ณ เซฟเฮาส์หลังร้านซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า
บนโต๊ะไม้สักเก่าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำมันและรอยไหม้ มีแผนผังพิมพ์เขียวของ ‘วังเดชาบดินทร์’ กางหราอยู่ โดยมีกระป๋องกาแฟและซากบะหมี่กึ่งสำเร็จรู้วางทับมุมไว้กันปลิว
“ไอ้ดนัยมันระวังตัวแจ…” หมอหมึก ชี้ปากกาเคมีไปที่จุดสีแดงบนแผนผัง “หลังจากที่พวกเอ็งไปถล่มงานวันเกิดมัน มันจ้างการ์ดเพิ่มเป็นเท่าตัว ติดกล้องวงจรปิดทุกมุม แถมยังมีระบบเลเซอร์กันขโมยที่หน้าห้องทำงานชั้นบนสุด… ที่นั่นแหละคือที่ตั้งของตู้เซฟ”
“ตู้เซฟรุ่น ‘ไททัน-X’…” หมอหมึกเคาะนิ้วลงบนรูปถ่ายตู้เซฟสีดำทึบ “ระบบล็อคสามชั้น กันระเบิด กันไฟ เจาะไม่เข้า… มีกุญแจดอกเดียวอยู่กับตัวดนัย และต้องใช้รหัสผ่าน 6 หลักที่เปลี่ยนทุกวัน”
“ไม่มีอะไรที่เปิดไม่ได้หรอก” เข้ม เอ่ยเสียงเรียบ นั่งขัดสมาธิเช็ดปืนพกสั้นกึ่งอัตโนมัติสีดำมะเมื่อมที่หมอหมึกเพิ่งให้มา
“ปืน ‘กล็อก 19’…” หมอหมึกแนะนำ “จุลูกดก น้ำหนักเบา ยิงต่อเนื่องได้ ไม่ต้องมานั่งยัดดินปืนทีละนัดเหมือนปืนแก๊ปโบราณของเอ็ง… ลองดูสิพ่อพราน”
เข้มลองจับปืน ยกขึ้นเล็ง ส่ายหน้าเบาๆ “มันเบาไป… และมันไม่มี ‘จิตวิญญาณ’ เหมือนปืนเก่าข้า มันเหมือนถือท่อนพลาสติก”
“แต่มันฆ่าคนตายเหมือนกัน” หมอหมึกยักไหล่
เข้มวางปืนลง หยิบเหล็กจารปลายแหลมขึ้นมา “งั้นข้าจะใส่จิตวิญญาณให้มันเอง”
พรานหนุ่มเริ่มลงมือจารึกอักขระขอมโบราณลงบนด้ามจับโพลิเมอร์และลำเลื่อนโลหะ ปากขมุบขมิบบริกรรมคาถา ‘นะจังงัง’ และ ‘กระสุนคต’ (ยิงเข้าเป้าดั่งจับวาง) ลงไปในอาวุธสมัยใหม่ เมื่อจารเสร็จ ตัวปืนสีดำก็ดูขลังขึ้นมาทันตา แผ่รังสีอำมหิตบางอย่างออกมา
“เอาล่ะ…” เข้มบรรจุกระสุนเข้าแม็กกาซีน ดัง กริ๊ก! “ตอนนี้มันมือข้าแล้ว”
…
อีกมุมหนึ่งของห้อง นลิน (ในคราบไอ้หนุ่ม ‘นิล’) กำลังนั่งเหงื่อตกอยู่หน้าตู้เซฟเก่าๆ ที่ เปี๊ยก ไปลากมาจากกองขยะเพื่อให้ซ้อมมือ
“ลองดูพี่นิล!” เปี๊ยกลุ้นตัวโก่ง “หมอหมึกบอกว่ากลไกข้างในมันคล้ายๆ กัน ถ้าพี่ฟังเสียงสลักข้างในออก พี่ก็ปลดล็อคได้”
นลินหลับตาลง พยายามตัดเสียงรบกวนรอบข้าง ทั้งเสียงพัดลม เสียงรถวิ่งหน้าปากซอย ให้เหลือเพียงความเงียบ เขาแนบหูลงกับบานประตูตู้เซฟ…
สำหรับคนทั่วไป ตู้เซฟคือกล่องเหล็กทึบตันที่เงียบสนิท แต่สำหรับ ‘กินนร’ ผู้มีประสาทสัมผัสทางเสียงเป็นเลิศจากการดนตรี… มันคือเครื่องดนตรีชิ้นหนึ่งที่มีจังหวะจะโคน
นลินค่อยๆ หมุนแป้นรหัสช้าๆ… กริ๊ก… (เสียงตัวล็อคตัวที่ 1 ขยับเพียง 1 มิลลิเมตร) แกร๊ก… (เสียงเฟืองขบกันเบาๆ)
ในหัวของนลิน เขาเห็นภาพโครงสร้างกลไกภายในชัดเจนราวกับมองเห็นด้วยตาเปล่า เขารับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่ปลายนิ้วทุกครั้งที่เขี้ยวมันลงล็อค
“ซ้าย 4… ขวา 2… ซ้าย 7…” นลินพึมพำ
คลิก!
เสียงสลักตัวสุดท้ายดีดตัวออก นลินหมุนคันโยกแล้วดึงประตูเปิดออก “เสร็จแล้ว”
“เช้ดดดด!” เปี๊ยกตบมือลั่น “สุดยอดว่ะพี่! พี่เป็นมนุษย์ค้างคาวกลับชาติมาเกิดป่ะเนี่ย! 3 นาทีเองนะ!”
หมอหมึกผิวปากหวือ “ฝีมือไม่เลว… แบบนี้ก็ไม่ต้องระเบิดตู้ให้สัญญาณเตือนภัยดัง”
เข้มเดินเข้ามาหา วางมือบนไหล่นลินที่ชุ่มเหงื่อ “เจ็บไหม?” เข้มถามเสียงอ่อนโยน หมายถึงปีกที่ถูกรัดแน่นใต้เสื้อแจ็คเก็ต
“อึดอัดนิดหน่อย…” นลินยิ้มบางๆ “แต่ข้าทนได้… เพื่อเอาโฉนดคืนมา”
“ดี” เข้มหันไปหาทุกคน แววตาผู้นำฉายชัด “งั้นเรามาสรุปแผนกัน”
…
แผนปฏิบัติการ ‘ทวงคืนศักดิ์ศรี’
เข้มกางแผนผังอีกครั้ง แล้วเริ่มอธิบาย “เป้าหมายคือคืนวันพรุ่งนี้… ดนัยจัดงาน ‘ประมูลเพชรการกุศล’ ที่ห้องโถงใหญ่ชั้นล่าง คนจะเยอะและวุ่นวาย นั่นคือโอกาสของเรา”
- ทีมแทรกซึม (เปี๊ยก): “เปี๊ยก… เอ็งตัวเล็ก คล่องแคล่ว เอ็งต้องมุดท่อแอร์เข้าไปตัดระบบไฟสำรอง และปล่อย ‘ระเบิดควัน’ (สูตรพิเศษของหมอหมึก) ในงานเลี้ยง เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจ” “จิ๊บๆ ครับลูกพี่! ท่อแอร์นี่ยิ่งกว่าบ้านเก่าผมอีก” เปี๊ยกรับคำ
- ทีมสนับสนุน (หมอหมึก): “หมอ… เอ็งจอดรถตู้รอที่หลังกำแพงทิศเหนือ เตรียมเครื่องมือแพทย์ไว้เผื่อฉุกเฉิน และเตรียมแฮ็กระบบกล้องวงจรปิดวนลูปภาพเดิมให้เรา 10 นาที” “ข้าเตรียมไวรัสไว้แล้ว… รับรองจอมืดทั้งตึก” หมอหมึกแสยะยิ้ม
- ทีมจู่โจม (เข้ม & นลิน): “ส่วนข้ากับนลิน… เราจะปลอมตัวเป็น ‘พนักงานจัดเลี้ยง’ เข้าไปทางประตูหลัง… พอเปี๊ยกตัดไฟ เราจะอาศัยความชุลมุนขึ้นไปที่ชั้นบน” “ข้าจะจัดการการ์ดหน้าห้อง… ส่วนนลิน หน้าที่เจ้าคือเปิดเซฟ เอาโฉนดและเอกสารสำคัญทุกอย่างออกมา แล้วรีบชิ่ง”
“ห้ามฆ่าใครถ้าไม่จำเป็น…” เข้มกำชับเสียงหนัก “เรามาทวงของ ไม่ได้มาเป็นฆาตกร… แต่ถ้าใครขวางทางและจ้องเอาชีวิต…”
เข้มชักปืนกล็อกลงอาคมออกมา ควงหนึ่งรอบแล้วเสียบเข้าซองพก “…ก็ยิงแสกหน้ามันซะ”
“รับทราบ!” ทุกคนขานรับพร้อมกัน
คืนนั้น ก่อนเข้านอน นลินนั่งอยู่ริมหน้าต่าง มองออกไปที่ดวงจันทร์ครึ่งเสี้ยวที่ลอยอยู่เหนือตึกสูง เข้มเดินเข้ามานั่งข้างๆ ยื่นแก้วนมร้อนให้
“กินซะหน่อย จะได้หลับสบาย”
“ขอบใจจ้ะ” นลินรับมาจิบ “พี่เข้ม… ถ้าพรุ่งนี้เราทำสำเร็จ… ท่านจะทำยังไงกับดนัย?”
“กฎหมายเมืองนี้มันศักดิ์สิทธิ์เฉพาะกับคนจน…” เข้มมองออกไปนอกหน้าต่าง “ถ้าเราได้หลักฐานการโกงของมันมา เราจะส่งให้นักข่าว… ให้สังคมพิพากษามัน แต่ถ้ามันยังรอด…”
เข้มหันมาสบตานลิน “ข้าจะใช้ ‘กฎป่า’ ตัดสินมันเอง”
นลินวางแก้วลง เอื้อมมือไปจับมือเข้มที่หยาบกร้าน “ไม่ว่าผลจะเป็นยังไง… ข้าพร้อมจะบินหนีไปกับท่าน แม้จะต้องบินไปจนสุดขอบโลกก็ตาม”
เข้มยิ้ม ดึงนลินเข้ามากอด จูบที่ขมับเบาๆ “นอนเถอะ… พรุ่งนี้เรามีศึกใหญ่ต้องรบ”
ท่ามกลางความเงียบสงัดของค่ำคืนสุดท้ายก่อนปฏิบัติการ ทั้งสี่ชีวิตต่างเตรียมใจพร้อม… สำหรับภารกิจที่ไม่มีคำว่า “พลาด” เพราะเดิมพันครั้งนี้ คืออิสรภาพและชีวิตของพวกเขาเอง


