๑ มิถุนายน ๒๕๖๒
วันนี้เป็นวันเปิดเทอมวันแรกของชั้นมัธยมปลายปีที่ 4…และเป็นวันแรกของโรงเรียนที่นี่ ผมย้ายตามแม่มาจากโรงเรียนประจำจังหวัด และเป็นวันที่ผมค้นพบว่า “แรงโน้มถ่วง” มีอยู่จริง แต่มันไม่ได้ดึงดูดแค่แอปเปิลให้ตกลงพื้น แต่มันดึงดูดหัวใจของผมให้หล่นวูบไปกองอยู่ที่หน้าอกข้างซ้าย
✍️ บันทึกหน้าที่ ๒: ตกหลุมรัก (ที่ลึกกว่าหลุมสิวของผม)
ถ้าโลกนี้มีการวัดค่าความ ‘เฉิ่ม’ ผมคงได้คะแนนเต็มสิบแบบไม่มีหัก ผมในวัยสิบหกปีคือเด็กชายพีทที่มีแว่นตาหนาเท่ากระจกกันกระสุน ผมทรงกะลาครอบ และเสื้อนักเรียนที่รีดไม่เคยเรียบเกินห้านาที
แต่แล้ว… ท่ามกลางเสียงเจี๊ยวจ๊าวในโรงยิมวันปฐมนิเทศ สายตาของผมก็ดันไปสะดุดเข้ากับเด็กมัธยม 3 คนหนึ่งที่ยืนอยู่กลางสนาม
🏀 เขาชื่อ ‘จิณณ์’ ครับ 🏀 เขาไม่ได้แค่เดินเฉยๆ แต่เขาเคลื่อนไหวเหมือนมีแสงสปอร์ตไลท์ส่องตามตลอดเวลา 🏀 เสื้อยืดสีขาวที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อของเขามันดูเท่กว่าชุดสูทที่ผมเคยเห็นในทีวีเสียอีก 🏀 และที่ร้ายกาจที่สุดคือ… เขามีลักยิ้มที่ทำให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังละลายกลายเป็นพุดดิ้ง
ผมแอบมองเขาชูตบาสจากบนอัฒจันทร์ ลูกบาสสีส้มลอยละลิ่วผ่านอากาศก่อนจะลงห่วงไปอย่างสวยงาม ฟึ่บ! เสียงตาข่ายสะบัดนั้นดังชัดเจนในหูของผม แต้มแรกของจิณณ์เกิดขึ้นในสนาม ส่วนแต้มแรกในใจผม… ผมเสียให้เขาไปตั้งแต่เขายกมือขึ้นปาดเหงื่อบนหน้าผากแล้ว
ตอนที่จิณณ์หันมาทางอัฒจันทร์แล้วโบกมือสุ่มๆ ให้กับกลุ่มนักเรียนใหม่ ผมสะดุ้งจนแว่นเกือบหลุด มือไม้พันกันไปหมดจนเผลอทำสมุดจดชื่อวิชาหล่นกระจาย เพื่อนข้างๆ ถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่า ผมได้แต่ส่ายหน้าจนคอแทบเคล็ด ทั้งที่ในใจตะโกนว่า “กูตายแล้วจ้า!”
พอกลับมาถึงบ้านคืนนี้ ผมมองตัวเองในกระจก… สลับกับภาพจิณณ์ในความทรงจำ
โอย… พีทเอ๋ย ความแตกต่างระหว่างเรามันยิ่งกว่ายอดเขาเอเวอเรสต์กับก้นเหวเสียอีก เขาคือดาวรุ่งพุ่งแรง ส่วนผมคือก้อนหินริมทางที่ใส่แว่นตา
แต่นั่นแหละครับ จุดเริ่มต้นของไดอารี่เล่มนี้ และจุดเริ่มต้นของภารกิจที่บ้าบอที่สุดในชีวิต คือการที่ผมตั้งปณิธานกับตัวเองว่า “ภายในสามปีนี้ ผมจะทำให้จิณณ์รู้จักชื่อ ‘พีท’ ให้ได้!”
ปล. พรุ่งนี้ต้องเริ่มงดขนมปังกระเทียมของโปรด แล้วเปลี่ยนไปกินอกไก่อย่างที่พวกนักกีฬาเขาทำกัน… แค่คิดก็อยากร้องไห้แล้ว แต่เพื่อลักยิ้มของจิณณ์ พี่พีทสู้ตาย!


