เสียงคำรามต่ำๆ ดังกระหึ่มมาตามถนนลูกรังฝุ่นตลบ รถโดยสารประจำทางคันเก่าคร่ำคร่าสีส้มสนิมเขรอะ วิ่งโขยกเขยกมาจอดเทียบท่าที่ศาลาริมทาง
“ขึ้นเลยๆ! เข้าเมืองคนละสิบบาท!” กระเป๋ารถเมล์ตะโกนแข่งกับเสียงเครื่องยนต์
นลินยืนตัวแข็งทื่อ มือจิกแขนเสื้อพรานเข้มจนแทบขาด ดวงตาเบิกกว้างจ้องมอง ‘สัตว์ประหลาดเหล็ก’ ตรงหน้าด้วยความหวาดกลัว “พี่เข้ม… มันกินคนเข้าไป! ดูสิ คนพวกนั้นถูกมันกลืนเข้าไปในท้อง!”
เข้มกลั้นขำ พยายามทำหน้าขรึม “มันไม่ใช่สัตว์ร้ายหรอกนลิน เขาเรียกว่า ‘รถเมล์’ …พาหนะของมนุษย์ เหมือนเกวียนแต่วิ่งเร็วกว่า”
“แต่มันส่งเสียงคำราม… และมีควันพิษออกจากก้น!” นลินเถียงเสียงสั่น ไม่ยอมก้าวขา
“เชื่อใจข้าไหม?” เข้มกระชับมือนลินแน่น “ข้าอยู่ตรงนี้ ไม่มีอะไรทำร้ายเจ้าได้… เราต้องขึ้นเจ้านี่ ไม่งั้นเดินอีกสามวันก็ไม่ถึงคุ้มเจ้าคุณ”
นลินกลืนน้ำลายเอือกใหญ่ ยอมก้าวเท้าสั่นๆ ขึ้นไปบนรถเมล์ ท่ามกลางสายตาแปลกประหลาดของผู้โดยสารคนอื่นที่มองดูชายหนุ่มหน้าสวยในชุดม่อฮ่อมโคร่งๆ (ที่เข้มไปขโมยมาจากราวตากผ้าชาวบ้านมาเปลี่ยนให้) และโพกหัวปิดหน้าปิดตา
ตลอดการเดินทาง นลินนั่งตัวเกร็ง หลับตาปี๋ทุกครั้งที่รถเบรกหรือบีบแตร เข้มต้องคอยโอบไหล่ปลอบประโลม พลางมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยแววตากังวล 5 ปีที่ผ่านมา… ถนนหนทางเปลี่ยนไปมาก ตึกแถวปูนผุดขึ้นแทนที่บ้านไม้ ป้ายโฆษณาสินค้าฝรั่งมีให้เห็นดาษดื่น โลกหมุนไปข้างหน้า… ทิ้งคนหลงยุคอย่างพวกเขาไว้ข้างหลัง
…
ณ ตัวเมืองพระนคร (ย่านที่ตั้งคุ้มเจ้าพระยา)
เมื่อลงจากรถ บรรยากาศความวุ่นวายของเมืองหลวงก็กระแทกเข้าใส่ทันที เสียงจอแจของผู้คน เสียงแตรรถ และฝุ่นควัน ทำเอานลินเวียนหัวจนเซ
“นี่น่ะหรือเมืองมนุษย์…” นลินพึมพำ “วุ่นวายกว่าดงกินรี… และน่ากลัวกว่าดงผีห่าเสียอีก”
“อดทนหน่อย” เข้มประคองนลินเดินลัดเลาะไปตามฟุตบาท “ถึงคุ้มเจ้าคุณเมื่อไหร่ เราส่งของเสร็จ รับโฉนดที่ดินคืน แล้วเราจะรีบกลับบ้านนอกกัน”
เข้มพาเดินมาจนถึงหน้าประตูรั้วเหล็กดัดลวดลายยุโรปขนาดมหึมา ป้ายชื่อ ‘วังเดชาบดินทร์’ ทำจากหินอ่อนขัดมันวาววับ บ่งบอกถึงความร่ำรวยมหาศาล
แต่ทว่า… บรรยากาศภายในรั้วกลับดูแปลกตา แทนที่จะเงียบสงบสมเป็นบ้านผู้ดีเก่า กลับมีเสียงเพลงแจ๊สสากลดังกระหึ่ม มีรถเก๋งคันหรูจอดเรียงราย และมีหนุ่มสาวแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าทันสมัยเดินถือแก้วไวน์กันขวักไขว่
“มีงานเลี้ยง?” เข้มขมวดคิ้ว “ท่านเจ้าคุณป่วยหนักไม่ใช่รึ? ทำไมถึงจัดงานรื่นเริงได้?”
เข้มเดินตรงไปที่ป้อมยาม ยามหน้าประตูในชุดเครื่องแบบสีกากีรีบออกมาขวาง “หยุดๆ! พวกขอทานห้ามเข้า! ไปขอข้าววัดไป๊!”
“ข้าไม่ใช่ขอทาน” เข้มเอ่ยเสียงเรียบ แววตาดุดันแบบพรานป่าทำเอายามชะงัก “ข้าชื่อพรานเข้ม… ข้าเอาของสำคัญมาส่งท่านเจ้าคุณเดชา ตามสัญญาเมื่อ 5 ปีก่อน”
“พรานเข้ม?” ยามทำหน้างง “5 ปีก่อน? …อ๋อ! ไอ้พรานที่เขาว่าตายห่านไปในป่าน่ะรึ?”
ยามหัวเราะลั่น “มึงเพ้อเจ้ออะไรวะ ท่านเจ้าคุณแกตายไปตั้ง 3 ปีแล้ว! ตอนนี้ที่นี่เป็นของ ‘คุณดนัย’ ลูกชายท่าน… วันนี้มีงานฉลองวันเกิดคุณดนัย มึงอย่ามาซี้ซั้ว”
“ตายแล้ว?”
คำพูดนั้นเหมือนฟ้าผ่าลงกลางใจเข้ม เขาอุตส่าห์ฝ่าฟันอันตราย เสี่ยงตายแลกชีวิต เพื่อเอายามารักษา… แต่คนป่วยกลับชิงตายไปก่อนเสียแล้ว ความเหนื่อยล้าตลอด 5 ปีถาโถมเข้ามาจนเข่าแทบทรุด
“พี่เข้ม…” นลินบีบมือเข้มแน่น “ใจเย็นๆ… ลูกชายเขายังอยู่ เราคุยกับลูกชายเขาได้”
เข้มสูดหายใจลึก ดึงสติกลับมา “ไปบอกเจ้านายเอ็ง… ว่าพรานเข้มกลับมาทวงสัญญาเรื่องที่ดิน ถ้าไม่ให้เข้า ข้าจะพังประตูเข้าไปเดี๋ยวนี้!”
เข้มขยับมือไปที่ด้ามมีดหมอ รังสีอำมหิตแผ่พุ่งออกมาจนยามหน้าซีด รีบวิ่งแจ้นเข้าไปรายงาน
ไม่นานนัก ประตูรั้วก็เปิดออก ชายหนุ่มร่างท้วม ผิวขาวจัด แต่งกายด้วยสูทสากลสีครีม ใส่แว่นกันแดดสีดำ เดินออกมาพร้อมกับบริวารและหญิงสาวนุ่งน้อยห่มน้อยขนาบข้าง เขาคือ ‘ดนัย’ ทายาทเพียงคนเดียวของตระกูล
ดนัยมองเข้มและนลินด้วยสายตาเหยียดหยามตั้งแต่หัวจรดเท้า “นี่น่ะรึ… พรานเข้มในตำนาน? สภาพเหมือนหมาหลงทางมากกว่ามั้ง” ดนัยแค่นหัวเราะ พ่นควันซิการ์ใส่หน้าเข้ม
“ข้าเอาของมาส่ง” เข้มไม่สนใจคำดูถูก ล้วงขวดแก้วบรรจุ ‘หยาดน้ำค้างสุริยันจันทรา’ ออกมา “นี่คือน้ำทิพย์จากป่าหิมพานต์… พ่อเอ็งจ้างข้าไปเอามาแลกกับการปลดหนี้และโฉนดที่ดินของตระกูลข้า”
ดนัยมองขวดน้ำในมือเข้ม แล้วระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น “ฮ่าๆๆๆ! น้ำทิพย์? นี่มึงบ้าหรือมึงเมา? พ่อข้าตายไปตั้งนานแล้ว มึงเอาน้ำประปาใส่ขวดมาหลอกขายข้าเนี่ยนะ?”
“มันคือของจริง!” นลินทนไม่ไหว ตะโกนสวนออกไป “พี่เข้มแลกด้วยชีวิตเพื่อสิ่งนี้!”
ดนัยหันมามองนลิน ผิวปากหวือ “อุ๊ยตาย… มีเด็กหนุ่มหน้าสวยมาด้วยนี่หว่า หน้าตาดีกว่าเมียเก็บข้าอีก… ขายไหมล่ะ? ถ้าขายคนนี้ ข้าอาจจะยอมยกหนี้ให้สักบาทสองบาท”
“หุบปากสกปรกของเอ็งซะ!” เข้มคำราม ก้าวเข้าไปประชิดตัวดนัยอย่างรวดเร็ว ปลายมีดหมอจ่อที่คอหอยเศรษฐีหนุ่มโดยที่บอดี้การ์ดขยับตัวไม่ทัน
“ข้าไม่ได้มาขอทาน! ข้ามาทวงสัญญา! พ่อเอ็งเซ็นสัญญาไว้… ถ้าข้าเอาของมาได้ ที่ดินต้องเป็นของข้า!”
ดนัยหน้าซีดเหงื่อแตกพลั่กเมื่อเจอของจริง “ใจ… ใจเย็นสิพี่ชาย! สัญญาบ้าบออะไร ข้าไม่รู้เรื่อง! พ่อข้าไม่ได้สั่งเสียไว้!”
“งั้นก็ไปรื้อหาดู!” เข้มกดปลายมีดลึกขึ้น “หรือจะให้ข้าผ่าอกเอ็งดูว่าใจดำเหมือนพ่อเอ็งไหม!”
“โอเคๆ! ยอมแล้ว!” ดนัยยกมือยอมแพ้ “เอกสารเก่าๆ ของพ่ออยู่ที่ห้องเก็บของ… เดี๋ยวให้คนไปหาให้! ปล่อยข้าก่อน!”
เข้มผลักดนัยออกไป บอดี้การ์ดรีบเข้ามากันท่า ปืนพกหลายกระบอกเล็งมาที่เข้ม
“เอาอย่างนี้…” ดนัยจัดเสื้อสูทให้เข้าที่ แววตาเจ้าเล่ห์ฉายชัด “วันนี้ข้ามีงานเลี้ยงแขกผู้ใหญ่เยอะแยะ ไม่อยากมีเรื่องเลือดตกยางออก… มึงอยากได้ที่ดินคืนใช่มั้ย? พรุ่งนี้เช้าค่อยมาคุยกันดีๆ ข้าจะให้ทนายค้นเอกสารไว้ให้”
“แต่คืนนี้…” ดนัยแสยะยิ้ม “มึงกับ ‘เพื่อนสาว’ ของมึง ไปนอนในคอกม้าหลังบ้านก่อนแล้วกัน สภาพมอมแมมแบบนี้ขึ้นตึกใหญ่ไม่ได้ เดี๋ยวพรมข้าเปื้อน”
เข้มกำหมัดแน่น อยากจะอาละวาดให้ราบ แต่เขาก็ไม่อยากให้นลินต้องมาเสี่ยงอันตรายในดงปืน “ได้… พรุ่งนี้เช้า ข้าจะมาเอาคำตอบ ถ้าตุกติก… เอ็งจะได้ไปอยู่กับพ่อเอ็งแน่”
เข้มดึงมือนลินเดินอ้อมไปทางหลังบ้านตามคำบอกของคนรับใช้
…
ณ คอกม้าเก่าหลังคฤหาสน์
บรรยากาศเงียบสงบและมีกลิ่นฟางแห้ง พอให้ได้พักผ่อน เข้มทิ้งตัวลงนั่งบนกองฟางด้วยความเจ็บใจ “ขอโทษนะนลิน… พาออกมาจากป่าแล้วยังต้องมานอนคอกสัตว์อีก”
นลินนั่งลงข้างๆ ยิ้มบางๆ ให้กำลังใจ “ดีเสียอีก… ข้าชอบกลิ่นฟางมากกว่ากลิ่นน้ำหอมฉุนๆ ของคนพวกนั้น… ว่าแต่ท่านเชื่อใจเจ้านายคนใหม่นี่หรือ?”
“ไม่เชื่อเลยสักนิด” เข้มตอบทันควัน สายตาคมกริบมองฝ่าความมืดไปยังตัวตึกใหญ่ “มันมีแผนแน่… และข้าสังหรณ์ใจว่า คืนนี้เราคงไม่ได้นอนหลับสบายหรอก”
เข้มหยิบมีดหมอออกมาเช็ดทำความสะอาด เตรียมพร้อม “นลิน… คืนนี้ห้ามถอดเสื้อคลุมเด็ดขาด และถ้าเกิดอะไรขึ้น… บินหนีไปก่อนเลยนะ เข้าใจไหม?”
“เราจะสู้ด้วยกัน” นลินยืนกราน เอนหัวซบไหล่เข้ม “ข้าจะไม่ทิ้งท่าน”
ในขณะเดียวกัน บนตึกใหญ่ ดนัยกำลังนั่งจิบวิสกี้ คุยโทรศัพท์กับใครบางคนด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
“ครับ… มันกลับมาแล้วครับท่าน… ใช่ครับ ไอ้พรานเข้ม… มันเอา ‘ของ’ มาด้วย… ไม่แน่ใจว่าเป็นอะไร แต่ดูมันหวงมาก… ครับ… ผมจะจัดการให้เรียบร้อยคืนนี้… รับรองว่ามันจะไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันอีก”
ดนัยวางสาย หันไปสั่งหัวหน้าบอดี้การ์ด “คืนนี้… เผาคอกม้าซะ ให้มันดูเหมือนอุบัติเหตุ… แล้วไปค้นศพมัน เอาขวดแก้วนั้นมาให้ข้า”
“ครับนาย”
แผนการชั่วร้ายในป่าคอนกรีตกำลังเริ่มขึ้น ความโหดร้ายของมนุษย์เมืองหลวง อาจจะน่ากลัวยิ่งกว่าสัตว์ร้ายในหิมพานต์ เพราะมันซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มและชุดสูทหรูหรา


