HomeChapterตอนที่ 15 — “อุโมงค์ที่เก็บลมหายใจเก่า”

ตอนที่ 15 — “อุโมงค์ที่เก็บลมหายใจเก่า”

การตามหา Primer ในบ้านที่ถูกสั่งปิดตาย เปรียบเสมือนการเฟ้นหาเสียงดนตรีเพียงเสียงเดียว… ท่ามกลางวงดุริยางค์ที่จงใจเล่นผิดคีย์ทั้งวง

เรนเลือกเส้นทางที่มั่นใจว่าคนร้าย “ไม่คิดว่าเขาจะเลือก” เขาไม่มุ่งหน้าไปห้องของมิลาน ไม่ไปรบกวนห้องของท่านย่า และไม่เฉียดกรายไปใกล้เรือนกระจก แต่เขาพากวินเดินตรงดิ่งไปยัง “ทางเดินลับหลังห้องสมุด”

เส้นทางที่แม่ของเขาเคยใช้… เพราะเธอไม่ชอบเดินผ่านสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามของคนในตระกูล

เมื่อเรนกดน้ำหนักลงบนแผงไม้ข้างชั้นหนังสือ ประตูแคบ ๆ ก็เปิดออกเผยให้เห็นบันไดหินที่ทอดตัวลงสู่ความมืดมิด ลมเย็นเยียบพัดสวนขึ้นมาปะทะใบหน้า ราวกับบ้านทั้งหลังกำลังถอนหายใจเฮือกใหญ่ที่กักเก็บไว้นานนับปี

“คุณรู้ทางนี้ได้ยังไง” กวินกระซิบถาม

เรนตอบสั้น ๆ “กลิ่นฝุ่นกระดาษมันไหลลงไปด้านล่าง… ถ้าไม่มีช่องระบาย ฝุ่นจะไม่ไหลลงไปในทิศทางแบบนี้”

กวินยิ้มจางที่มุมปาก เหมือนยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า แม้เขาจะเติบโตมาในบ้านหลังนี้ แต่คนตรงหน้ากลับ “รู้จัก” มันดียิ่งกว่า ด้วยสัญชาตญาณที่เขาไม่มีวันเลียนแบบได้

ทั้งคู่ก้าวลงไปอย่างระมัดระวัง บันไดยาวเหยียดและความมืดสลัวทำให้ได้ยินเสียงสายฝนจากโลกภายนอกแว่วมาไกล ๆ ราวกับเป็นเสียงจากคนละมิติ

อุโมงค์เบื้องล่างเป็นทางเดินหินโค้ง ผนังชื้นแฉะมีตะไคร่จับจาง ๆ แต่กลับไร้กลิ่นอับเหม็น เพราะในอดีต สถานที่แห่งนี้เคยถูกใช้เป็น “ห้องพักกลิ่น” สำหรับเก็บรักษาหัวน้ำหอมโบราณ เพื่อให้พวกมันได้หายใจอย่างเชื่องช้า

เรนเดินนำหน้า จมูกของเขาเปิดรับสัมผัสเหมือนเข็มทิศ ทว่าเข็มทิศในวันนี้กลับ “สั่นไหว” เล็กน้อย

กลิ่นไม้แห้ง ใบชา และกระดาษเก่า… กลิ่นของแม่ แม้มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่เรนรู้สึกเหมือนมันลอยคว้างอยู่เบื้องหน้า คอยนำทางเขาไป

กวินสังเกตเห็นอาการนั้น เขาไม่เอ่ยถาม แต่เลือกที่จะผ่อนฝีเท้าเดินให้ช้าลงเท่ากับจังหวะของเรน เพื่อให้พื้นที่ความทรงจำของอีกฝ่ายได้มีเวลาหายใจ

จู่ ๆ เรนก็หยุดฝีเท้า มือเรียวยื่นออกไปแตะผนังตรงรอยสลักเล็ก ๆ ซึ่งคนทั่วไปคงมองว่าเป็นเพียงรอยแตกร้าวตามกาลเวลา เขาเอียงหูแนบฟัง ก่อนจะออกแรงดันเบา ๆ

ผนังหินเลื่อนเปิดออกเป็นช่องแคบ เผยให้เห็นตู้เหล็กเก่าคร่ำคร่าซ่อนอยู่ภายใน ตู้ถูกล็อกด้วยแม่กุญแจแบบโบราณ แต่ที่รูไขกุญแจกลับมีคราบน้ำมันใหม่ ๆ เคลือบอยู่

“มีคนมาเปิดเมื่อไม่นานนี้” เรนพึมพำ

กวินหยิบไฟฉายขึ้นมาส่องกราดไปที่พื้น มีรอยล้อเล็ก ๆ ปรากฏเป็นเส้นบาง ๆ ไม่ใช่ล้อรถเข็นคนพิการ แต่เป็นล้อของ “รถเข็นอุปกรณ์แล็บ”

เรนไม่เอ่ยชื่อใครออกมา แต่ในหัวสมองของเขา กระดานหมากรุกกำลังขยับตัวอีกครั้ง

เขาเปิดตู้ออก ภายในมีขวดแก้วใบเล็กวางอยู่เพียงใบเดียว ฉลากบนขวดซีดจาง แต่ลายมือที่เขียนกำกับไว้นั้นคือลายมือของแม่เขาอย่างแน่นอน

“Emergency Neutralizer — for E.B.”

เรนหยิบขวดใบนั้นขึ้นมา มือของเขากำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว เหมือนกำลังได้จับมือแม่ไว้จริง ๆ

“นี่คือสิ่งที่แม่ผมใช้ ‘หยุด’ กลิ่นนั้น” เขาพูดเสียงเบาหวิว เหมือนกำลังกลืนก้อนสะอื้นลงคอ “แปลว่าเธอเตรียมไว้แล้ว… เตรียมไว้เผื่อวันที่เธอถูกบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่ดี”

กวินมองขวดใบนั้นสลับกับใบหน้าของเรน สายตาของเขาแน่วแน่ ไม่ได้มองเพื่อสงสาร แต่มองเพื่อยืนยันว่าจะยืนเคียงข้าง

“งั้นเรายิ่งต้องหา Primer ให้เจอ ก่อนที่คนร้ายจะไม่มีใครหยุดได้”

เรนพยักหน้า แล้วเก็บขวดใส่กระเป๋าเสื้อแนบชิดอก ไม่ใช่เพราะกลัวหาย แต่เพราะ “นี่คือแม่” ที่เขาเพิ่งได้คืนกลับมาอีกเศษเสี้ยวหนึ่ง

เดินต่อไปได้เพียงไม่กี่ก้าว อากาศเบื้องหน้าก็เริ่มเปลี่ยนแปลง

มีกลิ่นของ Primer ลอยมาแตะจมูก

ไม่รุนแรง… เป็นเพียง “เงาเขียวหวาน” ที่เปิดประตูประสาทสัมผัส เหมือนลมหายใจของดอกไม้ที่ยังไม่ทันได้เบ่งบาน

เรนสะกิดกวินให้หยุด ทั้งคู่ยืนนิ่งเงี่ยหูฟังความมืด

เสียงฝีเท้าของใครคนหนึ่งดังอยู่ข้างหน้า ไม่เร่งรีบ ไม่เชื่องช้า เหมือนคนที่มั่นใจว่าเส้นทางนี้จะไม่มีใครสะกดรอยตามมาได้

เรนทำท่าจะก้าวเท้าออกไป แต่กวินเอื้อมมือมาจับปลายแขนเสื้อเขาไว้เบา ๆ แรงจับนั้นไม่ได้ต้องการห้ามปราม แต่ต้องการ “ย้ำเตือนว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียว”

เรนหันกลับไปมอง กวินไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงแค่ยื่นมือออกไป… แตะลงที่หลังคอของเรนอย่างแผ่วเบา เหมือนต้องการกันลมเย็น และกันความสั่นไหวที่เรนไม่อยากยอมรับ

“หายใจช้า ๆ” กวินกระซิบชิดใบหู “กลิ่นจะพาเราไปเอง”

ถ้อยคำนี้ไม่ใช่คำหวานซึ้ง แต่มันทำให้เรนรู้สึกเหมือนบ้านทั้งหลังเงียบเสียงลง เพื่อเปิดทางให้เขาได้หายใจ

เรนพยักหน้า ปล่อยให้ไหล่ที่เกร็งเขม็งลดระดับลงเสี้ยวหนึ่ง แล้วเริ่มออกเดินต่อ

แต่ทันทีที่ทั้งคู่เริ่มขยับตัว เสียงขวดแก้วกระทบกันเบา ๆ ดัง กรุ๊ง มาจากปลายอุโมงค์ เหมือนคนข้างหน้า “รู้ตัวแล้วว่าถูกตาม”

ฉับพลันนั้น กลิ่น Primer ก็หายวับไปจากอากาศ… ถูกกลบเกลื่อนด้วยกลิ่นอื่นอย่างรุนแรง

กลิ่นหนักแน่น กลิ่นหรูหรา กลิ่นที่ตั้งใจฉีดพรมเพื่อให้คน “เชื่อว่าเป็นฝีมือของคนหนึ่งในตระกูล”

กลิ่นกฤษณาแก่ น้ำผึ้งเข้มข้น และควันไม้จาง ๆ

ลายเซ็นของ “อารัญ” ที่ตายไปแล้ว

เรนหยุดกึก มุมปากยกยิ้มหยันในลำคอ

“เขาสับขาหลอกอีกแล้ว” กวินเปรยขึ้น

เรนตอบกลับเสียงเรียบ “ใช่… และเขากำลังใช้กลิ่นของคนตาย มาปกป้องตัวเอง”

ในอุโมงค์ที่ทุกอย่างเป็นเพียงเสียงกระซิบแผ่วเบา ทั้งคู่ตระหนักรู้พร้อมกันว่า…

คนร้ายอยู่ใกล้มาก ใกล้พอที่จะหันกลับมายิ้มให้ แล้วหายตัวไปพร้อมกับกลิ่นปลอม ทิ้งไว้เพียงคำถามใหม่ที่ดังก้อง

ใคร… ที่มีสิทธิ์ใช้กลิ่นของคนตายได้แนบเนียนเหมือนเป็นกลิ่นของตัวเอง?

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments