เช้าวันศุกร์ ท้องฟ้าโปร่งใสไร้เมฆหมอก แต่อารมณ์ของผมกลับปั่นป่วนยิ่งกว่าพายุเข้า
ผมแทบจะไม่ได้นอนเลยทั้งคืน กระดาษแผ่นเล็กๆ ที่มีเบอร์โทรศัพท์และไอดีไลน์ของ ‘ศิลา’ ถูกผมหยิบขึ้นมาดูซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกระดาษแทบจะเปื่อย คำสารภาพรักตรงไปตรงมาหน้าอพาร์ตเมนต์เมื่อคืนนี้ยังคงดังก้องอยู่ในหัว ทุกครั้งที่นึกถึง ใบหน้าของผมก็ร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ
ผมยอมรับว่าตัวเองหวั่นไหว… หวั่นไหวอย่างรุนแรงกับผู้ชายที่เพิ่ง (กลับมา) รู้จักกันได้แค่วันเดียว มันเป็นความรู้สึกที่ขัดแย้งกับหลักเหตุผลทุกอย่างบนโลกใบนี้ แต่ส่วนลึกในจิตใจกลับตะโกนบอกว่า ‘เขาคือคนที่ใช่’
ผมก้าวขึ้นรถไฟขบวน 909 ด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ สายตาสอดส่ายมองหาร่างสูงในชุดเครื่องแบบสีกากี แต่ก็ยังไม่พบใคร ผมจึงเดินไปทรุดตัวลงนั่งที่เบาะริมหน้าต่างหมายเลข 12 ตามความเคยชิน
“อ้าว พี่นาวิน! บังเอิญจังเลยครับ วันนี้นั่งรถไฟมาทำงานเหมือนกันเหรอ”
เสียงทักทายสดใสดังขึ้น พร้อมกับร่างของชายหนุ่มวัยรุ่นหน้าตาดี แต่งตัวแฟชั่นจัดเต็ม ก้าวเข้ามาหยุดยืนข้างเก้าอี้ผม
‘กาย’ เป็นเด็กฝึกงานแผนกการตลาดที่เพิ่งเข้ามาใหม่ได้ไม่กี่เดือน เขาเป็นที่หมายปองของสาวๆ (และหนุ่มๆ) ทั้งออฟฟิศด้วยนิสัยขี้เล่น ช่างพูด และชอบหว่านเสน่ห์ไปทั่ว ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในเป้าหมายที่เขาชอบเข้ามาเจ๊าะแจ๊ะด้วยเวลาพักเที่ยง
“อ้าว กาย… ปกติไม่เห็นนั่งขบวนนี้นี่” ผมทักตอบตามมารยาท
“พอดีเมื่อคืนผมมาร้านนั่งชิลแถวนี้ครับ เลยขี้เกียจกลับไปตั้งหลักที่คอนโด” กายยิ้มกว้าง ก่อนจะถือวิสาสะทิ้งตัวลงนั่งบนเบาะว่างข้างๆ ผม เบียดไหล่เข้ามาใกล้จนผมต้องขยับตัวชิดหน้าต่าง “นั่งด้วยคนนะครับพี่นาวิน นั่งคนเดียวมันเหงา”
“เอ่อ… ตามสบายเลย” ผมยิ้มแห้งๆ พยายามขยับตัวออกห่าง แต่กายกลับยิ่งขยับตาม แถมยังชวนคุยจ้อไม่หยุด
“พี่นาวินรู้ไหมครับว่าพี่เป็นคนที่ใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวแล้วดูดีมากเลยนะ… ดูเรียบร้อยแต่น่าค้นหา” กายเริ่มหยอดคำหวาน แขนของเขาพาดมาบนพนักพิงเก้าอี้ด้านหลังผม คล้ายจะโอบกลายๆ “เย็นนี้พี่นาวินว่างไหมครับ ไปดูหนังกับผมสักเรื่องไหม ผมเลี้ยงเอง”
ผมเริ่มทำตัวไม่ถูก กำลังจะอ้าปากปฏิเสธอย่างรักษาน้ำใจ แต่วินาทีนั้นเอง…
บรรยากาศรอบตัวจู่ๆ ก็เย็นยะเยือกขึ้นมาอย่างกะทันหัน เสียงพูดคุยจอแจของผู้โดยสารรอบข้างดูเหมือนจะเงียบลงไปชั่วขณะ
เมื่อผมเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบกับร่างสูงใหญ่ที่คุ้นตากำลังยืนตระหง่านอยู่ตรงทางเดินแคบๆ ระหว่างเบาะที่นั่ง
ศิลา… ในชุดเครื่องแบบหัวหน้าสถานีเต็มยศ หมวกทรงหม้อตาลสวมทับเรือนผมสีดำสนิท เขายืนอยู่ตรงนั้น ไม่รู้ว่ามาตั้งแต่เมื่อไหร่ มือข้างหนึ่งถือคีมเจาะตั๋ว แต่ดวงตาคมเข้มคู่นั้น… ไม่ได้มองมาที่ผม
เขากำลังจ้องเขม็งไปที่ ‘กาย’ ด้วยสายตาที่นิ่งสนิท… นิ่งจนน่าขนลุก
มันไม่ใช่สายตาดุดันแบบนักเลง แต่มันคือสายตาของผู้มีอำนาจที่กำลังมองผู้บุกรุกที่เข้ามาล้ำเส้นในอาณาเขตของตนเอง รังสีความกดดันบางอย่างแผ่ออกมาจากตัวเขาจนผมยังสัมผัสได้
“ขออนุญาตตรวจตั๋วครับ… ผู้โดยสาร”
เสียงทุ้มต่ำของศิลาดังขึ้น ฟังดูราบเรียบแต่เฉียบขาด กายสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง หยิบตั๋วรถไฟใบยับยู่ยี่ออกมาส่งให้
ศิลารับตั๋วไปดูเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองกายด้วยรอยยิ้ม… รอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา
“ขอโทษนะครับ ตั๋วของคุณเป็นตั๋วโดยสารระยะสั้นสำหรับลงสถานีถัดไป และเป็นตั๋วประเภทยืนครับ” ศิลาอธิบายด้วยน้ำเสียงสุภาพแบบเจ้าหน้าที่รัฐ “เบาะนั่งบริเวณนี้สงวนไว้สำหรับผู้โดยสารที่เดินทางระยะยาวครับ รบกวนคุณผู้โดยสารขยับไปยืนที่บริเวณรอยต่อตู้รถไฟ หรือย้ายไปหาที่นั่งในตู้ขบวนด้านหน้าสุดด้วยครับ”
กายขมวดคิ้วทันที “อ้าว ทำไมล่ะครับพี่ ที่นี่ก็มีที่ว่างตั้งเยอะแยะ ผมขอนั่งแป๊บเดียวเอง เดี๋ยวสถานีหน้าผมก็ลงแล้ว”
“มันเป็นระเบียบของทางสถานีครับ” ศิลายังคงรักษาระดับน้ำเสียงให้นุ่มนวล แต่แววตากลับแข็งกร้าวขึ้นหนึ่งระดับ “การที่คุณมานั่งเบียดผู้โดยสารท่านอื่นแบบนี้ อาจทำให้ผู้โดยสารที่เขาเดินทางไกลรู้สึก… ไม่เป็นส่วนตัว และอึดอัดได้ครับ”
คำว่า ‘นั่งเบียด’ และ ‘อึดอัด’ ถูกเน้นเสียงหนักเป็นพิเศษ พร้อมกับสายตาของศิลาที่ปรายมามองแขนของกายที่พาดอยู่หลังเก้าอี้ผม
กายหน้าเสียไปเล็กน้อย เขาคงสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลจากผู้ชายในเครื่องแบบตรงหน้า เด็กฝึกงานหนุ่มจำใจชักแขนกลับ ลุกขึ้นยืนอย่างเสียไม่ได้
“ก็ได้ครับ… งั้นเดี๋ยวผมไปยืนข้างหน้าก็ได้” กายหันมามองผมอย่างเสียดาย “ไว้เจอกันที่ออฟฟิศนะครับพี่นาวิน เรื่องหนังเย็นนี้เก็บไปคิดดูนะ”
พูดจบ กายก็รีบเดินฝ่าฝูงชนออกไปทางหน้าขบวนรถไฟทันที ทิ้งให้บริเวณที่นั่งหมายเลข 11 และ 12 กลับมาเป็นส่วนตัวอีกครั้ง
ผมลอบผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก หันไปมองศิลาที่ตอนนี้เก็บคีมเจาะตั๋วลงกระเป๋าเสื้อไปแล้ว
“ขอบคุณนะครับ” ผมพูดเสียงเบา “จริงๆ มันก็ไม่ได้มีกฎห้ามนั่งหรอกใช่ไหมครับ ตั๋วยืนก็เห็นเขานั่งกันถ้ารถว่าง”
“มีสิครับ” ศิลาตอบหน้าตาย เขาถอดหมวกทรงหม้อตาลออก แล้วถือวิสาสะทรุดตัวลงนั่งบนเบาะที่กายเพิ่งลุกออกไป… เบาะที่อยู่ติดกับผม
“กฎข้อไหนครับ?” ผมถามอย่างสงสัย
“กฎของผมเองครับ” ศิลาหันมาสบตาผม รอยยิ้มอบอุ่นและเจ้าเล่ห์กลับมาประดับบนใบหน้าเขาอีกครั้ง “กฎที่ว่าห้ามใครหน้าไหนมานั่งเบียด… คนที่ผมกำลังตามจีบอยู่ เด็ดขาด”
ประโยคนั้นทำเอาผมสติหลุด เลือดสูบฉีดขึ้นมาเลี้ยงใบหน้าจนร้อนผ่าวไปหมด ผู้ชายคนนี้… บทจะรุกก็รุกหนักจนผมตั้งรับไม่ทัน
“คุณเป็นหัวหน้าสถานีประสาอะไรครับเนี่ย ใช้อำนาจหน้าที่ในทางที่ผิดชัดๆ” ผมบ่นอุบอิบ แกล้งหันหน้าออกไปมองวิวนอกหน้าต่างเพื่อซ่อนความเขิน
“ถ้าเพื่อปกป้องของสำคัญ ผมยอมโดนตั้งกรรมการสอบสวนครับ” ศิลาตอบกลับมาอย่างหน้าตาเฉย แถมยังขยับตัวเข้ามาใกล้ผมอีกนิด “แล้วนี่… นั่งรถไฟมาทำงาน ทำไมหน้าตาดูอิดโรยจังครับ เมื่อคืนนอนไม่หลับเหรอ?”
ผมหันขวับกลับมามองค้อนเขา “ก็เพราะใครล่ะครับที่มาพูดอะไรแปลกๆ ทิ้งไว้หน้าอพาร์ตเมนต์คนอื่น”
“ผมพูดความจริงจากใจนี่ครับ ไม่ได้แปลกสักหน่อย” ศิลาหัวเราะเบาๆ ในลำคอ น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนลง “แต่ถ้าทำให้คุณคิดมากจนนอนไม่หลับ ผมก็ขอโทษด้วยนะครับ… แต่ลึกๆ ก็แอบดีใจนะ ที่ผมมีอิทธิพลต่อคุณขนาดนี้”
เขายื่นมือออกมา หมายจะจัดปอยผมที่ปรกหน้าผากผมให้เข้าที่ แต่ก็ชะงักไปกลางอากาศ เหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเราอยู่บนรถไฟที่มีคนพลุกพล่าน เขาจึงเปลี่ยนเป็นลดมือลงวางบนพนักวางแขนตรงกลางระหว่างเราแทน
“เมื่อคืน… คุณไม่ได้แอดไลน์ผมมา” ศิลาเปลี่ยนเรื่องคุย น้ำเสียงของเขาไม่ได้ตัดพ้อ แต่แฝงไปด้วยความรอคอย
ผมเม้มปากเล็กน้อย ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกง หยิบโทรศัพท์มือถือของตัวเองออกมาเปิดหน้าจอแอปพลิเคชันแชทที่ผมพิมพ์ไอดีของเขาค้างไว้ตั้งแต่เมื่อคืน แต่ยังไม่กล้ากดเพิ่มเพื่อน
ผมกดยืนยันการเพิ่มเพื่อนต่อหน้าเขา
ติ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อของศิลาดังขึ้น เขาก้มลงมองหน้าจอ รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าทันที
“เรียบร้อยแล้วนะครับ” ผมบอกเสียงเบา “ทีนี้ก็เลิกทำหน้าเหมือนโดนทิ้งสักทีนะครับ หัวหน้า”
“เรียกศิลาครับ” เขาย้ำอีกครั้ง สายตาที่มองมาเต็มไปด้วยความเอ็นดู “เย็นนี้… ไม่ต้องไปดูหนังกับเด็กคนนั้นหรอกนะครับ”
“ผมยังไม่ได้ตกลงสักหน่อย”
“ดีแล้วครับ” ศิลาพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “เพราะเย็นนี้ ผมจะไปรอรับคุณที่สถานีบีทีเอสอีกครั้ง… และผมจะไม่ยอมให้คุณปฏิเสธมื้อเย็นของเราเป็นครั้งที่สองแน่ๆ”
รถไฟเริ่มชะลอความเร็วเพื่อเข้าจอดที่สถานีถัดไป ศิลาลุกขึ้นยืน สวมหมวกทรงหม้อตาลกลับเข้าที่ เตรียมตัวกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ
“ตั้งใจทำงานนะครับ นาวิน” เขาเอ่ยทิ้งท้าย รอยยิ้มของเขาสว่างไสวแข่งกับแสงแดดยามเช้า “แล้วเจอกันตอนเย็นครับ”
ผมมองตามแผ่นหลังกว้างที่เดินจากไปจนลับสายตา หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะเรียบง่าย บัดนี้กำลังเต้นรัวแรงราวกับรถไฟด่วนขบวนพิเศษ
หกปีที่ผ่านมา เขาอาจจะเป็นฝ่ายเฝ้ารอคอยและมองดูผมอยู่ฝ่ายเดียว แต่ดูเหมือนว่าตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป… เขาจะไม่ยอมปล่อยให้สายตาของผมมองไปที่ใครอื่นได้อีกแล้วจริงๆ



