เสียงเพลงแจ๊สยังคงบรรเลงขับกล่อมลูกค้าในโซนหน้าบาร์อย่างนุ่มนวล แต่เมื่อกานต์ดึงมือริวให้เดินทะลุผ่านม่านกำมะหยี่สีดำหลังเคาน์เตอร์บาร์เข้ามา… บรรยากาศก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ความหรูหราสไตล์วิกตอเรียนหายวับไป เหลือเพียงทางเดินแคบๆ ที่ผนังทำจากปูนเปลือยชื้นแฉะ มีตะไคร่น้ำเกาะเป็นหย่อมๆ กลิ่นหอมของดอกลิลลี่ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นอับชื้น กลิ่นธูปแรงๆ และกลิ่นจางๆ ของ… ฟอร์มาลีน
“ที่นี่คือ ‘หลังบ้าน’ ของจริงครับ” กานต์กระซิบ เดินนำหน้าริวไปตามทางเดินที่มืดสลัว มีเพียงหลอดไฟนีออนเก่าๆ ที่กะพริบติดๆ ดับๆ
ริวเดินตัวลีบ รู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่ในลำไส้ของสัตว์ประหลาด อุณหภูมิที่นี่เย็นเยือกกว่าข้างนอกหลายเท่า ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงครวญครางแผ่วเบาดังลอดออกมาจากประตูเหล็กบานหนึ่ง
“เสียงของพวกที่ ‘ทำยอด’ ไม่ถึงเป้า” กานต์ตอบโดยไม่หันมามอง น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความเจ็บปวด “วิญญาณที่ไม่มีลูกค้าเรียกหา พลังงานจะอ่อนลง จนสุดท้ายต้องถูกนำไป… รีไซเคิล”
“รีไซเคิล?”
“เอาไปบดทำเป็น ‘เครื่องดื่ม’ ให้โฮสต์เกรด A ดื่มเพื่อเพิ่มพลังไงครับ… วงจรมันเป็นแบบนี้ ปลาใหญ่กินปลาเล็ก”
ริวรู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมาทันที เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมกานต์ถึงต้องดิ้นรนหาลูกค้า และทำไมสายตาของปอร์เช่ถึงดูหวาดกลัวขนาดนั้น
ห้องเก็บสัญญา
กานต์หยุดยืนที่หน้าประตูเหล็กบานใหญ่ที่สุดที่อยู่สุดทางเดิน บนบานประตูมีผ้ายันต์สีแดงปิดทับไขว้กันเป็นกากบาท และมีไอเย็นจัดแผ่ออกมาจนเกิดฝ้าขาวเกาะที่ลูกบิดประตู
“ผมเข้าไม่ได้…” กานต์ถอยหลังออกมาหนึ่งก้าว สีหน้าดูทรมาน “วิญญาณที่มีพันธะสัญญาจะไม่สามารถแตะต้องประตูนี้ได้ มันเหมือนมีกำแพงไฟฟ้ากั้นอยู่… แต่คุณเป็นมนุษย์ คุณเข้าได้”
ริวพยักหน้าช้าๆ ก่อนจะยื่นมือไปหมุนลูกบิด ทันทีที่ฝ่ามือสัมผัสความร้อนวูบวาบแล่นผ่านแขน เขาออกแรงผลักประตูเข้าไป… แอ๊ด…
สิ่งที่อยู่หลังประตูทำให้ริวต้องยกมือปิดปาก ห้องนั้นกว้างขวางและหนาวเย็นเหมือนห้องดับจิต ผนังทั้งสี่ด้านบุด้วยตู้กระจกใสเรียงรายจรดเพดาน ภายในไม่ได้บรรจุแฟ้มเอกสาร แต่มี “โหลแก้วดอง” นับพันใบเรียงรายอยู่
ในโหลแต่ละใบ บรรจุ “อวัยวะ” ชิ้นเล็กๆ ลอยอยู่ในน้ำยาสีเหลืองอำพัน บางโหลเป็นนิ้วมือ… บางโหลเป็นลูกตา… และบางโหลเป็น หัวใจที่ยังเต้นตุบๆ อย่างแผ่วเบา
“นี่คือ… สัญญาของพวกเรา” เสียงของกานต์ดังมาจากด้านหลัง “มาดามไม่ได้ใช้กระดาษเซ็นสัญญา… นางใช้ ชิ้นส่วนของวิญญาณ นางดึง ‘ขวัญ’ (Essence) ของพวกเราออกมาใส่โหลไว้แล้วลงอาคมกำกับ ตราบใดที่โหลพวกนี้ยังอยู่ นางจะบีบให้เราเจ็บปวดหรือบดขยี้ให้เราสลายไปเลยก็ได้”
“แล้วของพี่… อยู่ไหน?”
“ชั้นบนสุด… ตู้กลาง โหลที่มีฝาสีทอง”
ริวเห็นโหลใบหนึ่งที่โดดเด่นวางอยู่บนแท่นกำมะหยี่สีแดง ภายในมีก้อนเนื้อสีแดงสดรูปทรงคล้าย หัวใจนก ลอยอยู่ และมีโซ่ทองเส้นเล็กๆ พันรอบไว้
กุญแจหยดเลือด
“อย่าเพิ่ง!” เสียงเล็กๆ แหลมๆ ดังขัดขึ้นจากมุมมืด ปอร์เช่ ค่อยๆ คลานออกมาจากใต้โต๊ะกลางห้อง สภาพผิวหนังเริ่มมีรอยแตกเหมือนเครื่องเคลือบที่กำลังจะพัง
“พี่ริว… อย่าแตะโหลนะ ถ้าพี่แตะมันโดยไม่มี ‘กุญแจ’ สัญญาณเตือนภัยจะดัง แล้วมาดามจะรู้ตัวทันที”
“กุญแจอยู่ที่ไหน?” ริวถาม
“กุญแจ… อยู่กับตัวมาดาม นางห้อยมันไว้ที่คอตลอดเวลา เป็นจี้เพชรรูปหยดเลือด… พี่ต้องขโมยมันมาจากคอของนาง”
ปอร์เช่เล่าต่อว่า คืนพรุ่งนี้ซึ่งเป็นคืนพระจันทร์เต็มดวง (Full Moon Party) มาดามจะลงมาเลือก ‘โฮสต์ดีเด่น’ เพื่อพาขึ้นไป ‘รับรางวัล’ บน Penthouse ชั้นบนสุด ซึ่งเป็นทางเดียวที่จะเข้าถึงตัวนางได้
“พี่จะบ้าเหรอ!” ริวตะคอกเมื่อกานต์ยืนยันจะทำยอดที่หนึ่งเพื่อขึ้นไป “พี่ก็รู้ว่าขึ้นไปแล้วอาจจะตาย!”
“แล้วจะให้รอเป็นทาสไปตลอดกาลเหรอ?” กานต์จับไหล่ริวเขย่า “ริว… คุณคือคนเดียวที่ช่วยผมได้ คุณต้องช่วยดันยอดผม… และคุณต้องหาทาง ‘แทรกตัว’ ขึ้นไปพร้อมกับผม”
ริวสบตาที่มุ่งมั่นของกานต์ แผนการนี้บ้าบิ่นและเสี่ยงตายสุดๆ “ได้… ผมจะทำให้พี่เป็นที่หนึ่งเอง… แต่มีข้อแม้ พี่ห้ามตาย พี่ต้องรอดกลับลงมาพร้อมผม”
กานต์ยิ้ม… รอยยิ้มที่จริงใจที่สุด “สัญญาด้วยวิญญาณเลยครับ”
แก๊ง… แก๊ง… เสียงโลหะกระทบกันจากกระบองของ เข้ม ดังใกล้เข้ามาจากทางเดิน
“ชิบหาย… พี่เข้มมาตรวจเวร!” ปอร์เช่หน้าตื่น “รีบออกไปเร็ว!”
ริวรีบดึงประตูปิด กานต์คว้าข้อมือริววิ่งลัดเลาะไปทางบันไดหนีไฟ ริวสัมผัสได้ถึงแรงบีบที่มือของกานต์ที่แน่นและชุ่มเหงื่อ พวกเขากำลังก้าวเข้าสู่สงครามเต็มรูปแบบ… สงครามที่มีวิญญาณทุกดวงในร้านนี้เป็นเดิมพัน



