กลิ่นคาวเลือดลอยคลุ้งมาแตะจมูกตั้งแต่ยังไม่เห็นตัวคฤหาสน์
รถกระบะจอดทิ้งไว้ที่ชายป่า ริว และ กานต์ ต้องเดินเท้าลัดเลาะผ่านดงกล้วยตานีที่ใบไหวระริกเหมือนมีคนเขย่า ทั้งที่ไม่มีลม ยิ่งเดินลึกเข้าไป กลิ่นเหม็นเน่าเหมือนซากสัตว์ตายก็ยิ่งรุนแรงจนริวต้องยกแขนเสื้อขึ้นมาปิดจมูก
เบื้องหน้าคือคฤหาสน์ไม้สักทองหลังมหึมา ยกใต้ถุนสูงแบบเรือนไทยโบราณ แต่กลับให้ความรู้สึกน่าขนลุกมากกว่างดงาม รอบคฤหาสน์มีรั้วลวดหนามลงอาคมขึงกั้น และมี “ยาม” เดินตรวจตราอยู่ขวักไขว่
แต่ยามพวกนี้ไม่ใช่คนปกติ… พวกมันเดินหลังค่อม ตัวกระตุกเกร็ง ใบหน้าตอบจนเห็นกะโหลก ดวงตาเบิกโพลงไร้แวว และที่มุมปากมีคราบเลือดแห้งกรัง… พวกมันคือ “ปอบ” ลูกสมุนของเจ้าสัวกุ่ย
“พวกมันไวมาก…” กานต์กระซิบ ดึงริวให้หมอบลงหลังพุ่มไม้ “ปอบพวกนี้ไม่ใช่ผีธรรมดา แต่เป็นกึ่งคนกึ่งผีที่ถูกเจ้าสัวเลี้ยงไว้ด้วยเนื้อสดๆ ถ้าพวกมันได้กลิ่นเลือด… มันจะรุมทึ้งจนไม่เหลือกระดูก”
“แล้วเราจะเข้าไปยังไง?” ริวถามเหงื่อตก
“ทางอากาศ…”
กานต์โอบเอวริวแน่น “จับผมไว้ให้มั่น แล้วห้ามส่งเสียง” เงามืดจากร่างกานต์แผ่ขยายออกเป็นปีกนกขนาดใหญ่ (ที่ดูสมบูรณ์และทรงพลังกว่าครั้งก่อนๆ เพราะได้กินวิญญาณพรายตัณหามา) กานต์พาริวทะยานขึ้นสู่ยอดไม้ เงียบกริบราวกับนกเค้าแมว ลอยข้ามรั้วลวดหนามและหัวของฝูงปอบไปอย่างง่ายดาย
ทั้งคู่ร่อนลงจอดที่ระเบียงชั้นสองของคฤหาสน์ ซึ่งดูเงียบสงัด แต่ทันทีที่เท้าแตะพื้น ริวก็ได้ยินเสียงแปลกๆ ดังมาจากห้องโถงใหญ่ด้านใน แจ๊บ… แจ๊บ… ครืด… เสียงเคี้ยวและเสียงดูดของเหลวอย่างเอร็ดอร่อย
“ห้องนิรภัยวิญญาณน่าจะอยู่หลังห้องโถงนั้น” กานต์ชี้ไปที่ประตูบานเฟี้ยมที่เปิดแง้มอยู่
ทั้งคู่ค่อยๆ ย่องเข้าไปแอบดูหลังเสาไม้ต้นใหญ่ ภาพที่เห็นทำให้ริวแทบอาเจียน
กลางห้องโถงใหญ่ มีโต๊ะจีนจัดวางอยู่อย่างหรูหรา แต่บนโต๊ะไม่ได้มีอาหารเลิศรส มีเพียง “เครื่องในสดๆ” กองมหึมา ไส้ ตับ ม้าม หัวใจ ที่ยังส่งกลิ่นคาวคลุ้ง ชายร่างอ้วนพุงพลุ้ย ศีรษะล้านเลี่ยน นั่งอยู่หัวโต๊ะ… เจ้าสัวกุ่ย เขากำลังใช้มือเปล่าฉีกไส้สดๆ ใส่ปากเคี้ยวตุ้ยๆ เลือดสีแดงสดไหลย้อยลงมาเปื้อนเสื้อไหมจีนราคาแพง รอบๆ โต๊ะมีสมุนปอบอีกนับสิบตัวนั่งรอส่วนแบ่งอย่างหิวกระหาย
“นั่นไง…” กานต์ชี้ไปที่แท่นบูชาด้านหลังโต๊ะกินข้าว บนพานทองคำมีกริชเล่มหนึ่งวางอยู่… ด้ามทำจากงาช้างแกะสลักเป็นรูปหนุมานอ้าปาก ตัวใบมีดเป็นโลหะสีดำด้านที่มีอักขระสีทองเรืองแสงวิบวับ กริชเขี้ยวหนุมาน
“รังสีมันแรงมาก” กานต์หน้าซีดลงทันทีที่เห็นกริช “แค่ผมมอง… ผิวก็เริ่มแสบแล้ว ผมเข้าไปเอามันไม่ได้ ริว… คุณต้องเป็นคนหยิบมัน”
“ได้…” ริวสูดหายใจลึก รวบรวมความกล้า “ผมจะล่อความสนใจพวกมัน พี่คอยคุ้มกันผมนะ”
ริวคว้าแจกันลายครามใบใหญ่ที่วางอยู่ใกล้ๆ แล้วขว้างออกไปสุดแรงให้ตกที่อีกมุมของห้อง เพล้ง!!!
เสียงแจกันแตกดังสนั่นหวั่นไหวท่ามกลางเสียงเคี้ยวอาหาร เจ้าสัวกุ่ยหยุดชะงัก ปอบทุกตัวหันขวับไปทางเสียงพร้อมกัน “ใครวะ!?” เจ้าสัวคำราม
จังหวะนี้เอง กานต์ใช้พลังเงาห่อหุ้มตัวริวแล้วพุ่งทะยานฝ่าความมืดไปที่แท่นบูชาด้วยความเร็วแสง ริวเอื้อมมือคว้าด้ามกริชทันที
หมับ!
ทันทีที่มือสัมผัสกริช กระแสความร้อนอุ่นวาบแล่นผ่านแขนริว ราวกับกริชยอมรับในความเป็นมนุษย์ของเขา แสงสีทองสว่างวาบไปทั่วห้อง ขับไล่ความมืดจนหมดสิ้น
“อ๊ากกกก!!!” พวกปอบที่โดนแสงสีทองกรีดร้องโหยหวน ยกมือปิดตา ผิวหนังเริ่มไหม้เกรียม กานต์เองก็กระเด็นถอยหลังไปชนกำแพง ผิวหนังมีควันขึ้น “ริว! แสงนั่น… มันแรงเกินไป!”
“เฮ้ย! ขโมย!” เจ้าสัวกุ่ยลุกขึ้นยืนตบโต๊ะ “จับมัน! ฆ่ามันเอาไส้มันมาให้กู!”
เมื่อสิ้นคำสั่ง ฝูงปอบนับสิบตัวก็เลิกกลัวแสง พุ่งกระโจนเข้าใส่ริวพร้อมกัน น้ำลายยืด กรงเล็บกางออก ริวกระชับกริชในมือแน่น ไม่มีเวลาให้กลัวอีกต่อไป
“อย่าเข้ามานะเว้ย!”
ริวตวาดลั่น แทงกริชสวนออกไปข้างหน้า ฉึก! ปอบตัวแรกที่กระโดดเข้ามาโดนปลายกริชเฉี่ยวที่ไหล่เพียงนิดเดียว ฟู่ม! เปลวไฟสีทองลุกท่วมร่างปอบตัวนั้นทันที มันร้องโหยหวนก่อนจะสลายกลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตา!
“สุดยอด…” ริวมองอาวุธในมือด้วยความตะลึง นี่มัน God Killer ชัดๆ
“ระวังข้างหลัง!” กานต์ตะโกน พร้อมกับพุ่งตัวเข้ามาใช้กรงเล็บเงาตบปอบอีกตัวที่กำลังจะงับคอริว หัวของมันขาดกระเด็นกลิ้งหลุนๆ
การต่อสู้ตะลุมบอนเริ่มขึ้น ริวควงกริชฟาดฟันอย่างไม่ค่อยมีลีลา แต่ด้วยอานุภาพของอาวุธ ทุกครั้งที่สัมผัสโดนศัตรู พวกมันจะถูกเผาไหม้ทันที ส่วนกานต์คอยระวังหลัง ใช้พลังเงาตรึงร่างพวกปอบไว้ให้ริวเชือด
“เก่งนักนะมึง!” เจ้าสัวกุ่ยทนไม่ไหว กระโดดข้ามโต๊ะจีนมาด้วยความเร็วผิดรูปร่าง ร่างกายของเจ้าสัวเริ่มขยายใหญ่ขึ้น เสื้อผ้าขาดวิ่น เผยให้เห็นผิวหนังที่มีเกล็ดสีดำขึ้นเต็มตัว ลิ้นยาวตวัดไปมาเหมือนแส้ มันคือ “พญาปอบ”
เจ้าสัวตวัดลิ้นยาวรัดข้อมือริวที่ถือกริชไว้แน่น แล้วเหวี่ยงร่างริวไปกระแทกเสา โครม! “อั่ก!” ริวจุกจนตัวงอ กริชเกือบหลุดมือ
“ของสูงแบบนั้น… ลิงกังอย่างมึงไม่คู่ควร!” เจ้าสัวอ้าปากกว้างเตรียมจะงับหัวริว
“อย่าแตะต้องเขา!!!”
กานต์พุ่งเข้ามาขวาง ใช้แขนทั้งสองข้างรับเขี้ยวของเจ้าสัวไว้ ฉึก! เขี้ยวคมเจาะทะลุแขนวิญญาณของกานต์ เลือดสีดำไหลซึม “กานต์!” ริวร้องลั่น
“แทงมัน… ริว… แทงมัน!!!” กานต์ตะโกนทั้งที่เจ็บเจียนตาย เขาใช้แรงเฮือกสุดท้ายล็อกคอเจ้าสัวไว้แน่น ไม่ให้มันหนี
ริวกัดฟันลุกขึ้น วิ่งเข้าใส่ร่างมหึมานั้น “ตายซะไอ้แก่กินคน!”
ริวปักกริชเขี้ยวหนุมานลงไปที่กลางหน้าผากของเจ้าสัวกุ่ยเต็มแรง ฉึก!
แสงสีทองสว่างวาบจนตาพร่ามัว เสียงระเบิดของพลังงานวิญญาณดังสนั่นหวั่นไหว “อ๊ากกกกกกก!!!” ร่างของพญาปอบดิ้นพล่าน ไฟศักดิ์สิทธิ์เผาไหม้จากภายใน ทะลุออกมาทางตาและปาก ก่อนจะระเบิดออกเป็นผุยผง
แรงระเบิดกระแทกทั้งริวและกานต์กระเด็นออกมานอกระเบียง ร่วงลงสู่พุ่มไม้ด้านล่าง คฤหาสน์ไม้สักทองเริ่มติดไฟลุกไหม้อย่างรวดเร็ว เสียงปอบที่เหลือกรีดร้องโหยหวนอยู่ในกองเพลิง
…
ริวลืมตาตื่นขึ้นมาในดงกล้วย ร่างกายระบมไปหมด แต่ในมือยังกำกริชไว้แน่น “กานต์…”
เขามองหากานต์ด้วยความตื่นตระหนก กานต์นอนหงายอยู่ข้างๆ ร่างกายโปร่งแสงจนเกือบจะมองไม่เห็น แขนข้างที่โดนกัดมีรอยไหม้สีดำลุกลาม
“นาย… นายเป็นอะไรไหม?” ริวรีบคลานเข้าไปหา น้ำตาคลอเบ้า
“แค่… พลังหมดน่ะครับ” กานต์ยิ้มจางๆ แต่ดูอ่อนแรงมาก “กริชนั่น… แรงจริงๆ แค่อยู่ใกล้ผมก็เหมือนโดนย่างสดแล้ว”
ริวรีบเก็บกริชใส่ปลอก (ที่เจ๊เกียวแถมมาให้ ซึ่งทำจากหนังเสือลงอาคมเพื่อกักพลัง) “ผมเก็บแล้ว… นายปลอดภัยแล้ว”
กานต์พยุงตัวลุกขึ้นนั่ง มองดูผลงานคฤหาสน์ที่กำลังวอดวาย “เราทำได้… ริว” “ตอนนี้เรามีเขี้ยวเล็บแล้ว… ถึงเวลาไปถอนรากถอนโคนต้นตอปัญหาแล้ว”
“กลับกรุงเทพฯ กัน” ริวพยุงกานต์ให้ลุกขึ้น “กลับไปจบเรื่องนี้ที่ The Limbo”
ท่ามกลางแสงไฟจากคฤหาสน์ที่ลุกไหม้ เงาของคนและผีทอดยาวเคียงคู่กัน สงครามครั้งสุดท้ายกำลังรอพวกเขาอยู่… และครั้งนี้ พวกเขาไม่ได้เป็นฝ่ายถูกล่าอีกต่อไป แต่เป็น ผู้พิพากษา



