HomeChapterตอนที่ 10 : หนึ่งชั่วโมงก่อนรถด่วนขบวนสุดท้าย

ตอนที่ 10 : หนึ่งชั่วโมงก่อนรถด่วนขบวนสุดท้าย

13 กุมภาพันธ์ 2563 – เวลา 18.31 น.

เสียงจอแจของผู้คนนับร้อยกระแทกโสตประสาทผมทันทีที่ก้าวเท้าลงสู่พื้นชานชาลา มันไม่ใช่ความเงียบสงัดเหมือนโลกอนาคตเมื่อครู่ แต่มันคือความวุ่นวายที่มีชีวิตชีวาของเย็นวันศุกร์ก่อนวันวาเลนไทน์

กลิ่นไก่ย่าง กลิ่นควันรถ และกลิ่นน้ำหอมฉุนกึกของผู้คนที่เดินสวนกันไปมาทำให้ผมเวียนหัว ผมยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งเพื่อปรับสภาพร่างกายให้ชินกับแรงโน้มถ่วงของอดีต

ผมยกข้อมือขึ้นดูนาฬิกา 18.32 น.

เหลือเวลาอีกไม่ถึง 1 ชั่วโมง ก่อนที่รถด่วนขบวนมรณะจะเข้าเทียบชานชาลา

ผมจำได้แม่นว่าตัวเองในอดีตยืนอยู่ตรงไหน… ตรงเสาต้นที่ 4 นับจากทางเข้า ใกล้กับตู้ขายตั๋วอัตโนมัติเก่าๆ นั่นคือจุดที่ผมชอบไปยืนพิงเสาเพราะรู้สึกเพลียจากไข้หวัด

ผมสูดหายใจเข้าลึก พยายามตั้งสติ ท่ามกลางฝูงชนที่ถือดอกกุหลาบและช็อกโกแลตเดินขวักไขว่ ผมต้องวิ่ง… วิ่งไปให้เร็วที่สุดเพื่อเปลี่ยนประวัติศาสตร์

ผมออกตัววิ่งฝ่าฝนคน ไหล่กระแทกกับผู้ชายคนหนึ่งจนเซ แต่ผมไม่ได้หันไปขอโทษ ผมมุ่งหน้าไปยังเสาต้นที่ 4 สายตาสอดส่ายหาเป้าหมาย

และแล้ว… ผมก็เจอ

ผู้ชายร่างผอมบางในชุดพนักงานออฟฟิศเสื้อเชิ้ตสีขาวที่หลุดลุ่ยเล็กน้อย ยืนพิงเสาคอนกรีตด้วยท่าทางหมดเรี่ยวแรง ใบหน้าของเขาซีดเผือด เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพราวตามไรผม ทั้งที่อากาศยามเย็นกำลังสบาย

นั่นคือผม… ‘นาวินในอดีต’

ผมจำความรู้สึกตอนนั้นได้ดี มันเหมือนโลกหมุนคว้าง ปวดหัวตุบๆ จนแทบอยากจะทิ้งตัวลงนอนตรงนั้น แต่เพราะต้องรีบกลับหอไปนอนพัก ผมเลยฝืนยืนรอรถไฟ

แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจผมบีบรัดยิ่งกว่าการเห็นสภาพตัวเอง คือภาพที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล

ที่ห้องนายตรวจริมชานชาลา… ชายหนุ่มร่างสูงในชุดเครื่องแบบสีกากีที่ผมคุ้นเคยที่สุด กำลังยืนคุยกับเพื่อนร่วมงานด้วยรอยยิ้ม

ศิลา

เขายังมีชีวิตอยู่… ตัวเป็นๆ จับต้องได้ ไม่ใช่ภาพจำ ไม่ใช่ผีสาง ใบหน้าคมคายนั้นดูสดใส ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ เขาถือช่อดอกกุหลาบสีแดงช่อเล็กๆ ไว้ในมือ แอบซ่อนไว้ด้านหลังเหมือนเด็กหนุ่มขี้อาย

ผมเห็นสายตาของศิลา… เขาไม่ได้มองคู่สนทนา แต่มองเลยไหล่เพื่อนคนนั้นมา… มองมาที่ ‘นาวินในอดีต’ ที่กำลังยืนพิงเสาอยู่

สายตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความห่วงใยและความรักที่ปิดไม่มิด เขาคงสังเกตเห็นว่าผมป่วย และคงกำลังลังเลว่าจะเดินเข้ามาหาดีไหม

“อย่า…” ผมพึมพำกับตัวเอง “อย่าเดินมานะศิลา… อย่าเข้ามา”

ถ้าเขาเดินเข้ามาหาผมตอนนี้ เหตุการณ์อาจจะเปลี่ยน แต่ถ้าเขาเข้ามาในจังหวะที่รถไฟมา… เขาจะตาย

ผมต้องแยก ‘ตัวเอง’ ออกจากจุดอันตรายนั้นให้เร็วที่สุด

ผมตัดสินใจพุ่งตัวเข้าไปหาตัวเองในอดีต “ขอโทษนะครับ! ขอทางหน่อย!”

ผมแหวกฝูงชนเข้าไป จนกระทั่งไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้า ‘นาวินอดีต’ เขาสะดุ้งโหยงเมื่อเห็นคนมายืนประจันหน้า ดวงตาปรือๆ ของเขามองผมอย่างงุนงง

“ครับ?” เสียงเขาแหบพร่า “มีอะไรเหรอครับ?”

ผมมองหน้าตัวเองในวัย 20 ปีแล้วรู้สึกจุกในอก อยากจะบอกเหลือเกินว่าให้ดูแลตัวเองดีๆ อยากจะบอกว่าวันพรุ่งนี้โลกจะโหดร้ายแค่ไหน แต่ผมทำไม่ได้

“คุณดูไม่ค่อยดีเลย” ผมพูดออกไป พยายามคุมเสียงไม่ให้สั่น “หน้าซีดมาก จะเป็นลมหรือเปล่า?”

“อ๋อ… นิดหน่อยครับ” นาวินอดีตตอบ ยิ้มแห้งๆ “แค่เวียนหัวนิดหน่อยครับ เดี๋ยวรถไฟมาก็ได้กลับแล้ว”

“อย่ารอเลย” ผมถือวิสาสะคว้าแขนเขา “ไปนั่งพักตรงนู้นดีกว่า เดี๋ยวผมพาไปห้องพยาบาล”

“เฮ้ย! ไม่เป็นไรครับ!” เขาขัดขืน พยายามดึงแขนกลับ “ผมรอรถด่วน อีกเดี๋ยวก็มาแล้ว ผมรีบกลับ…”

“บอกให้มาไงเล่า!” ผมเผลอตะคอกเสียงดังจนคนรอบข้างหันมามอง

นาวินอดีตตกใจหน้าตื่น เขาคงงงว่าไอ้บ้านี่เป็นใคร จู่ๆ ก็มาฉุดกระชาก “คุณเป็นใครเนี่ย! ปล่อยผมนะ ผมจะกลับบ้าน!”

เขาสะบัดแขนผมหลุดอย่างแรง แรงสะบัดทำให้เขาเซไปชนคนข้างหลังจนเกือบล้ม วินาทีนั้นเอง…

“มีอะไรกันหรือเปล่าครับ?”

เสียงทุ้มลึกที่ผมจำได้ขึ้นใจดังขึ้นจากด้านหลัง ผมตัวแข็งทื่อ หันขวับไปมอง

ศิลา… เดินเข้ามาแล้ว เขาเดินเข้ามาเร็วกว่าในประวัติศาสตร์เดิม! เพราะเสียงเอะอะโวยวายของผมนั่นเอง

ศิลามองผมสลับกับนาวินอดีตด้วยสายตาสงสัยระคนระแวง เขาก้าวเข้ามาขวางหน้านาวินอดีตไว้เหมือนจะปกป้อง “คุณไปกวนใจผู้โดยสารท่านนี้ทำไมครับ? เขาดูไม่สบายอยู่นะ”

ให้ตายสิ… ผมกลายเป็นตัวร้ายในสายตาเขาไปซะแล้ว แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือตอนนี้ 19.15 น. แล้ว

“ผมแค่จะช่วยเขา…” ผมพยายามอธิบาย “เขาป่วยมาก ผมแค่อยากพาเขาออกไปจากตรงนี้… เชื่อผมเถอะครับศิลา พาเขาออกไปจากชานชาลานี้ที!”

ศิลาชะงักเมื่อผมเรียกชื่อเขา “คุณรู้จักผม?”

“รู้จักสิ… รู้จักดียิ่งกว่าใคร” ผมจ้องตาเขา สื่อความหมายทั้งหมดที่มี “เชื่อผม… วันนี้อย่าให้เขาขึ้นรถไฟ อย่าให้เขาอยู่ตรงนี้!”

ศิลาขมวดคิ้ว เขามองหน้าผมที่มีส่วนคล้ายคลึงกับคนที่เขากำลังปกป้องอย่างประหลาดใจ แต่ก่อนที่เขาจะทันได้พูดอะไร…

เสียงประกาศจากลำโพงเก่าๆ ของสถานีก็ดังขึ้น “โปรดทราบ… รถด่วนพิเศษขบวนที่ 84 กรุงเทพ – ตรัง กำลังจะเข้าเทียบชานชาลาที่ 2 ขอความกรุณาผู้โดยสารโปรดถอยห่างจากเส้นสีเหลือง…”

เสียงประกาศนั้นเหมือนสัญญาณมรณะ ผู้คนเริ่มขยับตัวกรูเข้าไปใกล้รางรถไฟเพื่อเตรียมแย่งกันขึ้นรถ

“รถมาแล้ว…” นาวินอดีตพึมพำ เขาดูโล่งใจที่รถมาสักที เขาพยายามเบี่ยงตัวหลบศิลาเพื่อเดินไปข้างหน้า “ขอโทษนะครับนายตรวจ ผมต้องไปแล้ว”

“เดี๋ยวครับคุณ!” ศิลาพยายามรั้งเขาไว้ “คุณดูไม่ไหวจริงๆ นะ พักก่อนไหม?”

“ไม่เอาครับ! ผมจะกลับบ้าน!” ความดื้อรั้นของผมในอดีตเริ่มทำงาน เขาผลักศิลาเบาๆ แล้วเซถลาไปยืนที่ริมเส้นเหลือง

อาการวูบเริ่มเล่นงานเขาแล้ว… ผมเห็นเขายกมือกุมขมับ ขาเริ่มสั่นพับๆ

“นาวิน!!” ผมตะโกนลั่น พุ่งตัวเข้าไปจะคว้าตัวเขา

แต่จังหวะนั้น ฝูงชนที่กรูเข้ามาดันตัวผมกระเด็นออกไปไกล เสียงหวูดรถไฟดังกึกก้อง ปู๊นนนนนน!!!! แสงไฟหน้ารถสว่างจ้าสาดเข้ามาที่ชานชาลา

นาวินอดีตเงยหน้ามองแสงไฟ… ดวงตาเขาเบิกโพลง ร่างกายโอนเอนเหมือนว่าวที่เชือกขาด ขาของเขาสะดุดเข้ากับร่องปูนที่แตก

วูบ!

ร่างของนาวินอดีตร่วงหล่นลงไปในรางรถไฟต่อหน้าต่อตาผม เสียงกรีดร้องของผู้คนดังระงมไปทั่วสถานี

“เฮ้ย!!! คนตกราง!!!”

วินาทีนั้น… ภาพทุกอย่างเคลื่อนไหวช้าลง (Slow Motion) ผมเห็นศิลา… ทิ้งช่อดอกกุหลาบในมือลงพื้น เขาไม่ลังเลแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว กระโดดตามลงไปในรางรถไฟทันที

“ไม่!!!! ศิลา อย่า!!!!”

ผมแหกปากตะโกนสุดเสียง วิ่งฝ่าฝูงชนเข้าไปอย่างบ้าคลั่ง ประวัติศาสตร์กำลังจะซ้ำรอยเดิม! ผมมาเพื่อแก้ไขมัน ไม่ใช่มาเพื่อดูมันเกิดขึ้นซ้ำสอง!

ผมกระโดดตามลงไปในรางรถไฟ… ท่ามกลางแสงไฟหน้ารถที่พุ่งเข้ามาใกล้ระดับเผาขน!

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments