HomeChapterตอนที่ 5: ปฏิบัติการน้ำส้มกับความลับหลังแป้นบาส

ตอนที่ 5: ปฏิบัติการน้ำส้มกับความลับหลังแป้นบาส

๒๖ มิถุนายน ๒๕๖๒

เช้านี้ผมตื่นก่อนนาฬิกาปลุกเสียอีกครับ กลิ่นคาวของอกไก่ต้มที่ผมต้องกินเป็นมื้อเช้าดูจะลดความน่าคลื่นไส้ลงไปเมื่อเทียบกับกลิ่นส้มเขียวหวานที่พึ่งซื้อมาจากตลาดเมื่อวานซืน ผมแอบย่องเข้าครัวตอนตีห้าครึ่ง พยายามไม่ให้เสียงเครื่องคั้นน้ำส้มไปปลุกแม่ที่นอนอยู่ห้องข้างๆ

✍️ บันทึกหน้าที่ ๖: ความพยายามที่ไม่มีในตำราเรียน

คั้นน้ำส้มสี่ลูกเพื่อได้น้ำส้มหนึ่งขวด… มันดูเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่าในเชิงคณิตศาสตร์ที่ผมเรียนมาเลยครับ แต่น่าแปลกที่ผมกลับมีความสุขตอนที่เห็นน้ำสีส้มค่อยๆ ไหลลงขวดพลาสติกใส ผมบรรจงติดสติกเกอร์รูปยิ้มเล็กๆ ไว้ที่ข้างขวด ก่อนจะห่อด้วยกระดาษทิชชู่หลายๆ ชั้นเพื่อรักษาความเย็น

“พีท ทำอะไรน่ะ?”

เสียงแม่ดังขึ้นจากด้านหลัง ผมสะดุ้งจนขวดน้ำส้มเกือบหลุดมือ แม่ยืนอยู่ตรงประตูครัวในชุดนอน ผมยุ่งเหยิงเล็กน้อย แต่สายตาที่จับผิดนั้นคมกริบเหมือนเดิม

“คั้นน้ำส้ม… เอาไปกินที่โรงเรียนครับแม่ ช่วงนี้ผมอ่านหนังสือเยอะ รู้สึกเพลียๆ เลยอยากได้วิตามินซี” ผมโกหกคำโตเป็นครั้งแรกในรอบปี

แม่เดินเข้ามาดูใกล้ๆ แล้วพยักหน้าช้าๆ “เออ รู้จักดูแลตัวเองก็ดี แต่อย่าให้เห็นว่าเอาเวลาไปทำเรื่องไร้สาระนะ พ่อแกโทรมาเมื่อคืน บอกว่าสิ้นเดือนนี้จะกลับมาดูผลการสอบพรีเทสต์แก… ตั้งใจหน่อยล่ะ”

พ่อ… คำนี้เหมือนก้อนหินหนักๆ ที่ถ่วงลงกลางใจ พ่อของผมเป็นวิศวกรที่เน้นกฎระเบียบยิ่งกว่าแม่เสียอีก การที่เขาจะกลับมาหมายความว่า “สงครามโลกครั้งย่อยๆ” ในบ้านกำลังจะเริ่มขึ้น ผมพยักหน้ารับคำแม่เบาๆ ก่อนจะรีบคว้าเป้ออกจากบ้านไป


[มวลมิตรภาพในชั่วโมงศิลปะ]

ที่โรงเรียน วันนี้มีคาบวิชาศิลปะที่ผมชอบที่สุด ผมนั่งอยู่มุมห้องกับตั้มและก้อย พู่กันในมือผมกำลังระบายสีน้ำเป็นรูปท้องฟ้าสีอมม่วง แต่ในหัวกลับคิดถึงขวดน้ำส้มที่นอนแช่อยู่ในกระเป๋าเก็บความเย็นใบเล็ก

“ไอ้พีท มึงนั่งเหม่อจนน้ำสีน้ำเงินจะหมดจานแล้วนะ” ตั้มสะกิดพลางหัวเราะ “คิดเรื่องน้องจิณณ์อยู่ล่ะสิ วันนี้เห็นเขาซ้อมหนักนะ มีแข่งคัดตัวนักกีฬาจังหวัดสัปดาห์หน้า”

“คัดตัวเหรอ?” ผมทวนคำด้วยความตกใจ

“ใช่สิยะ” ก้อยเสริมพลางวาดรูปแนวตั้งที่ดูเหมือนลายเส้นการ์ตูนญี่ปุ่น “งานนี้แหละโอกาสทองของมึง ถ้าน้องเขาติดทีมจังหวัด มึงก็ต้องเป็น ‘ผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ’ ไง แต่อย่าลืมนะ… มึงต้องทำตัวให้ดูดีขึ้นเรื่อยๆ อย่าให้เขาเห็นมึงในสภาพศพเดินได้หลังคาบติวเลขเด็ดขาด”

เราหัวเราะกันเบาๆ ท่ามกลางกลิ่นสีน้ำและบรรยากาศผ่อนคลายของห้องศิลปะ เพื่อนสองคนนี้คือเซฟโซนเดียวที่ผมสามารถพูดชื่อจิณณ์ออกมาได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องเกรดเฉลี่ยหรืออนาคตที่พ่อแม่วาดไว้ให้


[ความลับที่ไม่ได้ตั้งใจจะได้ยิน]

ช่วงเย็น ผมเดินไปที่สนามบาสเล็กหลังโรงยิมเพื่อเอาน้ำส้มไปให้ตามสัญญา แต่พอเดินไปถึงมุมตึกที่ค่อนข้างลับตาคน ผมกลับได้ยินเสียงบทสนทนาที่ทำให้ต้องหยุดฝีเท้า

“จิณณ์ พ่อบอกว่าถ้าครั้งนี้ลูกไม่ติดตัวจริงจังหวัด ลูกต้องเลิกเล่นบาสแล้วไปกวดวิชาเตรียมสอบเข้าหมออย่างเดียว”

เสียงชายวัยกลางคนคนหนึ่งดูเด็ดขาดและกดดัน ผมแอบชะโงกหน้าไปมอง เห็นจิณณ์ยืนก้มหน้า มือขยำเสื้อกีฬาแน่น พ่อของจิณณ์ดูเข้มงวดไม่ต่างจากพ่อของผมเลย

“แต่ผมรักบาสนะครับพ่อ ผมซ้อมหนักมาตลอด…”

“ความรักมันกินไม่ได้จิณณ์ อนาคตต่างหากที่สำคัญ พ่อไม่ยอมให้ลูกเสียเวลาไปกับเรื่องที่มองไม่เห็นอนาคตหรอกนะ”

พูดยังไม่ทันจบ พ่อของเขาก็เดินผละออกมา ทิ้งให้จิณณ์ยืนอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง แสงแดดยามเย็นฉาบไล้แผ่นหลังที่ดูโดดเดี่ยวของเขาจิณณ์เตะฝุ่นที่พื้นอย่างขัดใจ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งไม้ผุๆ

ผมยืนกำขวดน้ำส้มในกระเป๋าจนเหงื่อซึมมือ ความรู้สึกที่เห็นคนที่สดใสที่สุดในโลกต้องมาหมองหม่นเพราะความคาดหวังของครอบครัว… มันเจ็บปวดกว่าที่ผมคิดไว้เสียอีก

ผมรวบรวมความกล้า เดินเข้าไปหาเขาช้าๆ พยายามทำเสียงให้ร่าเริงที่สุดเท่าที่จะทำได้

“เฮ้… จิณณ์”

เขาสะดุ้งเล็กน้อยแล้วรีบปาดน้ำตาที่คลออยู่ที่หางตาออกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันมายิ้มฝืนๆ ให้ผม “อ้าว… พี่พีท มานานยังครับ?”

“เพิ่งมาเนี่ย… อะ น้ำส้มที่สัญญาไว้ คั้นเองกับมือเลยนะ รสชาติอาจจะเปรี้ยวหน่อยนะ เพราะพี่ฝีมือห่วย” ผมยื่นขวดน้ำเย็นเฉียบให้เขา

จิณณ์รับไปแล้วเปิดดื่มทันที เขาหลับตาลงรับรสชาติของมันอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะลืมตาขึ้นมาแล้วยิ้ม… ครั้งนี้เป็นยิ้มที่มาจากใจจริงๆ “ขอบคุณครับพี่พีท… มันไม่ได้เปรี้ยวหรอกครับ มัน ‘หวาน’ มากเลย”

เรานั่งคุยกันอยู่ตรงนั้นสิบนาที ผมไม่ได้ถามเรื่องที่เขาคุยกับพ่อ ผมแค่เล่าเรื่องตลกๆ ของไอ้ตั้มในห้องศิลปะให้เขาฟัง จิณณ์หัวเราะจนลักยิ้มโผล่ออกมาอีกครั้ง

ก่อนจากกัน จิณณ์พูดขึ้นเบาๆ ว่า “พี่พีทครับ… ขอบคุณนะที่เอาน้ำส้มมาให้ ผมรู้สึกมีแรงขึ้นเยอะเลย”

ผมเดินกลับบ้านพร้อมความรู้สึกหนักอึ้งในอก เราทั้งคู่ต่างก็ติดอยู่ในกรงของความคาดหวังเหมือนกัน ต่างกันแค่กรงของเขาเป็นสนามบาส ส่วนกรงของผมคือห้องเรียนที่ไร้หน้าต่าง…

แต่คืนนี้ ผมเขียนลงในไดอารี่ด้วยความมั่นใจกว่าทุกวัน

🍏 เป้าหมายใหม่: ไม่ใช่แค่เปลี่ยนตัวเองให้ดูดีเพื่อจิณณ์ แต่ผมจะเป็น “กำลังใจ” ให้เขาติดทีมจังหวัดให้ได้ ไม่ว่าพ่อเขาจะว่ายังไงก็ตาม!

ปล. วันนี้ผมรู้แล้วว่าจิณณ์ชอบน้ำส้ม… และผมก็เพิ่งรู้ว่าตัวเองสามารถทำอะไรเพื่อคนอื่นได้มากกว่าการนั่งเรียนไปวันๆ

0 0 votes
Article Rating
Subscribe
Notify of
guest

0 Comments
Oldest
Newest Most Voted
Inline Feedbacks
View all comments