HomeChapterบทที่ ๒๔ : รอยต่อแห่งมิติและเปลวเพลิงชำระบาป

บทที่ ๒๔ : รอยต่อแห่งมิติและเปลวเพลิงชำระบาป

พระจันทร์เต็มดวงลอยเด่นอยู่กลางท้องฟ้าที่มืดมิด ทอแสงสีนวลส่องกระทบหลังคาโบสถ์เก่าคร่ำคร่า แสงจันทร์ดูหมองหม่นลงถนัดตาเมื่อเทียบกับเปลวไฟอาคมสีขาวที่ลุกโชนอยู่ที่หน้าประตูวัด

ตูม! ตูม!

เสียงกำแพงแก้วแตกกระจายดังสนั่นหวั่นไหว ร่างมหึมาของ ‘อสุรกายซากศพ’ ที่เกิดจากการเย็บต่อเศษซากช้าง ม้า และเสือ เข้าด้วยกัน พังทลายเขตแดนเข้ามาได้สำเร็จ มันส่งเสียงคำรามกึกก้อง กลิ่นเหม็นเน่ารุนแรงจนต้นไม้ในวัดเหี่ยวเฉาทันทีที่มันเดินผ่าน

“ไป!! ลงไปเดี๋ยวนี้!”

เสียงตะโกนของ หลวงตาคง ดังฝ่าความโกลาหลมาถึงหลังโบสถ์

พรานเข้มและนลินยืนอยู่ที่ขอบ ‘บ่อน้ำบาดาล’ บ่อหินศิลาแลงโบราณที่ปากบ่อสลักรูปพญานาคเจ็ดเศียรพันรอบ ภายในบ่อลึกมืดมิดมองไม่เห็นก้น แต่น้ำเบื้องล่างกำลังหมุนวนเป็นเกลียวคลื่นรุนแรง ฟองอากาศผุดพรายขึ้นมาพร้อมแสงสีเขียวมรกต

“ท่านหลวงตา…” เข้มหันกลับไปมองด้วยความเป็นห่วง

ภาพที่เห็นคือหลวงตาคงยืนประจันหน้ากับอสุรกายยักษ์อย่างไม่เกรงกลัว ร่างผอมแห้งของท่านดูเล็กจ้อย แต่ไม้เท้าหัวตะพดในมือกลับเปล่งแสงสีทองสว่างจ้า ท่านฟาดไม้เท้าลงกับพื้นดิน

“นะโมพุทธายะ! ธรณีสาร จงพินาศ!”

คลื่นพลังสีทองพุ่งออกจากไม้เท้า กระแทกเข้าใส่ขาหน้าของอสุรกายจนกระดูกหักพับลง แต่มันไม่รู้สึกเจ็บ มันใช้หัวช้างที่เน่าเฟะฟาดงวงใส่ศาลาวัดจนพังถล่มลงมาทับร่างหลวงตา

“หลวงตา!!” นลินกรีดร้อง

แต่กองไม้ที่ถล่มลงมากลับระเบิดออก หลวงตาคงลอยตัวขึ้นเหนือพื้นนั่งขัดสมาธิกลางอากาศ จีวรปลิวไสว “อย่าห่วงข้า! ข้าอยู่มานานเกินพอแล้ว… รีบไป! ก่อนที่ประตูมิติจะปิด!”

เข้มกัดฟันกรอด น้ำตาคลอเบ้า เขารู้ดีว่านี่คือการเสียสละเพื่อถ่วงเวลา “นลิน… ไปกันเถอะ” เข้มคว้ามือคนรักแน่น

นลินมองป่าหิมพานต์เป็นครั้งสุดท้าย… บ้านที่เขาเกิด ป่าที่เขาเติบโต และท้องฟ้าที่เขาเคยบิน “ลาก่อน… หิมพานต์”

ทั้งสองสูดลมหายใจลึก แล้วกระโดดลงไปในบ่อน้ำดำมืดพร้อมกัน

ตูม!

ความเย็นยะเยือกของน้ำบาดาลโอบล้อมร่างกายทันที แรงดันน้ำมหาศาลกดทับจนหูอื้อ เข้มและนลินกอดกันแน่น ดำดิ่งลึกลงไปตามกระแสน้ำวนสีเขียว

ในขณะที่ร่างของพวกเขากำลังจมลงสู่ความมืด เบื้องบนปากบ่อ… ภาพสุดท้ายที่พวกเขาเห็นคือแสงสว่างจ้าสีแดงฉาน

หลวงตาคงตัดสินใจใช้วิชาขั้นสุดท้าย ‘เตโชกสิณ’ (กสิณไฟ) ร่างกายของท่านลุกเป็นไฟ บรรดาลเพลิงกรดเผาผลาญวัดร้างทั้งวัดให้กลายเป็นทะเลเพลิง เพื่อกักขังและทำลายกองทัพผีห่าทั้งหมดไปพร้อมกับตัวท่านเอง

“อโหสิ…”

เสียงกระซิบสุดท้ายของหลวงตาดังแว่วมาตามสายน้ำ ก่อนที่ปากบ่อจะถล่มปิดลง ตัดขาดโลกหิมพานต์ออกจากพวกเขาตลอดกาล

ณ ห้วงมิติรอยต่อ

ความรู้สึกเหมือนถูกเหวี่ยงอยู่ในเครื่องปั่นผ้า ร่างกายของเข้มและนลินถูกกระแสน้ำที่เชี่ยวกรากพัดพาไปในอุโมงค์แสงสีรุ้ง เวลาดูเหมือนจะยืดยาวออกไปเป็นปี แต่ก็เหมือนผ่านไปเพียงเสี้ยววินาที

เข้มรู้สึกถึงแรงบีบที่มือของนลิน เขาพยายามลืมตาในน้ำ เห็นเพียงเงาลางๆ ของกินนรหนุ่มที่กำลังดิ้นรนหายใจ

“อึก…” เข้มสำลักน้ำ พยายามตีขาว่ายขึ้นสู่ผิวน้ำที่มีแสงสว่างรำไรอยู่เบื้องบน

ซ่า!

ทั้งสองโผล่พ้นน้ำขึ้นมาอย่างทุลักทุเล สำลักน้ำหน้าดำหน้าแดง อากาศที่สูดเข้าไป… ไม่ใช่กลิ่นหอมเย็นบริสุทธิ์ของป่าหิมพานต์อีกต่อไป แต่เป็นกลิ่นโคลน กลิ่นตะไคร่น้ำ และกลิ่นควันไฟจางๆ ที่คุ้นเคย

เข้มลืมตาขึ้น พบว่าพวกเขาลอยคออยู่ในโถงถ้ำขนาดใหญ่ที่มีหินงอกหินย้อยระยิบระยับ แสงแดดยามเย็นส่องลอดช่องเพดานถ้ำลงมากระทบผิวน้ำ

“ที่นี่… ที่ไหน?” นลินถามเสียงสั่น กวาดตามองไปรอบๆ ด้วยความหวาดระแวง

เข้มมองดูผนังถ้ำที่มีภาพเขียนสีโบราณรูปปลาบึกและพญานาค “ถ้ำพญานาค… ริมแม่น้ำโขง” เข้มยิ้มออกมาทั้งที่เหนื่อยอ่อน “เรากลับมาแล้วนลิน… เรากลับมาถึงโลกมนุษย์แล้ว”

ทั้งสองตะเกียกตะกายขึ้นฝั่งพื้นทราย นลินทรุดตัวลงนอนแผ่หรา ปีกเปียกน้ำลู่แนบกับตัว เขามองเพดานถ้ำด้วยความรู้สึกว่างเปล่า “ข้า… ไม่ได้ฝันไปใช่ไหม?”

“ไม่ใช่ฝัน” เข้มคลำที่คอ สัมผัสขวดแก้วบรรจุน้ำค้างทิพย์ที่ยังอยู่ครบถ้วน “เราทำสำเร็จ”

แต่ทันใดนั้น เข้มก็สังเกตเห็นบางอย่างที่ผิดปกติ เขามองดูนาฬิกาข้อมือไขลานเก่าๆ ที่ตายไปนานแล้วตั้งแต่เข้าป่า… เข็มนาฬิกายังชี้ที่เวลาเดิม แต่เมื่อมองออกไปที่ปากถ้ำ เห็นเรือหางยาวลำหนึ่งแล่นผ่านแม่น้ำโขง

เสียงเครื่องยนต์เรือดัง บรึ้ นนนน! นลินสะดุ้งสุดตัว เอามือปิดหู “เสียงอะไรน่ะ! สัตว์ร้ายรึ?”

“เรือ… เรือหางยาว” เข้มตอบ แต่คิ้วขมวดมุ่น เรือลำนั้นดูทันสมัยกว่าเรือที่เขาเคยเห็นเมื่อตอนก่อนเข้าป่า… และเสื้อผ้าของคนบนเรือก็ดูแปลกตา

เข้มรีบเดินไปที่ปากถ้ำ มองออกไปฝั่งตรงข้ามแม่น้ำ สิ่งที่เห็นทำเอาเขาเย็นวาบไปทั้งตัว

ตึกรามบ้านช่องที่เคยเป็นบ้านไม้เก่าๆ ริมฝั่งโขง บัดนี้มีตึกแถวคอนกรีตผุดขึ้นเรียงราย เสาไฟฟ้าแรงสูงตั้งตระหง่าน และถนนลาดยางที่มีรถยนต์วิ่งขวักไขว่

“บ้านเมือง… ทำไมมันเปลี่ยนไปขนาดนี้” เข้มพึมพำ

แม่เฒ่าในเมืองบาดาลเคยเตือนไว้… เวลาในป่าหิมพานต์เดินไม่เท่าโลกมนุษย์ หนึ่งเดือนในป่า… อาจจะกินเวลาหลายปีในโลกนี้

“นลิน…” เข้มหันมาหาคนรักด้วยสีหน้ากังวล “เราอาจจะมาช้าไป… หรือไม่ก็โลกนี้มันหมุนเร็วเกินกว่าที่เราคิด”

นลินลุกขึ้นยืน เดินมายืนข้างเข้ม มองดูโลกใบใหม่ที่เขาไม่รู้จักด้วยแววตาสับสนปนท้าทาย “ไม่ว่าจะกี่ปี… ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน ขอแค่มีท่านอยู่ ข้าก็ไม่กลัว”

เข้มโอบไหล่นลินไว้แน่น มองดูขวดน้ำทิพย์ในมือ “หวังว่าท่านเจ้าคุณจะยังรอน้ำขวดนี้อยู่นะ… หรือไม่ก็ลูกหลานของแก”

การผจญภัยในแดนสนธยาจบลงแล้ว… แต่การผจญภัยใน ‘ป่าคอนกรีต’ ของกินนรหนุ่มและพรานหลงยุค เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments