admin

spot_img

บทที่ 10: คืนจันทร์คลั่งและการเดิมพันด้วยชีวิต

พระจันทร์เต็มดวงลอยเด่นอยู่กลางท้องฟ้ายามค่ำคืน แต่มันไม่ได้ส่องแสงสีนวลตาเหมือนทุกครั้ง... คืนนี้พระจันทร์ดูบวมเป่งและเจือด้วยสีแดงจางๆ ราวกับดวงตาที่กำลังอักเสบของท้องฟ้า ที่หน้าบาร์ The Limbo รถหรูจอดเรียงรายผิดวิสัย ลูกค้าในคืนนี้หนาตากว่าปกติ ทั้งมนุษย์ที่แสวงหาความตื่นเต้น และวิญญาณไฮโซที่แฝงตัวมาในคราบคนรวย ทุกคนต่างมุ่งหน้ามาเพื่อสิ่งเดียวกัน... "Full Moon Party" ภายในร้านถูกเนรมิตใหม่ เพลงแจ๊สเนิบนาบถูกเปลี่ยนเป็นเพลงบีทหนักหน่วงที่กระแทกกระทั้นหัวใจ กลิ่นกำยานหอมฉุนรุนแรงกว่าเดิมเพื่อกลบกลิ่นอายของความตายที่คละคลุ้ง ริว นั่งอยู่ที่โต๊ะ VVIP ตรงกลางร้าน ในชุดสูทกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้ม บนตักของเขามี กานต์ นั่งเกยอยู่... นี่คือส่วนหนึ่งของแผนการ...

บทที่ 9: ห้องเย็นและสัญญาเลือด

เสียงเพลงแจ๊สยังคงบรรเลงขับกล่อมลูกค้าในโซนหน้าบาร์อย่างนุ่มนวล แต่เมื่อกานต์ดึงมือริวให้เดินทะลุผ่านม่านกำมะหยี่สีดำหลังเคาน์เตอร์บาร์เข้ามา... บรรยากาศก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความหรูหราสไตล์วิกตอเรียนหายวับไป เหลือเพียงทางเดินแคบๆ ที่ผนังทำจากปูนเปลือยชื้นแฉะ มีตะไคร่น้ำเกาะเป็นหย่อมๆ กลิ่นหอมของดอกลิลลี่ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอับชื้น กลิ่นธูปแรงๆ และกลิ่นจางๆ ของ... ฟอร์มาลีน “ที่นี่คือ 'หลังบ้าน' ของจริงครับ” กานต์กระซิบ เดินนำหน้าริวไปตามทางเดินที่มืดสลัว มีเพียงหลอดไฟนีออนเก่าๆ ที่กะพริบติดๆ ดับๆ ริวเดินตัวลีบ รู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในลำไส้ของสัตว์ประหลาด อุณหภูมิที่นี่เย็นเยือกกว่าข้างนอกหลายเท่า ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงครวญครางแผ่วเบาดังลอดออกมาจากประตูเหล็กบานหนึ่ง “เสียงของพวกที่ 'ทำยอด' ไม่ถึงเป้า” กานต์ตอบโดยไม่หันมามอง...

ตอนที่ 10: ความจริงที่เจ็บปวด และบุรุษชุดดำกลางทุ่งนา

บ่ายวันนั้น แดดร้อนระอุจนอากาศเต้นระริก แต่ใต้ถุนบ้านผู้ใหญ่สมหมายกลับเย็นฉ่ำไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม กิจการ "เจนนี่ ซาลอน" กำลังไปได้สวย ลูกค้าต่อคิวกันยาวเหยียด เจนนี่ในชุดทำงานที่ทะมัดทะแมงขึ้น (เสื้อยืดมัดเอวกับกางเกงเลเก๋ๆ) กำลังสาละวนกับการดัดผมลอนให้ป้าสายหยุด โดยมีพี่เข้มคอยเป็นลูกมือ ช่วยหยิบแกนดัดผมและเสิร์ฟน้ำอย่างคล่องแคล่ว "โอ๊ย! เจนนี่มือเบาจังเลยลูก ฝีมือดีขนาดนี้ กลับไปกรุงเทพฯ คงรวยเละแน่ๆ" ป้าสายหยุดชมเปาะ เจนนี่ยิ้มเจื่อนๆ "แหะๆ... ก็... ก็รวยอยู่แล้วค่ะป้า แต่เจนนี่อยากกลับมาพัฒนาบ้านเกิดมากกว่า" เธอโกหกคำโตอีกครั้ง แต่คราวนี้เสียงเริ่มไม่เต็มปาก ทันใดนั้น... บรรยากาศรื่นเริงก็ถูกทำลายลง รถเอสยูวีสีดำคันใหญ่...

ตอนที่ 9: Grand Opening และมาดามจูผู้ลืมกำพืด

เช้าวันเปิดร้าน "Jenny Salon @ Nong Mah Wor" (ชื่อเต็มยาวเหยียดที่เจนนี่เขียนด้วยชอล์กบนกระดานดำหน้าร้าน) บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคัก... ปนประหลาด ใต้ถุนบ้านผู้ใหญ่สมหมายถูกเนรมิตใหม่ พื้นดินถูกปูทับด้วยเสื่อน้ำมันลายหมากรุกขาวดำ (ให้ฟีลคาเฟ่เกาหลี) ผนังตกแต่งด้วยผ้าขาวม้าพับเป็นดอกกุหลาบ และมีไฮไลต์คือ "กระจกไฟปิงปอง" ที่พี่เข้มต่อวงจรให้ ส่องสว่างวิบวับจนไก่ในเล้าข้างๆ นึกว่าเป็นเช้าตลอดเวลา "ฤกษ์งามยามดี! 9 โมง 9 นาที!" แม่บัวลอยตะโกน พร้อมประพรมน้ำมนต์ใส่ป้ายร้าน...

บทที่ 10 : คำตอบที่ทำให้คนฟังหน้าชา (และอีกคนหน้าบาน)

บรรยากาศในห้องนั่งเล่นคอนโดหรูตอนนี้เย็นยะเยือกยิ่งกว่าขั้วโลกเหนือ ทั้งที่แอร์เปิดอยู่ที่ 25 องศา พี่ซันนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังตัวแพง จิบน้ำเปล่าด้วยท่วงท่าผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว ส่วนแมงยืนกอดอกพิงผนังห้อง (ด้วยแขนข้างเดียว) จ้องมองแขกไม่ได้รับเชิญด้วยสายตาที่พร้อมจะเตะคนออกจากห้องได้ทุกเมื่อ น้ำเหนือนั่งตัวลีบอยู่บนพรมหน้าทีวี รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเชลยศึกที่อยู่ท่ามกลางสมรภูมิ "ห้องสวยดีนะแมง" พี่ซันวางแก้วน้ำลง "เสียดายดูมืดมนไปหน่อย น่าจะหาอะไรสดใสๆ มาประดับบ้าง" "ผมชอบแบบนี้" แมงตอบเสียงแข็ง "แล้วก็ไม่ชอบให้ใครมายุ่งย่ามของในห้องด้วย" "แหม พี่แค่แนะนำ" พี่ซันหัวเราะเบาๆ ก่อนจะหันมาหาน้ำเหนือ สายตาไล่มองเสื้อยืดตัวโคร่งที่น้ำเหนือใส่อยู่ "ว่าแต่น้องเหนือ... ใส่ชุดนี้แล้วดูตัวเล็กไปเลยนะครับ ของไอ้แมงมันเหรอ?" "ค...ครับพี่ซัน พอดีชุดนักศึกษาผมเหม็นเหงื่อ เลยขอยืมมันใส่"...

บทที่ 9 : ความลับรสสตรอว์เบอร์รีและแขกไม่ได้รับเชิญ

ข่าวเรื่องที่ "แมง" ตัวท็อปคณะวิศวะฯ แขนเดี้ยงจากการปกป้อง "น้ำเหนือ" เด็กปี 1 บริหารฯ แพร่สะพัดไปทั่วมหาวิทยาลัยเร็วยิ่งกว่าเชื้อไวรัส แต่สิ่งที่น่าตื่นตะลึงกว่าข่าวลือ คือภาพที่ปรากฏขึ้นที่ใต้ตึกคณะวิศวะกรรมศาสตร์ในเช้าวันนี้ "กระเป๋าหนักชิบหาย! มึงแบกหินมาเรียนเหรอวะ!" น้ำเหนือเดินบ่นกระปอดกระแปด ไหล่ข้างหนึ่งสะพายเป้ของตัวเอง อีกข้างแบกเป้ใบสีดำใบโตของแมง เดินตามหลังคนเจ็บที่เดินตัวปลิวอย่างสบายอารมณ์ "บ่นมาก เดี๋ยวตัดเงินเดือน" แมงพูดโดยไม่หันมามอง แขนขวายังคงคล้องผ้าสีขาวไว้อย่างน่าสงสาร (หรือน่าหมั่นไส้ในสายตาน้ำเหนือ) "เงินเดือนบ้าอะไร! บาทเดียวก็ยังไม่เห็น!" น้ำเหนือเร่งฝีเท้าขึ้นมาเดินข้างๆ "นี่กูยอมมาส่งถึงคณะ ดูแลดียิ่งกว่าไข่ในหินแล้วนะ สำนึกบุญคุณด้วย!" "อืม...

ตอนที่ 10 : หนึ่งชั่วโมงก่อนรถด่วนขบวนสุดท้าย

13 กุมภาพันธ์ 2563 - เวลา 18.31 น. เสียงจอแจของผู้คนนับร้อยกระแทกโสตประสาทผมทันทีที่ก้าวเท้าลงสู่พื้นชานชาลา มันไม่ใช่ความเงียบสงัดเหมือนโลกอนาคตเมื่อครู่ แต่มันคือความวุ่นวายที่มีชีวิตชีวาของเย็นวันศุกร์ก่อนวันวาเลนไทน์ กลิ่นไก่ย่าง กลิ่นควันรถ และกลิ่นน้ำหอมฉุนกึกของผู้คนที่เดินสวนกันไปมาทำให้ผมเวียนหัว ผมยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งเพื่อปรับสภาพร่างกายให้ชินกับแรงโน้มถ่วงของอดีต ผมยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา 18.32 น. เหลือเวลาอีกไม่ถึง 1 ชั่วโมง ก่อนที่รถด่วนขบวนมรณะจะเข้าเทียบชานชาลา ผมจำได้แม่นว่าตัวเองในอดีตยืนอยู่ตรงไหน... ตรงเสาต้นที่ 4 นับจากทางเข้า ใกล้กับตู้ขายตั๋วอัตโนมัติเก่าๆ นั่นคือจุดที่ผมชอบไปยืนพิงเสาเพราะรู้สึกเพลียจากไข้หวัด ผมสูดหายใจเข้าลึก พยายามตั้งสติ ท่ามกลางฝูงชนที่ถือดอกกุหลาบและช็อกโกแลตเดินขวักไขว่...

Subscribe

- Never miss a story with notifications

- Gain full access to our premium content

- Browse free from up to 5 devices at once

Must read

spot_img