้มีใบหน้าซีกซ้ายเป็นเนื้อหนังมนุษย์ แต่ซีกขวาถูกแทนที่ด้วยหน้ากากทองคำและกลไกจักรกล นั่งอยู่บนบัลลังก์ที่เชื่อมต่อกับท่อลำเลียงพลังงาน ร่างกายของพระองค์ดูอ่อนแอและโรยรา เสียงไอโขลกดังก้อง "เวลาของข้า... เหลืออีกไม่มากแล้วใช่ไหม... ท่านโหร" พญาจันทรคราสเอ่ยถามเสียงแหบพร่า ดวงตาข้างที่เป็นมนุษย์ฉายแววหวาดกลัวความตาย เบื้องล่างบัลลังก์ ชายร่างสูงในชุดคลุมสีม่วงเข้มยืนสงบนิ่ง...

บทที่ ๑๒ : เงาซ้อนเงาและพันธสัญญาทมิฬ

ณ เรือนไทยโบราณ คุ้มเจ้าพระยาเดชา (โลกมนุษย์) บรรยากาศในห้องนอนใหญ่ของท่านเจ้าคุณเดชา ผู้ว่าจ้างพรานเข้ม เต็มไปด้วยกลิ่นคาวคลุ้งที่ชวนสะอิดสะเอียนยิ่งกว่ากลิ่นซากศพ แสงเทียนวูบไหวจับภาพเงาตะคุ่มที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่บนผนังไม้สักทอง ร่างผอมแห้งจนหนังหุ้มกระดูกของชายชรากำลังนอนแช่อยู่ในอ่างไม้ขนาดใหญ่ หากแต่ของเหลวในอ่างนั้นมิใช่น้ำสมุนไพรธรรมดา แต่มันคือ 'เลือด' สีแดงข้นคลั่กที่ส่งกลิ่นคาวรุนแรง ผสมกับว่านยาอาถรรพ์ที่หมอผีประจำตระกูลปรุงขึ้น "อึก... อ้ากกก..." เสียงร้องโหยหวนดังลอดไรฟันดำปี๋ของท่านเจ้าคุณ ผิวหนังที่เคยเหี่ยวย่นและเน่าเฟะเริ่มมีปฏิกิริยากับเลือดอาถรรพ์ มันส่งเสียงฉ่าราวกับเนื้อย่างบนเตาถ่าน ความเจ็บปวดแสนสาหัสแล่นพล่านไปทั่วร่าง แต่ชายชรากลับแสยะยิ้มด้วยความพึงพอใจ "ท่านเจ้าคุณ..." เสียงแหบต่ำของชายวัยกลางคนผู้นุ่งขาวห่มขาว แต่แววตาดุร้ายราวกับสัตว์ป่า เดินเข้ามาในห้อง เขาคือ 'อาจารย์คง' จอมขมังเวทย์ผู้เลี้ยงผีปอบ "เลือดเด็กทารกเจ็ดศพที่ท่านให้หามา...

บทที่ ๑๑ : ปีกแห่งราชันย์และกรงเล็บพยัคฆา

ลมพายุหมุนลูกใหญ่ก่อตัวขึ้นเบื้องหน้า พัดพาหิมะสีขาวโพลนให้ฟุ้งกระจายจนมองไม่เห็นทิศทาง เสียงลมหวีดหวิวนั้นฟังดูคล้ายเสียงกรีดร้องของภูตพราย แต่สิ่งที่น่ากลัวกว่าพายุ คือแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากร่างสีทองอร่ามตรงหน้า 'พญาสุบรรณราช' ขุนพลแห่งครุฑ ยืนตระหง่านอยู่บนโขดหินสูง ร่างกายกำยำสูงกว่าสามเมตรปกคลุมด้วยเกราะทองคำประดับเพชรนิลจินดา ปีกคู่มหึมาสีทองแดงกางสยายออกบดบังแสงอาทิตย์จนเกิดเงาทะมึนทาบทับคณะเดินทางมนุษย์ตัวจ้อย ดวงตาสีแดงฉานดั่งดวงไฟนรกจ้องมองลงมาด้วยความเหยียดหยาม "มนุษย์..." เสียงของพญาครุฑกึกก้องกัมปนาทราวกับฟ้าผ่า "ช่างบังอาจนักที่กล้าย่างกรายเข้ามาถึงตีนเขาไกรลาส... กลิ่นสาบของเจ้าทำให้สวนสวรรค์ต้องแปดเปื้อน" พรานเข้มก้าวออกมาข้างหน้า ร่างกายโชกเลือดแต่ยืนหลังตรงอย่างไม่เกรงกลัว "ข้าเพียงต้องการผ่านทางเพื่อไปขอยารักษาชีวิตคน ไม่ได้มีเจตนาลบหลู่" "ยา?" พญาสุบรรณราชแค่นหัวเราะ เสียงหัวเราะนั้นสร้างคลื่นกระแทกจนจ้อยและลุงมั่นต้องล้มลุกคลุกคลาน "บุปผาเทวาไม่ใช่ของที่สัตว์ชั้นต่ำอย่างพวกเจ้าจะแตะต้องได้... และเจ้า! กินนรพันธุ์ผสม!" พญาครุฑตวัดนิ้วชี้มาที่นลิน สายตารังเกียจเดียดฉันท์ยิ่งกว่ามองหนอนแมลง "ตัวกาลกิณีแห่งป่าหิมพานต์... เจ้ากล้าพาคนนอกเข้ามาเหยียบย่ำดินแดนศักดิ์สิทธิ์...

บทที่ ๑๐ : สรวงสวรรค์ลวงตาและเงาอัปยศ

แสงสว่างจ้าบาดตาที่ปลายอุโมงค์ทำให้พรานเข้มต้องยกมือขึ้นป้องหน้า ลมหายใจเฮือกแรกที่สูดเข้าปอดหลังจากขึ้นมาจากเมืองบาดาลช่างหอมหวานและสดชื่นจนแทบสำลัก มันมิใช่กลิ่นอับชื้นของดินและรากไม้ แต่เป็นกลิ่นหอมปรุงแต่งราวกับเครื่องหอมชั้นดีที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ "ถึงแล้ว..." เสียงแหบพร่าของแม่เฒ่าดังขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย "สุดเขตแดนของข้าแล้ว... ที่เหลือพวกเอ็งต้องไปกันต่อเอง จำไว้... สิ่งที่ตาเห็น อาจไม่ใช่สิ่งที่เป็น" เมื่อสายตาปรับสภาพได้ ภาพเบื้องหน้าก็ทำเอาคณะเดินทางทั้งหมดถึงกับยืนตะลึงงันจนลืมความเหนื่อยล้า เบื้องล่างคือหุบเขาขนาดมหึมาที่ถูกโอบล้อมด้วยเทือกเขาสูงเสียดฟ้า ยอดเขาเหล่านั้นปกคลุมด้วยหิมะสีเงินยวงสะท้อนแสงอาทิตย์ระยิบระยับ นี่คือ 'ป่าหิมพานต์ชั้นใน' เขตแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ใกล้ชิดกับสวรรค์มากที่สุด ต้นไม้ในป่าแห่งนี้มิได้มีลำต้นเป็นเนื้อไม้สีน้ำตาล หากแต่เป็นสีทองคำสุกปลั่ง ใบไม้เป็นสีแก้วมณีหลากสี ทั้งมรกต ทับทิม และไพลิน ลำธารที่ไหลผ่านโขดหินมิใช่น้ำใสธรรมดา แต่เป็นสายธารสีมุกที่ส่งเสียงดนตรีแผ่วเบายามไหลกระทบหิน พื้นหญ้าหนานุ่มดุจพรมกำมะหยี่สีเขียวขจีมีดอกไม้แปลกตาส่งกลิ่นหอมยั่วยวน "สวรรค์..." จ้อยพึมพำ...

Subscribe

- Never miss a story with notifications

- Gain full access to our premium content

- Browse free from up to 5 devices at once

Must read

spot_img