HomeChapterตอนที่ 3: แสงแดด กลิ่นเหงื่อ และระยะห่างที่หายไป

ตอนที่ 3: แสงแดด กลิ่นเหงื่อ และระยะห่างที่หายไป

๒๐ มิถุนายน ๒๕๖๒

วันนี้อากาศร้อนอบอ้าวตามฉบับหน้าฝนที่ฝนไม่ยอมตก ลมเอื่อยๆ หอบเอาไอแดดโชยเข้ามาในห้องสมุด แต่เชื่อไหมครับ… สำหรับผมแล้ว อากาศวันนี้มันหอมหวานกว่าวันไหนๆ เพียงเพราะเหตุการณ์ไม่คาดฝันช่วงพักกลางวันที่ผ่านมา

✍️ บันทึกหน้าที่ ๔: เมื่อโลกหมุนให้เรามาใกล้กัน (ในระยะที่เห็นรอยบุ๋มบนแก้ม)

ภารกิจ “เปลี่ยนตัวเอง” วันที่ยี่สิบเริ่มต้นด้วยความทุลักทุเล ผมต้องตื่นเช้ากว่าปกติครึ่งชั่วโมงเพื่อปล้ำกับคอนแทคเลนส์นิ่มๆ ที่ไม่ยอมเข้าตาเสียที กว่าจะทำสำเร็จ ตาผมก็แดงก่ำเหมือนคนเพิ่งร้องไห้มาสามวันสามคืน แต่มันคุ้มครับ… เพราะเมื่อผมถอดแว่นสายตาหนาเตอะนั่นออก โลกที่เคยมัวซัวกลับแจ่มชัดขึ้นอย่างประหลาด ผมมองเห็นเงาตัวเองในกระจกที่ดู “เป็นผู้เป็นคน” ขึ้นมานิดหนึ่ง แม้ทรงผมกะลาครอบจะยังขัดใจยัยก้อยอยู่บ้างก็ตาม

“เฮ้ยไอ้พีท! มึงมีตาแล้วเหรอวะ!” ไอ้ตั้มทักเสียงดังลั่นโรงอาหารตอนเห็นผมเดินเข้าไป เพื่อนทั้งกลุ่มหยุดชะงัก ก้อยรีบปรบมือรัวราวกับผมเพิ่งคว้าเหรียญทองโอลิมปิก

“นั่นแหละ! นี่แหละคือจุดเริ่มต้นของตำนานโอปป้าศิลป์-คำนวณ” ก้อยจีบปากจีบคอพูดพลางจัดปกเสื้อนักเรียนให้ผม “วันนี้มึงต้องไปปรากฏตัวแถวสนามบาสนะ ให้สายตาคู่นี้ส่งกระแสจิตไปถึงน้องจิณณ์ให้ได้”

แต่ความจริงมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นครับ…


ช่วงพักเที่ยง ผมถูกไอ้ตั้มลากมานั่งที่โต๊ะม้าหินอ่อนข้างสนามบาสเกตบอล กลิ่นยางจากลูกบาสกระทบพื้นร้อนๆ ลอยมาปะทะจมูก ผสมกับเสียงนกหวีดและเสียงรองเท้าผ้าใบเสียดสีกับพื้น เอี๊ยด… เอี๊ยด… ที่เป็นเอกลักษณ์ ผมนั่งพยายามทำตัวให้ดูเป็นธรรมชาติที่สุดด้วยการหยิบหนังสือ “ฟิสิกส์พื้นฐาน” ขึ้นมาบังหน้า ทั้งที่สายตามันลอดผ่านขอบหนังสือไปจดจ้องอยู่ที่เบอร์ 14 กลางสนาม

จิณณ์วันนี้ดูสดใสกว่าทุกวัน เขาอยู่ในชุดพละสีฟ้าอ่อนที่ขับผิวขาวจัดนั่นให้เด่นชัด เหงื่อเม็ดเล็กๆ เกาะพราวอยู่ที่จอนผม ท่าทางการเลี้ยงลูกหลบหลีกคู่ต่อสู้ของเขามันดูเพลินตาจนผมเผลอวางหนังสือลง

“พี่พีท!”

เสียงเรียกที่คุ้นเคยทำเอาผมสะดุ้งสุดตัว หัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม เมื่อเจ้าของเสียงนั้นกำลังวิ่งตรงมาหาผมด้วยใบหน้าที่ประดับด้วยรอยยิ้มกว้าง จิณณ์หยุดยืนอยู่ตรงหน้าโต๊ะม้าหินอ่อน ลมจากการวิ่งของเขาหอบเอาความร้อนและกลิ่นสบู่จางๆ มาด้วย

“จำผมได้ด้วยเหรอ… จิณณ์?” ผมพยายามบังคับเสียงไม่ให้สั่น แต่มันช่างยากเหลือเกินเมื่อต้องสบตากับดวงตาเรียวรีที่ดูขี้เล่นคู่นั้นในระยะประชิดแบบไม่มีแว่นกั้น

“จำได้ดิพี่ คนที่เกือบเอาหน้าไปจูบพื้นวันก่อนไง” เขาหัวเราะจนลักยิ้มที่ข้างแก้มโผล่ออกมาอวดโฉม “เฮ้ย… วันนี้พี่ถอดแว่นแล้วนี่หว่า ดูดีขึ้นเยอะเลยนะพี่ ผมเกือบจำไม่ได้แน่ะ”

คำชมสั้นๆ นั้นทำให้หูของผมร้อนฉ่า ผมรู้สึกว่าหน้าตัวเองคงแดงไปถึงลำคอ “อ๋อ… ลองเปลี่ยนลุคดูน่ะ รำคาญแว่นเวลาเดิน”

“ดีแล้วพี่ แบบนี้เห็นตาชัดดี ตาพี่สวยออก”

จิณณ์พูดพลางเอื้อมมือมาคว้าขวดน้ำเย็นที่วางอยู่บนโต๊ะ ซึ่งมันเป็นขวดน้ำของผมเอง! เขายกขึ้นดื่มอย่างไม่ถือตัว หยดน้ำเกาะพราวที่ลูกกระเดือกที่ขยับขึ้นลงตามจังหวะการกลืน ผมมองภาพนั้นราวกับถูกสะกดจิต

“ขอนะพี่ หิวน้ำจัดเลย” เขาปาดน้ำที่มุมปาก “เย็นนี้พี่ทำไรป่ะ? พอดีพวกรุ่นพี่ในทีมบาสเขาเบี้ยวนัดซ้อมชูต พี่พอจะช่วยไปยืนเฝ้าแป้นให้หน่อยได้ไหม?”

โลกของผมหยุดนิ่งไปสามวินาที… 🏀 จิณณ์ชมว่าตาผมสวย 🏀 จิณณ์กินน้ำขวดเดียวกับผม (นี่มันจูบทางอ้อมชัดๆ!) 🏀 และที่สำคัญที่สุด จิณณ์ “ชวน” ผมไปที่สนาม

“ได้… ได้ดิ พี่ว่าง” ผมตอบรับแทบจะทันทีโดยลืมนัดติวเลขกับก้อยไปสนิทใจ

“เจ๋ง! งั้นสี่โมงเจอกันที่สนามเล็กหลังโรงยิมนะพี่พีท อย่าเบี้ยวนะ” เขาขยิบตาให้ผมหนึ่งที ก่อนจะวิ่งกลับไปในสนามพร้อมตะโกนก้องอย่างมีความสุข

ผมได้แต่นั่งอึ้ง มองขวดน้ำที่มีหยดน้ำไหลซึมออกมา ใจมันฟูฟ่องเหมือนขนมปังที่เพิ่งออกจากเตา แต่แล้วความกังวลก็เริ่มคืบคลานเข้ามา… ผมจะไปยืนเฝ้าแป้นยังไงไม่ให้ตัวเองเป็นลมล้มพับไปต่อหน้าเขาเสียก่อน? และที่สำคัญ ผมต้องกลับไปรบกับแม่ที่บ้านเรื่องกลับช้าอีกแน่ๆ


[ความขัดแย้งในเงามืด]

เมื่อกลับมาถึงบ้านในเย็นวันนั้น ความสุขที่สะสมมาทั้งวันก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงกระแทกหูโทรศัพท์ของคุณแม่

“พีท! ไปไหนมา! ทำไมเพิ่งกลับ!”

ผมยืนก้มหน้าอยู่ในห้องโถง บ้านทั้งบ้านเงียบกริบ มีเพียงเสียงพัดลมเพดานที่หมุนวนไปมา “ผม… ไปช่วยงานรุ่นน้องที่โรงเรียนครับแม่”

“งานอะไร? ห่วงแต่เรื่องคนอื่น ทีเรื่องสอบเข้าค่ายโอลิมปิกวิชาการไม่เห็นจะกระตือรือร้น” ท่านเดินเข้ามาใกล้ กลิ่นกับข้าวรสจัดจ้านในครัวลอยมา แต่ใจผมกลับห่อเหี่ยว “แม่บอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าให้เรื่องไร้สาระมาขัดขวางอนาคต แกไม่ใช่นักกีฬา ไม่ใช่คนหน้าตาดีที่จะใช้หน้าตาทำมาหากินได้ เพราะฉะนั้นเรียนให้มันดีๆ อย่าให้แม่ต้องอายคนอื่น”

คำว่า ‘ไม่ใช่คนหน้าตาดี’ มันบาดลึกลงไปในใจผมมากกว่าครั้งไหนๆ

ผมเดินขึ้นห้อง ปิดประตูเงียบ แล้วหยิบขวดน้ำพลาสติกเปล่าๆ ใบนั้นออกมาวางบนโต๊ะเขียนหนังสือ ผมลูบสัมผัสรอยบุ๋มบนขวดน้ำที่จิณณ์เพิ่งจับไปเมื่อเย็น…

แม่ครับ… แม่ไม่รู้หรอกว่า ‘เรื่องไร้สาระ’ ของแม่ มันคือเหตุผลเดียวที่ทำให้คนห่วยๆ อย่างผม อยากจะตื่นไปโรงเรียนในวันพรุ่งนี้

ปล. วันนี้จิณณ์ชมว่าผมตาสวย… ผมจะเก็บคำนี้ไว้เป็นน้ำทิพย์ชโลมใจในวันที่แม่ด่าก็แล้วกัน

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments