admin

spot_img

บทที่ 15: งานเลี้ยงโต๊ะจีนผีดิบ

กลิ่นคาวเลือดลอยคลุ้งมาแตะจมูกตั้งแต่ยังไม่เห็นตัวคฤหาสน์ รถกระบะจอดทิ้งไว้ที่ชายป่า ริว และ กานต์ ต้องเดินเท้าลัดเลาะผ่านดงกล้วยตานีที่ใบไหวระริกเหมือนมีคนเขย่า ทั้งที่ไม่มีลม ยิ่งเดินลึกเข้าไป กลิ่นเหม็นเน่าเหมือนซากสัตว์ตายก็ยิ่งรุนแรงจนริวต้องยกแขนเสื้อขึ้นมาปิดจมูก เบื้องหน้าคือคฤหาสน์ไม้สักทองหลังมหึมา ยกใต้ถุนสูงแบบเรือนไทยโบราณ แต่กลับให้ความรู้สึกน่าขนลุกมากกว่างดงาม รอบคฤหาสน์มีรั้วลวดหนามลงอาคมขึงกั้น และมี "ยาม" เดินตรวจตราอยู่ขวักไขว่ แต่ยามพวกนี้ไม่ใช่คนปกติ... พวกมันเดินหลังค่อม ตัวกระตุกเกร็ง ใบหน้าตอบจนเห็นกะโหลก ดวงตาเบิกโพลงไร้แวว และที่มุมปากมีคราบเลือดแห้งกรัง... พวกมันคือ "ปอบ" ลูกสมุนของเจ้าสัวกุ่ย “พวกมันไวมาก...” กานต์กระซิบ ดึงริวให้หมอบลงหลังพุ่มไม้...

บทที่ 16 : คู่หูแบตเตอรี่… ที่ไม่ได้มีไว้แค่จ่ายไฟ

"ส่ายหัวทำไมวะ! เชื่อใจกูหน่อยดิวะ!" เสียงตะโกนของ 'พี่บอม' แคชเชอร์ปี 2 ร่างท้วมดังลั่นมาจากหลังโฮมเพลท เมื่อพิทเชอร์มือสองที่ลงมาซ้อมแทนแมงส่ายหน้าปฏิเสธสัญญาณมือที่พี่บอมส่งให้เป็นรอบที่สาม บรรยากาศในสนามเริ่มตึงเครียด จังหวะการเล่นสะดุดกึกกัก จนโค้ชต้องเป่านกหวีดสั่งพักเบรก "ไม่ได้เรื่อง..." แมงที่นั่งกอดอกอยู่ข้างสนามพึมพำเสียงต่ำ คิ้วเข้มขมวดจนแทบจะผูกโบว์ "พี่บอมเขาดุเหรอ?" น้ำเหนือถามพลางดูดน้ำแดง "เห็นตะโกนโหวกเหวกเชียว" "ไม่ได้ดุ แต่กำลังหงุดหงิด" แมงอธิบายโดยสายตายังจ้องไปที่คู่กรณีในสนาม "พิทเชอร์กับแคชเชอร์ทำงานไม่เข้าขากัน... หายนะชัดๆ" แมงหันมามองน้ำเหนือ แล้วเริ่มเปิดคลาสเลคเชอร์วิชาซอฟต์บอล 102 "มึงรู้ไหมว่าทำไมเขาเรียกพิทเชอร์กับแคชเชอร์ว่า 'คู่หูแบตเตอรี่' (The Battery)?" "เพราะต้องช่วยกันชาร์จไฟให้ทีม?" น้ำเหนือเดามั่ว "ผิด" แมงดีดหน้าผากน้ำเหนือเบาๆ "คำว่า...

บทที่ 15 : ทฤษฎีข้างสนามและลูกบอลที่เร็วกว่าความคิด

ภาพที่สมาชิกชมรมซอฟต์บอลเห็นจนชินตาในช่วงสัปดาห์นี้ คือภาพของ "คู่รัก... เอ้ย คู่หูคนพิการ" ที่นั่งจุมปุ๊กอยู่ม้านั่งข้างสนาม แมง (แขนขวาใส่เฝือก) นั่งไขว่ห้างด้วยมาดขรึม ส่วนน้ำเหนือ (ข้อเท้าพันผ้าล็อก) นั่งเหยียดขาอยู่ข้างๆ พร้อมสมุดจดเล่มเล็ก ทั้งคู่ถูกโค้ชสั่งห้ามลงสนามเด็ดขาด แต่ก็ห้ามไม่ให้มาดูเพื่อนซ้อมไม่ได้ "น่าเบื่อชะมัด..." น้ำเหนือบ่นพลางเคี้ยวป๊อกกี้ (ที่แมงซื้อมา) "ดูเขาขว้างกันไปขว้างกันมา ไม่เห็นมีไรตื่นเต้นเลย เหมือนเบสบอลนั่นแหละ แค่ลูกใหญ่กว่า" แมงที่กำลังจ้องมองพิทเชอร์รุ่นน้องซ้อมขว้างลูกอยู่ หันขวับมามองน้ำเหนือทันที คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเหมือนได้ยินคำหยาบคาย "เหมือน?" แมงทวนคำเสียงสูง "มึงเอาอะไรมามองว่าเหมือน?" "อ้าว...

ตอนที่ 16 : ที่นั่งข้างๆ กับนายตรวจผู้หวงแหน

เช้าวันศุกร์ ท้องฟ้าโปร่งใสไร้เมฆหมอก แต่อารมณ์ของผมกลับปั่นป่วนยิ่งกว่าพายุเข้า ผมแทบจะไม่ได้นอนเลยทั้งคืน กระดาษแผ่นเล็กๆ ที่มีเบอร์โทรศัพท์และไอดีไลน์ของ 'ศิลา' ถูกผมหยิบขึ้นมาดูซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกระดาษแทบจะเปื่อย คำสารภาพรักตรงไปตรงมาหน้าอพาร์ตเมนต์เมื่อคืนนี้ยังคงดังก้องอยู่ในหัว ทุกครั้งที่นึกถึง ใบหน้าของผมก็ร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ ผมยอมรับว่าตัวเองหวั่นไหว... หวั่นไหวอย่างรุนแรงกับผู้ชายที่เพิ่ง (กลับมา) รู้จักกันได้แค่วันเดียว มันเป็นความรู้สึกที่ขัดแย้งกับหลักเหตุผลทุกอย่างบนโลกใบนี้ แต่ส่วนลึกในจิตใจกลับตะโกนบอกว่า 'เขาคือคนที่ใช่' ผมก้าวขึ้นรถไฟขบวน 909 ด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ สายตาสอดส่ายมองหาร่างสูงในชุดเครื่องแบบสีกากี แต่ก็ยังไม่พบใคร ผมจึงเดินไปทรุดตัวลงนั่งที่เบาะริมหน้าต่างหมายเลข 12 ตามความเคยชิน "อ้าว พี่นาวิน!...

ตอนที่ 15 : คนแปลกหน้าที่คุ้นเคยที่สุด

ตลอดทั้งวันของการทำงานในออฟฟิศ ผมแทบจะไม่มีสมาธิจดจ่อกับตัวเลขในหน้าจอคอมพิวเตอร์เลย ภาพของ 'หัวหน้าศิลา' ชายหนุ่มร่างสูงในชุดเครื่องแบบสีกากีที่ยืนมองผมด้วยแววตาปวดร้าวเมื่อเช้านี้ ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง แววตาคู่นั้นมันอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกมากมาย ทั้งดีใจ โหยหา และแหลกสลายในเสี้ยววินาที... ซึ่งผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเขาต้องมองผมแบบนั้น เราเป็นแค่คนที่เคยบังเอิญเจอกันในอุบัติเหตุเมื่อหกปีก่อนไม่ใช่หรือไง? ผมยกมือขึ้นนวดขมับตัวเอง อาการปวดหัวจี๊ดๆ หายไปสนิทแล้วตั้งแต่เดินออกมาจากร้านป้าหมวย แต่สิ่งที่ยังคงตกค้างอยู่คือ 'ความรู้สึกว่างเปล่า' ที่อธิบายไม่ถูก มันเหมือนผมเพิ่งทำของที่สำคัญมากๆ หายไป แต่ดันนึกไม่ออกว่าของสิ่งนั้นคืออะไร และที่แปลกที่สุดคือ... สัมผัสอุ่นจัดจากฝ่ามือของเขาที่ประคองแก้มผมเมื่อเช้า มันยังคงประทับตราตรึงอยู่บนผิวแก้มจนผมเผลอยกมือขึ้นลูบมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า "เป็นอะไรน่ะนาวิน นั่งลูบแก้มตัวเองยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ มีความรักหรือไงเรา" พี่ที่ทำงานโต๊ะข้างๆ แซวขึ้นมาจนผมสะดุ้งสุดตัว...

ตอนที่ 16 — “กลิ่นของคนตายไม่ใช่ของใครก็ใช้ได้”

อุโมงค์สิ้นสุดลงที่บันไดหินอีกชุดหนึ่งซึ่งทอดตัวยาวขึ้นสู่เบื้องบน มันนำทางพวกเขาขึ้นไปยังปีกตะวันตกของเรือนใหญ่ ตรงเข้าสู่ห้อง Wardrobe & Archive... ห้องคลังสมบัติที่ใช้เก็บรักษาเสื้อผ้าเก่าแก่ ผ้าโบราณล้ำค่า และข้าวของเครื่องใช้ของคนในบ้านที่ “ไม่อยากทิ้ง” แต่ก็ไม่อาจนำกลับมาใช้ เรนหยุดยืนนิ่งหน้าบานประตูไม้หนาหนัก เขาสูดยมหายใจเข้าลึกเพื่ออ่านอากาศก่อนตัดสินใจเปิด กลิ่นที่ลอดออกมาจากข้างในนั้นเก่าและหนักอึ้ง เหมือนกองภูเขาแห่งความทรงจำที่ตั้งใจกลั้นหายใจมานานนับปี เขาผลักบานประตูเข้าไปช้า ๆ ห้องนี้เปรียบเสมือนทะเลสาบแห่งอาภรณ์ ตู้ไม้ขนาดใหญ่เรียงรายเป็นทิวแถวราวกับกำแพงเมือง ราวแขวนเสื้อยาวเหยียดจนนับไม่ถ้วน เต็มไปด้วยชุดสูทคัตติ้งเนี้ยบ ผ้าไหมเนื้อดี เสื้อคลุมไหล่ของท่านย่า... และเสื้อผ้าของคนที่ตายไปแล้ว เรนก้าวเท้าเข้าไปสำรวจด้วยท่าทีระแวดระวังราวกับพยานปากเอกที่กำลังเดินขึ้นสู่บัลลังก์ศาล เขาไม่แตะต้องข้าวของชิ้นใด แต่เลือกที่จะแตะ “มวลอากาศที่ค้างเติ่งอยู่ระหว่างมัน”...

ตอนที่ 15 — “อุโมงค์ที่เก็บลมหายใจเก่า”

การตามหา Primer ในบ้านที่ถูกสั่งปิดตาย เปรียบเสมือนการเฟ้นหาเสียงดนตรีเพียงเสียงเดียว... ท่ามกลางวงดุริยางค์ที่จงใจเล่นผิดคีย์ทั้งวง เรนเลือกเส้นทางที่มั่นใจว่าคนร้าย “ไม่คิดว่าเขาจะเลือก” เขาไม่มุ่งหน้าไปห้องของมิลาน ไม่ไปรบกวนห้องของท่านย่า และไม่เฉียดกรายไปใกล้เรือนกระจก แต่เขาพากวินเดินตรงดิ่งไปยัง “ทางเดินลับหลังห้องสมุด” เส้นทางที่แม่ของเขาเคยใช้... เพราะเธอไม่ชอบเดินผ่านสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามของคนในตระกูล เมื่อเรนกดน้ำหนักลงบนแผงไม้ข้างชั้นหนังสือ ประตูแคบ ๆ ก็เปิดออกเผยให้เห็นบันไดหินที่ทอดตัวลงสู่ความมืดมิด ลมเย็นเยียบพัดสวนขึ้นมาปะทะใบหน้า ราวกับบ้านทั้งหลังกำลังถอนหายใจเฮือกใหญ่ที่กักเก็บไว้นานนับปี “คุณรู้ทางนี้ได้ยังไง” กวินกระซิบถาม เรนตอบสั้น ๆ “กลิ่นฝุ่นกระดาษมันไหลลงไปด้านล่าง... ถ้าไม่มีช่องระบาย ฝุ่นจะไม่ไหลลงไปในทิศทางแบบนี้” กวินยิ้มจางที่มุมปาก เหมือนยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า แม้เขาจะเติบโตมาในบ้านหลังนี้...

Subscribe

- Never miss a story with notifications

- Gain full access to our premium content

- Browse free from up to 5 devices at once

Must read

spot_img