ตลอดทั้งวันของการทำงานในออฟฟิศ ผมแทบจะไม่มีสมาธิจดจ่อกับตัวเลขในหน้าจอคอมพิวเตอร์เลย
ภาพของ ‘หัวหน้าศิลา’ ชายหนุ่มร่างสูงในชุดเครื่องแบบสีกากีที่ยืนมองผมด้วยแววตาปวดร้าวเมื่อเช้านี้ ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวเหมือนแผ่นเสียงตกร่อง แววตาคู่นั้นมันอัดแน่นไปด้วยความรู้สึกมากมาย ทั้งดีใจ โหยหา และแหลกสลายในเสี้ยววินาที… ซึ่งผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเขาต้องมองผมแบบนั้น
เราเป็นแค่คนที่เคยบังเอิญเจอกันในอุบัติเหตุเมื่อหกปีก่อนไม่ใช่หรือไง?
ผมยกมือขึ้นนวดขมับตัวเอง อาการปวดหัวจี๊ดๆ หายไปสนิทแล้วตั้งแต่เดินออกมาจากร้านป้าหมวย แต่สิ่งที่ยังคงตกค้างอยู่คือ ‘ความรู้สึกว่างเปล่า’ ที่อธิบายไม่ถูก มันเหมือนผมเพิ่งทำของที่สำคัญมากๆ หายไป แต่ดันนึกไม่ออกว่าของสิ่งนั้นคืออะไร
และที่แปลกที่สุดคือ… สัมผัสอุ่นจัดจากฝ่ามือของเขาที่ประคองแก้มผมเมื่อเช้า มันยังคงประทับตราตรึงอยู่บนผิวแก้มจนผมเผลอยกมือขึ้นลูบมันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“เป็นอะไรน่ะนาวิน นั่งลูบแก้มตัวเองยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ มีความรักหรือไงเรา” พี่ที่ทำงานโต๊ะข้างๆ แซวขึ้นมาจนผมสะดุ้งสุดตัว รีบเอามือลงแทบไม่ทัน
“เปล่าครับพี่ สงสัยผมจะนอนน้อยไปหน่อย” ผมแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ก้มหน้าก้มตาพิมพ์งานต่อ แต่หัวใจเจ้ากรรมดันเต้นผิดจังหวะไปเสียอย่างนั้น
เวลา 17.30 น. เลิกงาน
ผมเก็บกระเป๋าเตรียมตัวกลับหอพัก วันนี้ผมเลือกที่จะเดินไปขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอสแทนที่จะไปสถานีรถไฟเหมือนทุกที ไม่ใช่เพราะไม่อยากนั่งรถไฟ แต่เพราะคำพูดของหัวหน้าศิลาเมื่อเช้าที่ว่า ‘เย็นนี้… ตอนเลิกงาน ผมขออนุญาตไปรอรับคุณที่สถานีได้ไหมครับ’
ผมไม่รู้ว่าเขาพูดจริงหรือแค่พูดตามมารยาท แต่การให้ผู้มีพระคุณระดับหัวหน้าสถานีมารอรับพนักงานต๊อกต๋อยอย่างผม มันดูผิดฝาผิดตัวเกินไป ผมเลยตัดสินใจหนีกลับทางอื่นดีกว่า
แต่โชคชะตาคงอยากจะเล่นตลกกับผม…
ทันทีที่ผมเดินลงมาจากสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสแถวหอพัก สายตาของผมก็ปะทะเข้ากับร่างสูงสง่าที่คุ้นตา กำลังยืนพิงต้นไม้ใหญ่อยู่ริมฟุตบาท
ศิลาไม่ได้ใส่ชุดเครื่องแบบเต็มยศเหมือนเมื่อเช้า เขาถอดเสื้อแจ็กเก็ตเครื่องแบบออก เหลือเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวที่พับแขนขึ้นถึงศอก ปลดกระดุมเม็ดบนออกสองเม็ดดูสบายๆ แต่กลับขับเน้นให้รูปร่างที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อของเขาดูเซ็กซี่อย่างร้ายกาจ แถมเขายังไม่ได้สวมหมวกทรงหม้อตาล ทำให้ผมเพิ่งสังเกตเห็นว่าผมสีดำสนิทของเขาถูกเซ็ตมาอย่างดี
ผมชะงักฝีเท้า กำลังจะหันหลังเดินหนีไปอีกทาง แต่เขากลับหันมาสบตาผมเข้าพอดี
รอยยิ้มกว้างที่ทำให้โลกทั้งใบสว่างไสวปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคายนั้นทันที เขาก้าวขายาวๆ เดินตรงดิ่งเข้ามาหาผมด้วยความมั่นใจ
“เลิกงานตรงเวลาเป๊ะเหมือนเดิมเลยนะครับ นาวิน”
ผมอ้าปากค้าง มองหน้าเขาสลับกับสถานีรถไฟฟ้า “คุณ… มาอยู่ที่นี่ได้ยังไงครับ? ไม่ใช่ว่ารออยู่ที่สถานีรถไฟหรอกเหรอ”
“ผมก็ไปรอที่สถานีรถไฟนั่นแหละครับ” ศิลาหัวเราะเบาๆ แววตาของเขาดูเจ้าเล่ห์นิดๆ “แต่พอมองหานาวินในขบวนรถด่วนไม่เจอ ผมก็เลยเดาว่าคุณคงจะหนีผมมาขึ้นบีทีเอสแน่ๆ ผมก็เลยรีบนั่งวินมอเตอร์ไซค์มาดักรอที่นี่แทน… สัญชาตญาณผมแม่นไหมล่ะครับ?”
ผมถึงกับพูดไม่ออก ผู้ชายคนนี้ลงทุนนั่งวินมอเตอร์ไซค์ข้ามเมืองมาเพื่อดักรอผมเนี่ยนะ?
“แล้ว… คุณรู้ได้ยังไงครับว่าผมลงสถานีนี้ และพักอยู่แถวนี้” ผมเริ่มระแวง “เรารู้จักกันผิวเผินไม่ใช่เหรอครับ”
ศิลาชะงักไปนิดหนึ่ง แววตาความเศร้าพาดผ่านดวงตาของเขาเพียงเสี้ยววินาที ก่อนที่เขาจะปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว
“ผมบอกแล้วไงครับว่าผมเป็นแฟนคลับคุณมาหกปีแล้ว” เขาตอบยิ้มๆ “คนที่ผมช่วยชีวิตไว้ทั้งคน ผมก็ต้องคอยแอบดูบ้างสิครับว่าเขาเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่แบบไหน สบายดีไหม… แต่คุณไม่ต้องกลัวนะ ผมไม่ใช่สตอล์กเกอร์โรคจิต แค่… เป็นห่วงน่ะครับ”
คำว่า ‘เป็นห่วง’ ที่หลุดออกมาจากปากเขา พร้อมกับน้ำเสียงที่นุ่มนวลและแววตาที่จริงใจ ทำเอาผมหน้าร้อนผ่าวไปถึงใบหู ร่างกายของผมมันตอบสนองต่อผู้ชายคนนี้อย่างรุนแรง ทั้งที่สมองสั่งการว่าเขาคือคนแปลกหน้า
“เอ่อ… ขอบคุณครับที่เป็นห่วง” ผมเกาแก้มแก้เขิน “แล้วนี่… คุณมีธุระอะไรกับผมหรือเปล่าครับ ถึงมาดักรอถึงที่นี่”
ศิลาล้วงมือทั้งสองข้างซุกไว้ในกระเป๋ากางเกงสแล็ค โน้มตัวลงมาหาผมเล็กน้อยเพื่อให้ใบหน้าเราอยู่ในระดับเดียวกัน “ผมอยากชวนคุณไปกินข้าวเย็นครับ… ถือเป็นการเลี้ยงฉลองที่เราได้กลับมาเจอกันอีกครั้งอย่างเป็นทางการ คุณจะให้เกียรติไปทานข้าวกับผมไหมครับ?”
ผมกะพริบตาปริบๆ การชวนกินข้าวที่ดูเหมือนการขอเดตแบบเนียนๆ นี้มันคืออะไรกัน “แต่คุณเป็นถึงหัวหน้าสถานี… ผมเกรงใจครับ อีกอย่าง วันนี้ผมก็เหนื่อยๆ…”
“ร้านบะหมี่เกี๊ยวหมูแดงหน้าปากซอยหอพักคุณก็ได้ครับ” ศิลาแทรกขึ้นมาทันที “ผมเลี้ยงเอง ไม่กินเวลาพักผ่อนคุณนานหรอกครับ… นะครับ นาวิน ถือว่าทำบุญทำทานให้ผู้ชายตัวโตๆ ที่หิวข้าวมาตั้งแต่บ่ายเถอะครับ”
เขาส่งสายตาออดอ้อนเหมือนลูกหมาตัวใหญ่ๆ มาให้ จนกำแพงความต้านทานของผมพังทลายลงอย่างราบคาบ ใครจะไปทนสายตาแบบนี้ได้ล่ะ ให้ตายเถอะ
“กะ… ก็ได้ครับ แค่บะหมี่หน้าปากซอยนะ”
รอยยิ้มผู้ชนะปรากฏบนใบหน้าของศิลา เขาผายมือให้ผมเดินนำไปก่อน
เมื่อเรามาถึงร้านบะหมี่เกี๊ยวเจ้าประจำของผมที่คนค่อนข้างเยอะ ศิลาก็ทำหน้าที่หาโต๊ะว่างและเช็ดเก้าอี้ให้ผมอย่างสุภาพจนผมทำตัวไม่ถูก
“รับอะไรดีจ๊ะหนุ่มๆ” ป้าเจ้าของร้านเดินมารับออเดอร์
ผมกำลังจะอ้าปากสั่งเมนูประจำ แต่ศิลากลับชิงพูดขึ้นมาก่อนด้วยเสียงฉะฉาน “เอาบะหมี่แห้งเกี๊ยวหมูแดง ไม่ใส่กระเทียมเจียว ไม่ใส่ผักชี ขอหมูแดงมันๆ ชามนึงครับ… ส่วนของผมเอาบะหมี่น้ำต้มยำพิเศษครับ”
ผมเบิกตากว้าง หันขวับไปมองหน้าเขาทันที “คุณรู้ได้ยังไงครับว่าผมไม่กินกระเทียมเจียวกับผักชี แถมยังชอบหมูแดงติดมันอีก…”
ผมไม่เคยบอกใครเรื่องรสนิยมการกินที่เรื่องมากแบบนี้เลยนะ แม้แต่เพื่อนสนิทบางคนยังจำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
ศิลายกแก้วน้ำขึ้นจิบเพื่อซ่อนรอยยิ้มกว้างของตัวเอง “ก็ผมบอกแล้วไงครับว่าผมคอยมองคุณมาตลอด… ผมเคยเห็นคุณแวะมากินร้านนี้ตอนเลิกงานดึกๆ แล้วคุณก็นั่งเขี่ยผักชีออกจนหมดชาม ผมจำรายละเอียดของคนสำคัญได้แม่นเสมอแหละครับ”
ประโยคนั้นทำเอาผมแทบจะสำลักอากาศ ‘คนสำคัญ’ งั้นเหรอ? เขาหยอดผมตรงๆ แบบนี้เลยเหรอเนี่ย? หัวใจผมเต้นโครมครามจนกลัวว่าคนตรงหน้าจะได้ยิน ผมรีบก้มหน้าก้มตาหยิบตะเกียบขึ้นมาเช็ดแก้เขิน ไม่กล้าสบตากับดวงตาวิบวับคู่นั้นอีก
ระหว่างมื้ออาหาร ศิลาชวนผมคุยเรื่องสัพเพเหระ เรื่องงาน เรื่องการเดินทาง เขาเป็นผู้ฟังที่ดีและมีอารมณ์ขันอย่างร้ายกาจ เขาทำให้ผมหัวเราะออกมาได้หลายครั้ง และที่สำคัญ… เขามองผมอยู่ตลอดเวลา มองด้วยสายตาที่ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางจักรวาลของเขา
ความรู้สึกว่างเปล่าในตอนเช้า ถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นและความผูกพันที่ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว… รวดเร็วจนน่าประหลาดใจ ราวกับว่าส่วนลึกของจิตวิญญาณผมจำเขาได้ แม้สมองจะลืมไปแล้วก็ตาม
เมื่อกินเสร็จ ศิลาเดินมาส่งผมถึงหน้าอพาร์ตเมนต์ แสงไฟถนนสลัวๆ ทอดเงาของเราสองคนให้ทาบทับกัน
“ขอบคุณสำหรับบะหมี่นะครับ ศิลา” ผมเอ่ยขอบคุณ เรียกชื่อเขาห้วนๆ ตามที่เขาขอร้องไว้เมื่อเช้า
“ด้วยความยินดีครับ” ศิลายิ้ม เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบกระดาษแผ่นเล็กๆ ออกมายื่นให้ผม “นี่ครับ เบอร์โทรศัพท์แล้วก็ไลน์ของผม… เผื่อคุณมีปัญหาเรื่องการเดินทาง หรืออยากได้คนเลี้ยงข้าวเย็นอีก”
ผมรับกระดาษแผ่นนั้นมาถือไว้ นิ้วของเราสัมผัสกันอีกครั้ง และมันก็ยังคงอุ่นซ่านไปถึงหัวใจเหมือนเดิม
ศิลาสบตาผมตรงๆ บรรยากาศรอบตัวเราเงียบสงบลง มีเพียงเสียงลมพัดเบาๆ “นาวินครับ…” น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังและนุ่มลึก “ผมรู้ว่าสำหรับคุณ ผมอาจจะเป็นแค่คนแปลกหน้าที่บังเอิญโผล่เข้ามาในชีวิตคุณวันนี้…”
เขาหยุดไปนิดหนึ่ง ราวกับกำลังรวบรวมความกล้า “แต่สำหรับผม… คุณคือคนที่ผมเฝ้ารอคอยมาหกปีเต็ม… ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผมขออนุญาตเข้ามาอยู่ในชีวิตคุณนะครับ ขออนุญาตจีบคุณ… ในฐานะผู้ชายคนหนึ่งที่อยากจะดูแลคุณไปตลอดชีวิต”
คำสารภาพตรงไปตรงมานั้นพุ่งชนหัวใจผมอย่างจัง ผมยืนนิ่งเป็นหิน ลมหายใจสะดุด ความร้อนแล่นริ้วขึ้นมาบนใบหน้าจนผมมั่นใจว่ามันต้องแดงแปร๊ดแข่งกับไฟท้ายรถยนต์แน่ๆ
“ผมจะไม่เร่งรัดคุณครับ” ศิลายิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นอาการทำตัวไม่ถูกของผม “คุณแค่… เปิดโอกาสให้ผมได้พิสูจน์ตัวเองก็พอ พรุ่งนี้เช้าเจอกันที่ขบวน 909 นะครับ… ฝันดีครับ นาวิน”
เขาถอยหลังไปหนึ่งก้าว โค้งหัวให้ผมเล็กน้อยเป็นเชิงลา ก่อนจะหันหลังเดินกลับไปทางเดิม ทิ้งให้ผมยืนกำกระดาษแผ่นเล็กในมือแน่น หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก
คนแปลกหน้าที่คุ้นเคยที่สุด… ผู้ชายที่ชื่อศิลา กำลังจะก้าวเข้ามาเขย่าโลกที่แสนราบเรียบของผมให้สั่นสะเทือน และผมก็รู้ตัวดีว่า… ผมไม่มีทางหนีรอดจากสายตาคู่นั้นไปได้เลย



